ฟังเสียงแก้ง! แคนม้ง บ้านห้วยลึก

ชีวิตกับการเดินทาง

ตอนจบ

ที่น่าสนใจก็คือ แก้ง หรือแคนม้ง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงเอาความสนุกไพเราะอย่างเดียว หากจริงๆแล้ว เครื่องดนตรีชิ้นนี้มีความหมายต่อชีวิต จิตวิญญาณและความตายของคนชาวม้งเลยทีเดียว เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงสื่อสารระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณกันเลยทีเดียว

ว่ากันว่า เครื่องดนตรีชิ้นนี้จะเป็นสื่อนำทางดวงวิญญาณผู้ล่วงลับให้เดินทางกลับไปหาบรรพชนชาวม้งที่อยู่อีกภพหนึ่ง เสียงแคนที่ถูกบรรเลงทุกบทเพลงล้วนมีความหมายสอดแทรกบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับดวงวิญญาณได้รับรู้ เป็นเสมือนเครื่องดนตรีที่สื่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ ดังนั้น หากงานศพใดไม่มีเสียงแคน งานศพนั้นก็จะไม่สมบูรณ์เพราะดวงวิญญาณไม่สามารถไปสู่สุคติได้

มีตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่าม้ง เกี่ยวกับแก้ง หรือแคนม้ง สืบต่อกันมาว่า ในอดีตกาลมีคนม้งอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีพี่น้อง 7 คน วันหนึ่งผู้เป็นบิดาสิ้นชีวิตลง และบรรดาพี่น้องทั้ง 7 คน ต้องการจัดงานศพเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เป็นบิดา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงได้ขอคำปรึกษาจากเทพเจ้า 'ซียี' ซึ่งชนเผ่าม้งมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่พระเจ้าส่งมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ในโลก และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพิธีกรรมที่สำคัญของคนม้ง

เทพเจ้าซียีได้แนะนำให้คนหนึ่งไปหาหนังสัตว์มาทำกลองไว้ตี และอีกหกคนไปหาลำไม้ไผ่ที่มีขนาดและความยาวไม่เท่ากันมาคนละอัน เรียงลำดับตามขนาด และอายุของแต่ละคน เมื่อเตรียมพร้อมแล้วให้คนหนึ่งตีกลอง และอีก 6 คน ที่เหลือเป่าลำไม้ไผ่ของตนบรรเลงเป็นเพลงเดียวกัน และเดินวนไปรอบๆ คนที่ตีกลองพร้อมกับมอบบทเพลงต่างๆให้

เมื่อเทพเจ้าซียีกล่าวเสร็จ พี่น้องทั้งเจ็ดจึงได้กลับไปจัดงานศพให้บิดาตามที่เทพเจ้าซียีแนะนำ ต่อมามีพี่น้องคนหนึ่งได้ตายจากไป เหลือคนไม่พอที่จะเป่าลำไม้ไผ่ทั้งหก พี่น้องที่เหลือ 6 คน จึงได้ขอคำปรึกษาจากเทพเจ้าซียีอีกครั้ง เทพเจ้าซียีจึงแนะนำให้รวมลำไม้ไผ่ทั้งหกมาเป็นชุดเดียวกัน แล้วให้คนเดียวเป่าเท่านั้น จนกลายเป็นแก้ง หรือแคนม้ง ส่วนคนอื่นให้ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา ตระเตรียมอาหาร และทำหน้าที่อื่นไป ต่อมารูปแบบพิธีงานศพดังกล่าวก็ได้รับการถือปฏิบัติมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นประเพณีในการจัดงานศพของคนม้งมาจนกระทั่งทุกวันนี้

"ปกติเฮาจะเป่าแก้ง ในงานศพ แล้วก็งานทำบุญ อย่างพ่อแม่คนเฒ่าคนแก่เขาตายไปนานแล้ว แล้วก็มาทำบุญทีหลัง เฮาก็จะเป่าแก้ง"

"ถ้าเป่างานศพนี่จะเป่าช่วงเวลาใด" ใครคนหนึ่งเอ่ยถาม

"เป่าสามครั้ง เช้าครั้งหนึ่ง เที่ยงครั้งหนึ่ง เย็นอีกครั้งหนึ่ง เวลาเป่าคนที่เป่าแก้ง เป็นก็มาเป่าช่วยกันก็ได้ การเป่าในงานศพก็เหมือนให้แคนเป็นตัวที่ชี้นำส่งวิญญาณผู้ตายให้ไปถึงที่นั่น ที่นี่ เหมือนเป็นเพลงส่งวิญญาณ เหมือนเป่าส่งไปแล้ว ก็กลับอวยพรมาให้ลูกหลานไปด้วย" พ่อเฒ่าลือซื่อ บอกเล่าให้ฟัง พ่อเฒ่าหยิบแก้ง หรือแคนม้ง ขึ้นมาเป่าให้ฟังอีกรอบหนึ่ง...จากนั้น พ่อเฒ่าได้ครวญเพลงในท่วงทำนองสร้อยเศร้า

มีผู้รู้อธิบายถึงลำดับของเนื้อเพลงท่วงทำนองการเป่าแก้งในพิธีงานศพเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ดี๋ (ntiv) ซึ่งเป็นการโหมโรง

ปลั่วจี๋แก้ง จี๋ จรั่ว (pluas cim qeej cim nruag) รัวกลองพร้อมกันไปกับเพลงแก้ง

ลื๋อฆะจรั่ว (lwm qab nruag) การลอดใต้คานที่แขวนกลองของผู้เป่าแก้ง

ซุตัว (xub tuag) เป็นการแนะนำเพลงแก้ง

ฆัวซุตัว (quas xub tuag) เป็นการลงท้ายบทแนะนำเพลง

ยซ่าแก้งตัว (zaj qeej tuag) เริ่มต้นเนื้อเพลง

ฆัวยซ่าแก้งตัว (quas zaj qeej tuag) เป็นการร่ายเนื้อเพลงเพื่อเข้าสู่ปรโลก

แก้งตร๋อฆ้าง (qeej rov qaab หรือ raib leev) เป็นขั้นตอนการกลับจากปรโลก

ยซายตร้อยซายเหนง (zais roj zais neev) เป็นขั้นตอนการกลบเกลื่อนเส้นทางกลับจากปรโลก เพื่อมิให้มีวิญญาณติดตามมาได้

เส่าแก้ง (xaus qeej) ลงท้ายบทเพลง

นอกจากนั้น ผู้รู้ยังได้บอกประเภทของบทเพลงที่ใช้ในพิธีงานศพ ว่ามีดังนี้

แก้งตูสา (qeej tu sav) เพลงแรกหลังจากผู้ตายได้สิ้นลมหายใจแล้ว

แก้ง ฆฮัวะเก (qeej qhuab ke) เพลงนำทางดวงวิญญาณไปสู่ปรโลกหรือแดนแห่งบรรพบุรุษ

แก้ง นเจเหน่ง (qeej nce neeg) เพลงเคลื่อนย้ายศพขึ้นหิ้ง (แคร่ลอย)

แก้ง เฮลอเด๋อ (qeej hlawv ntawv) เพลงเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ผู้ตาย

แก้งเสอเก๋ (qeej sawv kev) เพลงเคลื่อนย้ายศพออกจากบ้าน

ในบทเพลงนั้น มันมีเรื่องเล่าสื่อสารอยู่ข้างใน และมักมีเรื่องของนกมาเกี่ยวข้องกับชนชาวม้งอยู่เสมอ เหมือนกับว่า นกนั้นเป็นตัวรับส่งสื่อสารกับวิญญาณ

"คือสมมุติว่า เวลาคนม้งตายปุ๊บ แล้วดึกๆ เที่ยงคืน ใกล้สว่าง มันจะมีนกตัวหนึ่งมารับวิญญาณไป เป็นนกเค้าแมวตัวใหญ่ มันอาจเหมือนกับมัจจุราชมาเรียกวิญญาณตามไป" พ่อเฒ่าซือลื่อ บอกเล่า บทเพลงท่วงทำนองเพลงของแก้ง แคนม้ง นั้นจึงกลายเป็นดนตรีสื่อสารกับวิญญาณผู้ตาย

"ความหมายของเพลง ก็จะบอกถึงว่า เมื่อเวลาเขาตาย ดึกๆ คืนนั้น วิญญาณของคนที่ตายจะกลับมาถามว่า...ทำไมเขาถึงตาย แล้วก็มีนกตัวหนึ่งบินมาประมาณเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน นกตัวนั้นมาร้องเรียกว่า ทำไมคุณตาย จากนั้น คนตายเขาก็จึงถามว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจึงตาย แล้วนกก็บอกว่า ถึงเวลาตายคุณก็ตาย เราก็อยู่ที่ของเรา คุณตายไปคุณก็ไป" พ่อเฒ่าลือซื่อ อธิบายให้ฟัง

พูดง่ายๆ ก็คือ คนตายเมื่อตายไปแล้วนั้นจะสื่อสารกับใครไม่ได้ ก็จะสื่อสารได้แต่ตัวนก แล้วตัวนกก็มาสื่อสารให้กับแก้ง หรือแคนม้งอีกต่อหนึ่ง

สรุปก็คือ ดนตรีประจำเผ่าม้งที่สำคัญ ก็คือ แคนหรือแก้ง ใช้เป่าเพื่อส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่สวรรค์ด้วยน้ำเสียง ลีลาทำนอง อารมณ์ ความรู้สึกที่บอก ถึงความรักอาลัย และความสูญเสีย อย่างไรก็ตาม นอกจากจะใช้ในพิธีงานศพแล้ว แก้ง หรือแคนม้ง ยังได้ถูกนำไปใช้ ไปเป่าในช่วงเทศกาลรื่นเริง อย่างเช่น งานปีใหม่ม้งได้ด้วย โดยเฉพาะการเต้นรำแก้ง ในงานฉลองเทศกาลปีใหม่ม้ง ซึ่งบทเพลงแก้ง เพื่อความบันเทิงจะมีลำดับการเป่าดังนี้

ดี๋ (ntiv) โหมโรง

ซุ (xub) แนะนำ

นู่ นตรื่อ (nuj nrws) เนื้อเรื่อง

ฆัวนู่ นตรื่อ (quas nuj nrws) ทวนเนื้อเรื่อง

ปลั่ว (pluas) สรุป

เส่า (xaus) ลงท้าย

"ใช่ ทุกปี เราก็เป่าแก้ง เพื่อเป็นการอวยพรปีใหม่ แต่บางหมู่บ้าน พี่น้องม้งอาจไม่ค่อยเอามาใช้ เอามาเป่าในงานปีใหม่ก็มี แต่หมู่บ้านเราก็ยังใช้อยู่" พ่อเฒ่าซือลื่อ บอกเล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้ พ่อเฒ่าซือลื่อ เลาหาง ยังคงเป็นปราชญ์ชาวม้ง และยังใช้เวลาเป็นครูถ่ายทอดความรู้เรื่องการเป่าแก้ง หรือแคนม้ง ให้กับเด็กๆเยาวชน ลูกหลานชาวม้งอยู่ เพราะเขามีความมุ่งหวังว่า ต้องหาคนสืบทอดเอาไว้ไม่ให้สูญหายไป

"คือถ้าเราไม่สอน ถ้าไม่มีคนเฒ่าสอนเขาแล้ว เด็กม้งเขาก็จะทำไม่ได้ วัฒนธรรมม้งของเราก็จะหายไป ยิ่งถ้าเป็นงานศพ ถ้าไม่มีใครเป่าแก้งตัวนี้ ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว" พ่อเฒ่าซือลื่อ เลาหาง ปราชญ์ชาวม้งห้วยลึก บอกย้ำอย่างนั้น

นอกจากพ่อเฒ่าลือซื่อจะสอนเป่าแก้ง ในบ้านของตัวเอง เวลาเย็น บางวันก็ไปเป็นครูชาวบ้าน ไปสอนให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนมิตรมวลชน บ้านห้วยลึก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มเด็กชาวม้งทั้งนั้นเลย "เวลาเป่าแก้ง เป่าแคนม้ง นี้มันมีแต่เสียงดนตรี แล้วชาวบ้านหรือคนทั่วไปจะฟังเข้าใจได้ยังไงว่าเรากำลังสื่อสารอะไร เป็นเพลงบทไหน" ใครคนหนึ่งตั้งคำถามอย่างสงสัย

ปราชญ์ม้งคนนี้บอกว่า "ถ้าคนที่เคยเรียนเป่าแก้ง ก็จะรู้นะ แต่คนที่ไม่เคยเรียนก็จะไม่รู้ แต่เราจะต้องคุยกัน แปลให้เขา ถ้าคนม้งที่เป่าแก้ง เป่าแคนเป็นทุกคน ถ้าคนนี้เป่า อีกคนก็จะรู้เลย มันจะเป็นเนื้อร้องเดียวกันเลย ถ้าเราเป็นแล้วนะ"

"เป่าแก้งนี่ มันเป็นบทเพลงนะ มันมีบทกวีของมันอยู่ในตัวเลย" พ่อเฒ่าซือลื่อ เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม อย่างคนอารมณ์ดี

แต่ในยุคปัจจุบัน พ่อเฒ่าลือซื่อ ได้ปรับกระบวนการเรียนการสอนเป่าแก้ง ให้ทันยุคสมัย ด้วยการเขียนเป็นตัวโน้ตบนกระดาษแผ่นใหญ่ ไว้ให้เด็กๆ เยาวชนม้ง ที่มาเรียนได้ศึกษาและหัดเป่า หัดใช้มือปิดปากรูไปมาตามแผ่นโน้ตนั้น ทำให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้ได้ง่ายและไวมากยิ่งขึ้น

"ก่อนที่เราจะสอนให้เด็กนะ เราจะต้องสอนเล่าแบบนี้ ให้เด็กฟัง ถ้าเขาจำได้ เขาก็เป่าแก้งได้ตามตัวเลข ตามโน้ตนี้เลย ก็จะง่ายกว่าคนสมัยก่อนเยอะ" พ่อเฒ่าซือลื่อ เลาหาง บอกกับเรา

นี่เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน ของชนเผ่าม้ง ในพื้นที่ตำบลปิงโค้ง ที่สมควรอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาร่วมกันสืบสาน อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าเอาไว้ไม่ให้มันสูญหาย

เพราะรากเหง้าของชีวิตนั้นมีความสำคัญต่อลูกหลานในอนาคต

ข้อมูลประกอบ

พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าออนไลน์

วารสารสาละวินโพสต์

ข้อมูลประเพณีวัฒนธรรม เทศบาลตำบลปิงโค้ง