2. ขมิ้นชัน

ธรรมชาติบำบัด

ขมิ้น (Turmeric) เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณ โดยนิยมนำมาใช้แต่งกลิ่น สี และรสของอาหาร เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา ฯลฯ ขมิ้นผงยังเป็นแหล่งสีธรรมชาติที่ให้ความปลอดภัยมากกว่าสีสังเคราะห์

ขมิ้นชัน จัดเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ เพราะนอกจากจะใช้ประกอบอาหารแล้ว ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้มากมาย โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยา คือ เหง้า (สด และแห้ง) เหง้าของขมิ้นชัน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการ อักเสบ และมีฤทธิ์ในการ ขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหย ในขมิ้นชัน มีสรรพคุณบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด ขมิ้นจึงถูกจัดว่าเป็นเครื่องเทศที่มีประโยชน์มากที่สุดในโลก

ในประเทศอินเดีย ขมิ้นเป็นเครื่องเทศคู่ครัวที่จะขาดไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ เพราะอาหารอินเดียจะต้องใส่ขมิ้นแทบทุกอย่าง คนอินเดียรับประทานขมิ้นมาแต่อ้อนแต่ออกขนาดนี้ จนมีข้อเท็จจริงที่บรรดานักวิจัยได้ค้นพบมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีมาแล้วก็คือ ความเจ็บป่วยของพลเมืองชาวอินเดียต่ำกว่าของในประเทศแถบตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา

การที่ขมิ้นมีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาสารพัดโรคได้นั้น ต้องยกความดีให้ "เคอร์คูมิน" (Curcumin) สารในขมิ้นที่ทำให้ขมิ้นมีสีเหลือง และเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและอนุมูลอิสระ ที่ผ่านมามีงานค้นคว้าวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า สารเคอร์คูมินสามารถช่วยปกป้องและฟื้นฟูสุขภาพของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายได้อย่างแท้จริง คุณสมบัติอันทรงพลังของขมิ้นช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ และการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมายในชีวิตของคนยุคใหม่

นอกจากนั้น ผลการศึกษายังพบว่า ในบางกรณี สารเคอร์คูมินในขมิ้นมีประสิทธิภาพในการรักษามากกว่ายาสมัยใหม่ด้วยซ้ำไป และไม่ต้องกังวลกับผลข้างเคียงใดๆที่จะตามมา อย่างเช่น ประสิทธิภาพในการลดการอักเสบอย่างได้ผลมากกว่าแอสไพริน และไอบูโปรเฟน และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาซีลีเบร็กซ์ อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาทาม็อกซิเฟน ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหยุดการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

ประโยชน์ต่อสุขภาพของสารเคอร์คูมิน :

  • - ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ ช่วยลดโคเลสเตอรอล คนอินเดียใช้ รักษาโรคตับ โรคไขข้ออักเสบ แผลเบาหวาน ช่วยย่อยอาหาร คัดจมูก และแก้ไอ และกำลังมีการศึกษาถึงความสามาถในการนำไปใช้รักษาโรคเอดส์อีกด้วย
  • - ช่วยต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดฟัน ปวดท้องเมื่อมีประจำเดือน ผู้ที่กินขมิ้นเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • - ช่วยในการย่อยอาหาร แก้ปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • - ช่วยป้องกันโรคหัวใจวาย และอัมพาต เพราะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด plaque ในหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้โคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ก่อตัวเพิ่มมากขึ้นในหลอดเลือด

สรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรคอื่นๆ : สิว ภูมิแพ้ ไขข้อ หอบหืด ลำไส้อักเสบ โรคซึมเศร้า โรคผิวหนัง โรคคัน โรคเหงือก โรคเกาต์ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคพาคินสัน ผลข้างเคียงจากมลพิษ โรคสะเก็ดเงิน โรคถุงน้ำดี โรคหลอดเลือดสมอง รักษาแผล ฯลฯ

วิธีเลือกซื้อขมิ้น :

ขมิ้นเป็นพืชหัวเหมือนกับขิง เหง้าของขมิ้นมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10 เดือน เวลาซื้อจึงควรเลือกซื้อขมิ้นที่แก่จัดแล้ว และหากจะให้ดีไม่ควรซื้อผงขมิ้นตามท้องตลาด ทำเองได้จะดีกว่าค่ะ เพราะขมิ้นผงที่ขายตามท้องตลาดส่วนมากทำมาจากขมิ้นอ้อย ซึ่งฤทธิ์ของขมิ้นอ้อยจะไม่เท่ากับขมิ้นชัน และกรรมวิธีในการทำมักใช้ความร้อนซึ่งจะทำให้น้ำมันหอมระเหยซึ่งมีฤทธิ์ในการรักษาโรคระเหยหายไปด้วย

วิธีรับประทาน :

  • - นำเหง้าแก่มาขูดเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำ รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง
  • - นำเหง้าแก่มาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ (ไม่ต้องขูดเปลือกออก) ตากแดดจัด ๆ สัก 1-2 วัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด บรรจุใส่แคปซูล หรือผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง
  • - นำมาประกอบอาหารต่างๆ เช่น ใส่ในแกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ คั่วกลิ้ง ไก่ทอดขมิ้น ข้าวหมกไก่ หมูสะเต๊ะ ฯลฯ

หมายเหตุ : หากกินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออก นำมาผึ่งให้เย็น หั่นเป็นแว่นเล็กๆ และนำไปตากแดดจนกว่าจะแห้ง ซึ่งอาจจะต้องตากหลายครั้ง พอแห้งดีแล้ว จึงแล้วนำมาบดให้เป็นผง ในกรณีที่ใช้เครื่องอบ ไม่ควรใช้ความร้อนเกินกว่า 65 องศา เพราะถ้าร้อนเกินไป อาจทำให้เกิดสารสเตียรอยด์ได้

เมื่อพูดถึงการกินขมิ้น ก็ขอนำวิธีการกินขมิ้นชันของ อาจารย์อภิวัสส์ คำภา ซึ่งท่านได้แนะนำวีธีกินขมิ้นชันเพื่อให้ได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนต่างๆ ตามเวลาดังต่อไปนี้...

  • 03.00 - 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง
  • 05.00 - 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายได้อย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆอยู่เป็นล้านๆเส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้
  • 07.00 - 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม
  • 09.00 - 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเกาต์ ลดอาการเบาหวาน
  • 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง
  • ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อน เลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง
  • 15.00 - 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

หากกินเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับหากกินในปริมาณมาก

อันที่จริง ในปัจจุบันขมิ้นแคปซูลถูกจัดให้เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว และเป็นยาในงานสาธารณสุขมูลฐาน จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาในระบบประกันได้ และแคปซูลขมิ้นชันยังสามารถวางจำหน่ายได้ในร้านค้าทั่วไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีข้อควรระวังในการรับประทานขมิ้นชันด้วย เนื่องจากอาจมีอาการแพ้เกิดขึ้นกับบางคนได้เหมือนกัน ดังนั้น หากรับประทานแล้วมีอาการปวดหัว นอนไม่หลับ คลื่นไส้ หรือท้องเสีย หรือมีอาการแน่น จุกเสียด ควรหยุดรับประทานทันที

ใครไม่อยากพลาดเครื่องเทศสรรพคุณเยี่ยมตัวนี้ อย่าลืมหาวิธีกินขมิ้นให้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันให้มากขึ้นนะคะ