สวนเกษตรในออฟฟิศ คุณภาพชีวิตของคนเมือง

เกษตรก้าวไกล

หลังจากมีการคิดหาวิธีใหม่ๆ ในการปลูกพืชในพื้นที่จำกัด เช่นในเมืองขึ้นมามากมาย ทั้งปลูกแนวนอน แนวตั้ง ปลูกบนผนัง บนดาดฟ้า ปลูกกลับหัว แขวนก็แล้ว ลอยก็แล้ว เรียกว่าหกคะเมนตีลังกาปลูกกันมาเกือบทุกรูปแบบ ตอนนี้ก็ถึงคราวต้องมุดลงใต้ดินกันบ้างแล้วค่ะ

เมื่อเร็วๆนี้ เพิ่งไปอ่านเจอข่าวๆหนึ่ง จะว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเกษตรก็ไม่เชิงนัก เรื่องมีอยู่ว่า มีพ่อค้ายาชาวอังกฤษนายหนึ่ง ลงทุนขุดดินเอาตู้คอนเทนเนอร์ลงไปฝังไว้ข้างใต้ เพื่อใช้เป็นที่ลับสำหรับปลูกกัญชา โดยติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติ และพรางประตูทางเข้าเอาไว้อย่างแนบเนียน แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาคุณตำรวจไปได้ ที่สุดแล้วก็ต้องถูกจับเข้าไปนอนซังเตซะ 3 ปี...น่าเสียดายความคิดดี แต่ปลูกพืชผิดประเภทไปหน่อย ไม่อย่างนั้นคงดัง (ในทางที่ดี) ไปแล้ว

นี่ก็เป็นตัวอย่างของการปลูกพืชใต้ดินรูปแบบหนึ่งค่ะ และเมื่อไม่นานมานี้ ที่กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ได้มีโครงการปลูกพืชแบบใหม่ในทำนองเดียวกันขึ้นมา แต่ไม่ถึงกับต้องมุดดินลงไปปลูก เพียงแต่เขาปรับใช้ชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำการเกษตร และยังใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับผู้ที่สนใจเรื่องเกษตรกันอย่างจริงจังอีกด้วย ซึ่งผู้ที่ริเริ่มโครงการสุดเจ๋ง ที่เรียกว่า "พาโซน่าโอทู" นี้ขึ้นมาก็คือ บริษัท พาโซน่า กรุ๊ป

ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวนั้น อย่าว่าแต่จะมีที่ดินเหลือให้ปลูกอะไรได้เลย แค่อาคารสำนักงานมากมายก็เบียดเสียดกันจะแย่อยู่แล้ว บริษัทพาโซน่าจึงได้คิดหาวิธีใช้พื้นที่ที่ยังว่างอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงาน มาดัดแปลงเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปลูกกันในตึกซะเลย โดยเหตุที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการสร้างโอกาสในการทำงานภาคการเกษตร ผ่านการฝึกอบรมการทำเกษตรในเมืองให้กับบรรดากลุ่มลูกจ้างอิสระ (กลุ่มคนหนุ่มสาวในญี่ปุ่นที่ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว) คนวัยกลางคนที่ต้องการมองหาอาชีพที่สอง และคนที่สนใจเรื่องการทำฟาร์มเกษตรในเมือง

แต่แทนที่จะสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา บริษัทฯซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการจัดหาบุคลากรให้กับองค์กรต่างๆที่ว่าจ้าง ได้เลือกที่จะใช้ตึกเก่าอายุกว่า 50 ปี สูง 9 ชั้น และตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงโตเกียว มาบูรณะและดัดแปลงให้เป็นออฟฟิศรักษ์โลกและสถานที่สำหรับทำสวนเกษตรในเมือง

พื้นที่ 43,000 ตารางฟุต ถูกจัดสรรเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ตั้งแต่มะเขือเทศ ผักกาดหอม สตรอว์เบอร์รี่ ไม้ผล ไม้ดอก สมุนไพร และข้าว รวมทั้งหมดร่วม 200 กว่าชนิด โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 ห้อง ห้องที่ 1 เป็นสวนดอกไม้ ห้องที่ 2 ปลูกพืชสมุนไพร ห้องที่ 3 ปลูกข้าว ห้องที่ 4 ปลูกผักและมะเขือเทศ ห้องที่ 5 ปลูกผลไม้ ห้องที่ 6 เป็นห้องเพาะเมล็ดพันธุ์ และปลูกผักกาดหอม

ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากแสงแดดภายในชั้นใต้ดิน พืชผักในฟาร์มจึงต้องอาศัยแสงจากหลอดเลด หลอดเมทัลฮาไลด์ และหลอดโซเดียมความดันสูง โดยจัดให้แสงจากหลอดไฟเหล่านี้ส่องสะท้อนผ่านผนังห้องที่กรุด้วยกระดาษฟอยล์สีเงิน ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องด้วยคอมพิวเตอร์ และผักทั้งหมดปลูกด้วยระบบปลอดสารพิษ ให้ปุ๋ยและคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีการฉีดพ่น โดยปลูกพืชทั้งแบบใช้ดินและไฮโดรโปนิกส์ โดยกระจายไปทั่วทั้งอาคาร แม้แต่ในห้องประชุมและห้องทำงานส่วนตัว เรียกว่าพื้นที่เกษตรและพื้นที่ทำงานอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ที่หน้าตึกด้านนอกมีการปรับโฉมใหม่หมด โดยเพิ่มชีวิตชีวาด้วยการปลูกต้นส้มและไม้ดอกตามฤดูกาลในบริเวณระเบียงที่มีความลึก 3 ฟุต ... ทั้งหมดนี้ออกแบบโดย Kono Designs

พาโซน่าอุทิศตัวเองเพื่อสร้างการทำการเกษตรในเมือง ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการพึ่งพาอาหารนำเข้าจากต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งปัญหาการขาดแคลนที่ดินในญี่ปุ่น (เหลือเพียงประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับ 20 เปอร์เซ็นต์ในอเมริกา และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในเดนมาร์ก) ก็ยิ่งทำให้แหล่งผลิตอาหารในประเทศลดลงมากขึ้น ด้วยการทำเกษตรในเมือง พาโซน่ามุ่งเน้นที่จะสนับสนุนและให้การศึกษาแก่เกษตรกรมือใหม่ ในขณะเดียวกันก็เผยแพร่ให้คนเมืองได้เข้าถึงไปพร้อมๆกันด้วย บรรดาลูกจ้างและพนักงานในอาคารแห่งนี้ยังได้รับการสนับสนุนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและเพาะปลูกพืชผักเหล่านี้ด้วย ดังนั้น นอกจากปฏิบัติงานในหน้าที่แล้ว บรรดาพนักงานของบริษัท ยังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยปลูกข้าว ดำนา ทำสวนบร็อคโคลี่ ตัดแต่งกิ่งก้านของไม้ผล ดูแลรดน้ำผักกาดหอม และเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชผักต่าง ๆ

แม้จะเป็นฟาร์มที่อยู่ลับตาจากคนภายนอก แต่ผลผลิตที่ส่งถึงมือผู้อาศัยอยู่ในย่านนั้นก็เป็นสิ่งที่แสดงว่า มีสถานที่นี้อยู่ในเมือง โครงการนี้มีความน่าสนใจในแง่ของความแปลกใหม่ของสถาปัตยกรรมในอาคาร การใช้ระบบและพื้นที่ในอาคารเพื่อเป็นที่ผลิตอาหาร

สวนเกษตรในออฟฟิศแห่งนี้ ยังเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ถึงหกโมงเย็น โดยหลังเลิกงาน นักธุรกิจ และพนักงานในบริษัท สามารถแวะชมและเรียนรู้การทำสวนเกษตรแบบไฮเทคก่อนกลับบ้านได้ นอกจากนั้น ที่ฟาร์มชั้นใต้ดิน ยังมีร้านกาแฟให้คนทำงานได้มานั่งจิบกันแบบชิวชิว หลังเลิกงานอีกด้วย ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปโดยปริยายอีกด้วย

ประโยชน์ของระบบการทำเกษตรที่นี่ เห็นผลอย่างชัดเจน ในการให้ร่มเงา ช่วยลดการใช้พลังงาน และทำให้อากาศบริสุทธิ์ สดชื่น ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพของพนักงาน การบูรณะอื่นๆภายในอาคารเป็นไปเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและความสะดวกสบายของพนักงาน รวมถึงการใช้ระบบไฟแบบใหม่และระบบการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

นับเป็นการจัดสรรพื้นที่ทำเกษตรในสำนักงานอย่างชาญฉลาดเหลือเชื่อจริงๆ และคาดว่าที่นี่จะเป็นต้นแบบให้สำนักงานอื่นๆ ได้เจริญรอยตามต่อไปในอนาคตอันใกล้