ชีวิตข้า ปฺกาเกอะญอ

หนังสือคือแสงจันทร์

ชีวิตข้า ปฺกาเกอะญอ  ..บือพอ เขียน

มนุษย์มีอิสระที่จะเลือก

ทว่าที่สุดแล้วเรามักเลือกสิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการใช้ชีวิตไม่มากก็น้อย เพราะการเลือกมักมีกิเลสเป็นผู้กำกับ ความต้องการเหลือล้นดูเหมือนจะมีอยู่ตลอดเวลาตามความอยากได้ท่วมล้นทำลายความคิดเรียบง่าย กระทั่งยากที่จะงมหาได้ และเราก็พากันจมท้องทะเลความโลภในที่สุด

การอ่านหนังสือดีมีส่วนช่วยให้ได้ฉุกคิดใคร่ครวญถึงความต้องการอันมากมายของตนเอง

สำคัญกว่านั้นคือเราได้มองเห็นโทษร้ายของความโลภถนอมรักษาตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติและการเกื้อกูลผู้อื่น

ชีวิตข้า ปฺกาเกอะญอ เขียนโดย บือพอ สำนักพิมพ์สารคดี พ.ศ.2540

บือพือ เป็นภาษาปฺกาเกอะญอ มีความหมายน่ารักว่าดอกข้าว

หนังสือที่อ่านแล้วทำให้คิดช้าลง ใจจะโน้มอ่อนโยนตระหนักถึงคุณค่าของโลกและของผู้อื่นมากขึ้น

"เมื่อหยุดแสวงหาความสุขก็จะพบความสุข" จวงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีนกล่าวไว้

บือพอเขียนวิถีชีวิตของชาวปฺกาเกอะญอ เล่าถึงความรู้สึก ชีวิตประจำวัน ความเชื่อประเพณีซึ่ง

ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ทุกอย่างในวิถีดีงามและน่าเคารพ เริ่มต้นที่ "คำคนเขียน" ก็มีหลายสิ่งประทับใจ

"บนภูสูงเสียดฟ้าอันเต็มเปี่ยมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์หลายหลากไปด้วยพันธุ์สัตว์ป่าลำห้วยร่มรื่นเย็นเยือกไหลรินหลั่งลงมาเป็นทาง มีภูเขาโอบล้อมเป็นแนววง ณ สถานที่นี้เองเป็นที่ให้กำเนิดแก่ฉัน นั่นคือหมู่บ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่"

"หมู่บ้านของฉันตั้งอยู่ที่นี่นานแล้ว นานเกินกว่าบรรพบุรุษของฉันจะจดจำได้ ที่พอจะจำกันได้ก็เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น ปฺกาเกอะญอ คือชื่อเผ่าพันธุ์ของฉัน ซึ่งฉันได้ยินมาจากพ่อ แม่ และบรรพบุรุษมาแต่อ้อนแต่ออก มีความหมายตรงไปตรงมาว่า 'คน'

"ฉันเข้าใจว่าการที่บรรพบุรุษตั้งชื่อเผ่าพันธุ์เช่นนี้ คงต้องการให้ลูกหลานเผ่าพันธุ์ปฺกาเกอะญอได้สำนึกตระหนักไปตลอดชั่วนิรันดร์ว่า พวกเราคือ 'คน' ไม่ใช่สัตว์ ลูกหลานอย่าได้ปฏิบัติตัวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน และคนอื่นอย่าได้มองเห็นว่า คนเผ่าพันธุ์นี้มีค่าเป็นแค่เพียงสัตว์ที่สามารถดูถูก เหยียดหยามข่มเหง และรังแกได้ตามใจชอบ"

บือพอมีพี่น้อง 9 คน เมื่ออายุ 9 ขวบ ออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ที่แม่ปอน ซึ่งห่างบ้านราว 50 กิโลเมตร ที่นี่ครูได้ตั้งชื่อ และนามสกุลภาษาไทยให้เขาว่า ถาวร กัมพลกูล เมื่อเรียนจบชั้นประถม 4 มิชชันนารีเห็นว่าเรียนดีจึงถามไถ่ถึงการเรียนต่อ และให้เขาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย (โรงเรียนคาทอลิก) เมื่อเปิดการศึกษาใหม่ พ.ศ.2520 บือพอจึงออกจากบ้านอีกครั้งเพื่อเรียนต่อที่ตัวเมืองเชียงใหม่ เรียนอยู่ 8 ปี จากชั้นประถมปีที่ 5 จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2527 และเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช บือพอทำงานในหน่วยงานที่เรียกว่า "คณะกรรมการคาทอลิกแห่งประเทศ เพื่อการพัฒนาชนเผ่าพื้นเมือง"

สิ่งที่บันทึกลงในหนังสือเล่มนี้ บือพอเก็บเรื่องราวจากชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง คนในครอบครัว และเพื่อนร่วมชนเผ่า เขากล่าวว่า "ขอเรียนให้ทราบว่าไม่ใช่ประวัติและประสบการณ์ของฉันทั้งหมด บางช่วงบางตอนเป็นประสบการณ์ของผู้คนในหมู่บ้านที่สังเกตได้ บางอย่างเป็นประสบการณ์โดยรวมของ ปฺกาเกอะญอ ซึ่งตรงกับความรู้สึกนึกคิดของฉัน ที่อยากจะบันทึก"

ภาพจากสายตาของคนช่างคิด จากวิถีชีวิตเรียบง่ายแนบชิดธรรมชาติ ที่สำคัญคือได้ใช้ และดูแลทุกสิ่งอย่างรู้ค่าและทะนุถนอมไว้เผื่อวันข้างหน้า คนรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้มีกินมีใช้ต่อไป ความรักความเอาใจใส่เยี่ยงนี้ย่อมเริ่มต้นจากความรักในครอบครัว เคารพตนเองก่อนจึงจะเคารพผู้อิ่นและสิ่งอื่นได้

"ลูกเอ๋ยหลานเอ๋ย เราเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจน ต่างก็เป็นคนเหมือนๆกัน เราเกิดมาจากดิน เราต่างล้วนเป็นหนี้ดิน หลังความตาย เราต้องกลายเป็นดิน"

"หากจะรวยให้รวยอย่างสัตย์ซื่อ หากจะจนให้จนอย่างสัตย์ซื่อ อย่ารวยด้วยขนด้วยปีก อย่าจนด้วยขนด้วยปีก"

"สมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวไว้ว่า เก้งหนึ่งตัวขึ้นบ้าน ๓๐ หลังคา ได้เขียดตัวหนึ่งกินด้วยกัน ได้ตั๊กแตนตัวหนึ่งกินด้วยกัน ของน้อยให้จิ้ม (จิ้มกินด้วยกัน) ของมากให้แบ่ง"

ความรักเริ่มต้นจากรักตนเอง รักพ่อแม่ พี่น้องในครอบครัวนั้น สามารถแผ่ขยายออกไปยังเพื่อนบ้านไกลออกไปสู่ผู้คนในสังคม เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ฉันเชื่อว่าวิถีชีวิตเรียบง่ายแบบชนเผ่า เปรียบดังอาหารทิพย์ส่งผลอิ่มเอมให้สังคมเป็นสุข เพราะหัวใจที่เข้าถึงความเรียบง่ายจะโอบเอื้ออ่อนโยนต่อทุกสิ่ง บือพอส่งสารความรักและการแบ่งปันในวิถีเรียบง่ายให้ผู้อ่านอิ่มใจว่า

"สายเบ็ดของจอเอขาดแล้วไม่มีเบ็ดสำรอง จึงขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉันบอกกับจอเอว่า ไม่เป็นไร เรากลับกันเถิด" จอเอถามฉันว่าได้ปลากี่ตัว

ฉันมองลงไปในย่าม นับปลาได้แปดตัว ของจอเอนับได้สิบสามตัว

"จอเอแบ่งให้ฉันสองตัว เพราะเวลาออกไปหาอาหารด้วยกัน พวกเรา ปฺกาเกอะญอ จะแบ่งอาหารที่ได้เท่าๆกัน"

"ฉันยังจำสมัยเด็กๆได้ว่า ทุกปีในเดือนเมษายน แม่บ้าน และหญิงสาวทั้งหมู่บ้านจะนำฝ้ายใส่กระบุง แล้วพากันแบกไปยังลำห้วยใกล้ทุ่งนา เพื่อต้มและย้อมสีฝ้าย ใยฝ้ายนี้จะใช้ทอซิ่นของชาวปฺกาเกอะญอ พวกเราเรียกกันว่า พอหนี่คิมีพ่อบ้านติดตามไปด้วยเพื่อช่วยหุงหาอาหาร"

"พ่อบอกอีกว่าอาหารในป่าเราไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่เจ้าของป่าให้เรามาด้วยเหตุนี้ เมื่อเราได้กินเรา ต้องรักษาควบคู่กันไป ต้นไม้ ใบไม้ ผักชนิดต่างๆ สัตว์ป่านานาพันธุ์ กุ้ง หอย ปู ปลา ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านได้วางเอาไว้ให้เรา"

"พ่อเด็ดมะเขือพวงจากต้น ฉันอยากจะเด็ดด้วย แต่เอื้อมมือไม่ถึง เพราะตัวฉันเตี้ย ฉันจึงโน้มกิ่งลงมาจนหัก พ่อฉันเห็นเข้าจึงดุใหญ่ว่า 'ลูกไม่ได้กินเพียงครั้งเดียวนะ ลูกทำอย่างนั้น ต่อไปจะไม่ได้กินลูกของมันอีก' ฉันสะดุดนิ่งอึ้งและตั้งแต่นั้นมา ฉันไม่ทำเช่นนั้นอีกเลย"

"เสร็จจากการแบ่งเนื้อแล้วพวกเราก็ออกเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางยังมีเสียงเก้งสองตัวร้องทักกันเคอ...เคอ...เคอ...ซึ่งห่างจากทางเดินไม่เท่าใดนัก หากพวกเราจะไล่ล่ามันอีกคงจะได้มันแน่แท้ แต่พวกเราบอกกันว่า เราขอและสัญญากับเจ้าป่าเจ้าเขาว่าวันนี้เราจะล่าสัตว์เพียงสองสามตัวเท่านั้น"

ใครบ้างจะยังคิดเคารพธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตทั้งผนวกวิธีคิดราวกับว่าพวกเขาสามารถสร้างโลกใหม่ขึ้นมาได้อีกใบในรุ่งเช้าที่จะถึงนี้ ความเชื่อ การเคารพสิ่งที่อาจมองไม่เห็น มิใช่ความงมงาย ทุกการกระทำล้วนมีเหตุผล คนขาดการเคารพธรรมชาติ ก็จะขาดดวงตาภายใน ทำให้มองไม่เห็นเหตุผลของการกระทำนั้น

"พวกเราชาวปฺกาเกอะญอ เลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ก่อนลงมือถางไร่ แต่ละปีพวกเราจะตกลงกันทั้งหมู่บ้านว่า ปีนี้จะเลือกที่ถางไร่ที่ใด หัวหมู่บ้าน ท้ายหมู่บ้านหรือข้างๆหมู่บ้าน ตกลงกันที่ใด ทุกคนก็จะไปถางกันที่นั่นไ ม่มีใครออกนอกลู่นอกทางไปถางต่างหาก เพราะนี่คือกฎของหมู่บ้านที่บรรพบุรุษให้ถือปฏิบัติ"

"ชีวิตปฺกาเกอะญอก็เป็นเช่นนี้ เราถางไร่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันทำให้เรามีความสุขมาก เพราะเราได้ร่วมทำงาน ร่วมแลกเปลี่ยนแรงงาน งานเสร็จเร็วและไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากนัก"

"อย่างการหว่านข้าวนี้เราจะมาช่วยกันมากมาย ทั้งเด็กๆ หนุ่มสาว และผู้ใหญ่เราเรียกการหว่านข้าวนี้ว่า โท่ ฆึเราจะแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายชายจะปักดินลงหลุม เรียกว่า ต่าโท่ฝ่ายหญิงจะคอยหยอดข้าวตามหลุม เรียกว่า ต่าแผก"

สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันพองโตอีกครั้งหนึ่งในการอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็คือเมื่ออ่านที่บือพอเล่าถึงการทำไร่ของชาวปฺกาเกอะญอเป็นภาพย่ออันงดงามของวิถีชีวิตในการช่วยกันทำไร่ในแต่ละปี เราจะเห็นการไหลเวียนของน้ำใจทั้งความเชื่อประเพณีและความหวัง ทุกครอบครัวจะช่วยกันผลัดเปลี่ยนการใช้แรงและร่วมไม้ร่วมมือ

เมื่อการเลี้ยงชีพถูกจัดสรรแบบเกื้อกูลเช่นนี้การทำงานก็จะกลายเป็นความสุขเป็นความเชื่อมั่นความศรัทธาและก่อเกิดพลังแก่ชีวิต เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่ การถางไร่ เผาไร่ปัดกวาดไร่หว่านข้าวดายหญ้าเกี่ยวข้าว นวดข้าวและท้ายสุดคือแบกข้าวกลับบ้านก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ระหว่างคนมากมาย

นอกจากข้าวปลาอาหารแล้ว ประเพณีความเชื่อเป็นหัวใจสำคัญ ในการใช้ชีวิตคนเราต้องเชื่อและศรัทธาต่อบางสิ่งไม่มีหัวใจมนุษย์คนใดจะว่างกลวงต่อสิ่งเหล่านี้ได้

"นี่คือช่วงแรกเกิดของชีวิตของพวกเราชาวปฺกาเกอะญอ เป็นประเพณีที่พวกเราถือปฏิบัติกันมายาวนานแต่บรรพบุรุษ หากเด็กน้อยที่เป็นสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านลืมตาดูโลก ผู้เฒ่าผู้แก่จะบอกแก่ลูกหลานทุกคนว่าวันนี้ไม่ต้องออกไปทำงานนะ นัยว่าให้ทุกคนร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับเด็กน้อยที่เกิดใหม่"

"พวกเราเรียกต้นไม้ที่นำสายรกไปผูกว่า เดปอทู่ หมายความว่า ต้นสายรกปฺกาเกอะญอ ทุกคนมี เดปอทู่ เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นต้นไม้ประจำตัวของแต่ละคนซึ่งหมายถึงว่า ชีวิตคนและธรรมชาตินั้นสัมพันธ์กลมเกลียวเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกันนั่นเอง"

"เวลาคนตายจะเก็บศพไว้นานสามวันสามคืน เพื่อรอญาติพี่น้องทุกผู้ทุกคนมาเคารพศพ หากผู้ตายเป็นหญิงสาวหรือชายโสด บิดามารดาก็จะแต่งตัวให้ด้วยเสื้อแม่บ้านหรือพ่อบ้านและนำไม้ที่แกะสลักเป็นอวัยวะเพศชายหรือหญิงให้ศพหญิงสาวหรือชายโสดตามลำดับเมื่อนำไปเผา เพราะปฺกาเกอะญอเชื่อว่า เมื่อเสียชีวิตลงก่อนวิญญาณจะไปสู่สุคติ จะต้องผ่านด่านยมบาลเสียก่อน คนใดที่แต่งงานแล้ว และคนใดที่ยังไม่แต่งงาน คนที่แต่งงานแล้วก็จะให้ผ่านด่านไปสู่สุคติได้ แต่คนที่ยังไม่แต่งงานก็จะไม่ให้ผ่านด่าน ถือว่ายังทำหน้าที่ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

"อีกความหมายหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันผีเลวทรามและซุกซนทั้งหลายไม่ให้มาฉุดคร่าพาหญิงสาวและชายโสดไปยังสุคติ"

"เฉพาะในคืนแรกช่วงหัวค่ำ จะมีกลุ่มพ่อบ้านและหนุ่มๆขึ้นมาเดินรอบศพ และขับลำนำสำหรับศพโดยเฉพาะ ซึ่งเนื้อหาจะมีความหมายไปในทางอวยพรและส่งวิญญาณสู่สุคติ ให้กลับไปอยู่ดีมีสุขในโลกหน้าช่วงขับลำนำสำหรับศพนี้ จะไม่มีหญิงสาวขึ้นมาขับด้วย เพราะถือเป็นข้อห้าม"

ประเพณีสำคัญอีกอย่างสำหรับชีวิตคน คือการแต่งงาน ประเพณีปฺกาเกอะญอ ผู้หญิงจะเป็นผู้สู่ขอผู้ชาย หลังจากนั้นอีกเจ็ดวันก็จะเริ่มต้นพิธีคืนที่หกก่อนจะถึงงานแต่งบรรดาผู้เฒ่าจะมากล่าวร่ำลาความเป็นโสดกับเจ้าบ่าวที่บ้าน และร้องขับลำนำกัน จากนั้นเพื่อนบ้านจะตามมาสมทบ เพื่อนๆจะขอเสื้อผ้าข้าวของ

"เพื่อนบางคนขอเสื้อฉัน บางคนขอกางเกง บางคนขอสร้อยคอ ฉันก็ให้เขาไป เพราะประเพณีปฺกาเกอะญอ ต้องปฏิบัติเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นผู้ไร้มารยาท ไม่รักเพื่อนฝูง เป็นผู้เห็นแก่ตัว และจะขาดพวกพ้อง เราเรียกประเพณีนี้ว่า เฮ่ปฺก่า"

การแต่งงานจะใช้เวลาถึง 21วัน ตั้งแต่วันที่เจ้าบ่าวกับคนในหมู่บ้านเดินทางไปบ้านเจ้าสาว พิธีกรรมที่ดูเหมือนจะยาวนานเช่นนี้ คือการเริ่มต้นชีวิตแต่งงานผ่านการตกลงใจของครอบครัว การแสดงความเคารพเครือญาติ และผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน งานเลี้ยงเหล่านี้ล้วนสร้างความเชื่อมั่นในการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ และคำพรที่กล่าวว่า "มีแรงกิน มีแรงทำ อายุยืนดั่งก้อนหิน มีความร่มเย็นดั่งน้ำเถิด อย่าได้เจอะเจอกับความทุกข์ยากลำบากใจเลย"

หนังสือ ชีวิตข้า ปฺกาเกอะญอ เรื่องราวของชนกลุ่มน้อยคล้ายดอกไม้ดอกน้อย ซึ่งผุดขึ้นบนหนทางเปล่าเปลี่ยว ดอกไม้ดอกนี้บานแบ่งกลีบบาง เพิ่มเติมความเบิกบานให้แก่ทางสายเปลี่ยวนั้น เพื่อให้ผู้มองเห็นตระหนักศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน ศรันย์ บุญประเสริฐ นักเขียนสารคดีมือฉมังคนหนึ่ง เขียนคำคนอ่านให้แก่หนังสือ ชีวิตข้า ปฺกาเกอะญอ ฉันเก็บความส่วนน้อยอันสำคัญมาให้อ่านก่อนจบบรรทัดว่า

"ความเข้าใจและการยอมรับของสังคมอันพึงมีต่อวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชุมชน จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คน ไม่ว่าจะมาจากชาติพันธุ์ใดๆ สามารถปรองดองกับสังคมใหญ่ อันประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งหลากหลายได้โดยไม่แปลกแยก ทั้งยังรักษาวัฒนธรรมของตนไว้อย่างภูมิใจ อันจะเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันโดยสันติ และสร้างสรรค์ความเจริญให้กับสังคมไทยสืบไป"