ตามรอยเสด็จ "พุทธเจ้าหลวง" ณ เมืองลุง

บันทึกการเดินทาง

2...ตามกระแสเสียงการตีโพน จนมาถึงถนนคูหาสวรรค์ แล้วมุ่งตรงเข้าไปที่ วัดคูหาสวรรค์ ซึ่งยกฐานะเป็นอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัดพัทลุง

วัดคูหาสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัด ตั้งอยู่กึ่งกลางหุบเขาคูหาสวรรค์ หรือที่เรียกกันว่า เขาหัวแตก โดยล้อมรอบเกือบทุกด้านด้วยภูเขา วัดสร้างขึ้นระหว่างปี 2112-2133 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา

ในตำนานเมืองพัทลุงกล่าวไว้ว่า สองตายาย คือตาสามโมและยายเพชร เป็นหมอสคำเฒ่านายกองช้าง มีบุตรบุญธรรมสองคน คือพ่อกุมารและแม่เลือดขาว เมื่อทั้งสองได้เจริญวัยขึ้น ตายายให้อยู่กินฉันสามีภรรยา เมื่อครั้งตายายทั้งสองถึงแก่กรรมแล้ว บุตรบุญธรรมทั้งสองคนได้แสดงถึงความกตัญญู นำอัฐิมาฝังไว้ในถ้ำคูหาสวรรค์

สิ่งสำคัญในวัดคูหาสวรรค์ คือ ถ้ำคูหาสวรรค์ ถ้ำน้ำเงิน หรือ ถ้ำพระ โดยถ้ำมีขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 28 เมตร ลักษณะสูงเป็นเวิ้งรูปกรวย ตอนบนมีหินงอกคล้ายรูปช้าง ชาวบ้านเรียกว่า ช้างผุด หรือ หินลับแล ด้านทิศตะวันออกของถ้ำ มีหินเป็นสันกั้นอยู่ประมาณ 10 เมตร เป็นหินที่สูงขึ้นไม่ติดกับตัวถ้ำ ทำให้แสงสว่างลอดถึงพื้นได้ ภายในถ้ำปูด้วยอิฐถือปูน มีเจดีย์เล็กๆและพระพุทธรูปปางไสยาสน์ 1 องค์ แล้วยังมีพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-18 และเป็นวัดที่หลวงพ่อทวด ทำการบูรณปฏิสังขรณ์

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในถ้ำ โปรดฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. บริเวณหน้าถ้ำคูหาสวรรค์ รวมถึงในกาลสมัยต่อมา พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ ก็มาจารึกพระปรมาภิไธย ดั่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

แล้วในวันเวลาและปีเดียวกัน คือวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) "พระพุทธเจ้าหลวง" ...พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาส ณ เขาอกทะลุ อีกด้วย ซึ่งจะเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวต่อไปของเรา

เพียงเดินทางออกจากวัดคูหาสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 4047 ก็ได้มาพบภูเขาที่ตั้งสูงตระหง่าน ทางทิศตะวันออกของสถานีรถไฟ

เขาอกทะลุ เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง มีความสูงประมาณ 250 เมตร สร้างบันไดสำหรับขึ้นไปสู่ยอดเขา เพื่อชมทิวทัศน์ได้ทั้งเมืองพัทลุง ลักษณะพิเศษของภูเขาลูกนี้ คือโพรงที่ทะลุเห็นอีกด้านหนึ่ง อยู่เกือบตอนปลายของยอดเขา จึงเป็นที่มาของชื่อภูเขา อั้ยยะ!!!กะขึ้นไปที่ยอดเขาสักหน่อย เห็นบันไดแล้วรู้สึกปวดขาขึ้นทันที

เบนเข็มไปเที่ยวเตร่ที่ วังเก่า-วังใหม่ หรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า วังเจ้าเมืองพัทลุง ซึ่งผมเคยมาเยือนเมื่อนานแล้ว แต่ยังคงความงดงามด้านก่อสร้าง สมกับการยกย่องจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น

วังเจ้าเมืองพัทลุง (วังเก่า-วังใหม่) เดิมเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัย ของเจ้าเมืองพัทลุงมาก่อน ปัจจุบันยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง คือ วังเก่า สร้างขึ้นในสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจนวงษ์) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาวังตกทอดมาถึง ประไพ มุตามะระ บุตรีของ หลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังในสร้างเมื่อ พ.ศ.2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธ ภักดี (เนตร จันทโรจนวงษ์) บุตรชายของพระยาพัทลุง ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

วังเก่า...เรือนไทยแฝดสามหลัง ยกใต้ถุนสูง จั่วขวางตะวัน เรือนหลังที่ 1 และหลังที่ 2 เป็นห้องนอน ด้านหน้าของห้องนอน สร้างเป็นห้องโถงติดต่อกัน ถัดไปเป็นชานขนาดเล็ก ต่อตรงไปที่เรือนครัว ส่วนวังใหม่...กลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ยกพื้นสูงล้อมรอบชาน ตรงกลางประกอบด้วยเรือนประธาน ลักษณะเป็นเรือนฝาแฝด ภายในมีห้องนอนหลายห้อง เป็นที่พักของ พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจนวงษ์) พร้อมกับภรรยาเอกและบุตร ด้านหน้าของห้องนอนเป็นห้องโถง ใช้ว่าราชการของเจ้าเมือง ส่วนเรือนไทยขนาดเล็ก 3 หลัง เป็นห้องนอนและระเบียงหน้าห้อง เป็นที่อยู่อนุภรรยาและบุตร และเรือนหลังสุดท้ายเป็นเรือนครัว

ต่อมาทายาทตระกูลจันทโรจนวงษ์ มอบให้เป็นสมบัติของชาติ โดยกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2526

เดินตรวจตราเกือบทุกซอกมุม ราวกับเป็นเจ้าของบ้านซะเอง แต่พอออกจากประตูวังมาได้ ต้องรีบเดินทางไปตามทางหลวง 4047 เพื่อมุ่งหน้าสู่บริเวณหาดแสนสุขลำปำ เป็นหาดทรายติดกับทะเลสาบสงขลา อันร่มรื่นจากทิวสนริมฝั่งทะเล

ที่นี่เป็นอีกพื้นที่ประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสตามหัวเมืองพัทลุง และได้ประทับแรม ณ ชายหาดลำปำแห่งนี้ด้วย

ระยะทางเพียง 2 กิโลเมตร ผมก็มาทันร่วมงาน "ตามรอยเสด็จพุทธเจ้าหลวง" ประจำปี 2556 มีพิธีบวงสรวงพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 พิธีวางพานพุ่มสักการะ การแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ขบวนแห่การแต่งกายย้อยยุค กิจกรรมกินอยู่ย้อนรอยอดีต การเสวนาทางประวัติศาสตร์ การแสดงบนเวที การจำหน่ายสินค้า และกิจกรรมตลาดน้ำย้อนยุค โดยเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

เจริญตากับความยิ่งใหญ่ของงาน เลยเข้าที่พักผ่อนค่ำมืดไปหน่อย พอตื่นมาตอนสายๆของวันรุ่งขึ้น จึงเดินทางไปที่ กลุ่มทอผ้านิคมลานข่อย

กลุ่มทอผ้านิคมลานข่อย ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2545 มีรางวัลการันตีสินค้ามากมาย จากหลายเวทีการประกวดมาแล้ว ซึ่งผ้าทอมือลายดอกพะยอม คว้ารางวัลรองชนะเลิศ ประเภทผ้าฝ้ายของทางภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีลายพะยอมไพร ลายเพชรสงวนนาม ลายเกร็ดแก้ว แต่ครั้นพอหยิบมาชื่นชมหลายผืนเข้า เกิดอาการตาลาย...เลยซื้อมาสองผืน

หลังทานมื้อกลางวันเรียบร้อย ยังมีโปรแกรมปิดท้ายก่อนกลับ ซึ่งได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2518 ให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แห่งแรกของประเทศไทย ในเนื้อที่ราว 285,625 ไร่ ประชาชนมักเรียกกันว่า อุทยานนกน้ำทะเลน้อย

ตั้งต้นการเดินทางจากตัวเมืองพัทลุง ใช้ทางหลวงหมายเลข 4048 หรือพัทลุง-ควนขนุน ตลอดระยะทาง 32 กิโลเมตร ทำการลาดยางเอาไว้อย่างดี แล้วมีป้ายบอกจุดหมายตลอดทาง จึงมาถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการพลัดหลงเกิดขึ้น

อุทยานนกน้ำทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา อยู่ในสังกัดของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสภาพพื้นที่เป็นทะเลสาบน้ำจืด ส่วนที่เป็นพื้นดิน 429 ตารางกิโลเมตร ก็ราวๆ 268,125 ไร่ และส่วนที่เป็นพื้นน้ำ 28 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 17,500 ไร่ รอบๆทะเลน้อยเป็นพรุควนขี้เสียน แรมซาร์ไซต์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งจัดเป็นลำดับที่ 110 ของโลก ในส่วนที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญของประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลน้อย ประกอบด้วยนาข้าว ป่าพรุ ทุ่งหญ้า หรือพืชน้ำปกคลุมหนาแน่น อย่างผัดตบชวา กง กระจูดหนู ย่านลิเภา ลาโพ จอก บัวหลากสายพันธุ์ โดยเฉพาะบัวหลวงและบัวสายแดง ในความลึกของน้ำเฉลี่ย 1.25 เมตร จึงเป็นที่พักผิงของนกน้ำ ซึ่งอาศัยอยู่ราว 287 ชนิด อาทิ นกกาบบัว นกกุลา นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกาเล็กน้ำ รวมถึงสัตว์เลื้อยคลาน 26 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 6 ชนิด

ด้วยมีน้ำจืดขังตลอดทั้งปี จึงทำให้มาลงนั่งเรือเที่ยว ได้ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่วันนี้เพียงเลือกมาเดินเล่นกินลม โดยเลาะไปตามศาลานางเรียม

ครั้นต้องเดินทางไปขึ้นเครื่อง ณ สนามบินหาดใหญ่ จึงขอผ่านไป สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (โสกลิ้ง-บ้านหัวป่า) เพื่อชมทุ่งหญ้าและฝูงควาย ก็ให้หวนคิดถึงเมื่อคราวก่อน ได้ชมควายน้ำออกจากคอก เป็นควายปลักที่รอเจ้าของมาปล่อย แล้วจะออกไปหากินกันเอง แต่พอใกล้เวลาเย็นค่ำ ก็กลับมาเข้าคอกเองอย่างแสนรู้ ความฉลาดของควาย รู้สึกว่า มันก็น่าเอ็นดูเหมือนกัน

และก็มาปิด "บันทึกการเดินทาง" ที่ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ในการเสด็จประพาสตามหัวเมืองพัทลุง ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งการเสด็จประพาสในแต่ละท้องถิ่น โดยมีพระราชประสงค์ที่สำคัญ ก็เพื่อทรงรับทราบความทุกข์สุข หรือการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ พร้อมทรงหาทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เหล่าราษฎร์ในกาลต่อมาด้วย