ฟาร์มผักแนวตั้ง (เชิงพาณิชย์) แห่งแรกของโลก

เกษตรพอเพียง

ความคิดในเรื่องของการทำฟาร์มแนวตั้งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังไม่มีใครทำขึ้นอย่างจริงจังมากนัก ทว่าปีที่ผ่านมา...อาจจะด้วยทัศนคติเกี่ยวกับการอยู่อาศัยในเมืองที่เริ่มเปลี่ยนไป หรือการขาดแคลนพื้นที่ทำการเกษตรที่เหมาะสม หรือด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การทำฟาร์มในแนวตั้งเริ่มผุดขึ้นตามบ้านเรือนและในอาคารสูงอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ล่าสุด สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงในด้านนวัตกรรมการเกษตรมาก่อน กลับกลายเป็นผู้นำในการสร้างฟาร์มผักแนวตั้งเชิงพาณิชย์ขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก

นวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการทำเกษตรในเมืองนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย บริษัท Sky Greens Pte Ltd., ด้วยเงินลงทุน 1 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยใช้พื้นที่ขนาด 1,000 ตารางเมตร ของศูนย์วิจัยของหน่วยงาน AVA (Agri-Food and Veterinary Authority เป็นหน่วยงานด้านการเกษตรที่เน้นความสำคัญด้านความปลอดภัยของอาหาร) ที่เซมบาวัง โดยมีชื่อเรียกว่า A-Go-Gro (AGG)

หน้าตาของฟาร์มผักแห่งนี้ มองคล้ายคอนโดฯสูงๆ ที่มีพลเมืองผักสีเขียวๆ เป็นผู้อยู่อาศัย เรียงรายกันเป็นแถวเป็นแนวอย่างสวยงาม คอนโดฯเหล่านี้ จริงๆแล้วทำด้วยโครงอะลูมิเนียมรูปตัว A สูง 6 เมตร มีรางสำหรับปลูกผักล้อมรอบโครงเป็นชั้นๆ โครงละ 38 ชั้น ภายในรางเรียงรายด้วยถาดพลาสติกบรรจุวัสดุสำหรับปลูก ซึ่งมีทั้งที่ปลูกด้วยดินและด้วยน้ำ รางเหล่านี้จะหมุนไปรอบๆได้ด้วย เพื่อให้ผักได้รับแสงอาทิตย์อย่างทั่วถึง จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งแสงจากหลอดไฟ อีกทั้งระบบรางที่หมุนได้นี้ ยังขับเคลื่อนด้วยระบบไฮโดรลิก ซึ่งใช้น้ำในการหมุนโครงที่หนัก 1.7 ตัน เพียง 0.5 ลิตรเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการผลิตเพียง 60 ตารางฟุต ซึ่งเท่ากับขนาดของห้องน้ำห้องเดียวเท่านั้น นับเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

จากจำนวนโครงที่มีอยู่ทั้งหมด 120 โครงในขณะนี้ สามารถผลิตผักได้วันละครึ่งตัน โดยในระยะแรกมีพันธุ์ผักที่ปลูกเพียง 3 ชนิดเท่านั้น (เป็นผักชนิดใบ เช่น กวางตุ้ง และผักกาดจีน) ผลผลิตที่ได้จะถูกส่งไปขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตระดับ high-end ที่เรียกว่า FairPrice finest ซึ่งคัดสินค้าคุณภาพเพื่อสุขอนามัยจากทั่วโลก และให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงการจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อถึงที่พักอาศัยด้วย แม้สนนราคาจะยังสูงกว่าผักนำเข้าเล็กน้อย แต่ก็เป็นที่นิยมอย่างมากจนผลิตได้ไม่พอขาย เนื่องจากผักที่ปลูกด้วยระบบ A-Go-Gro นี้ มีรสชาติอร่อย สด และปลอดสารพิษอย่างแท้จริง ทางบริษัทจึงมีแผนที่จะเพิ่มพื้นที่ปลูกขึ้นอีกเป็นสองเท่าในปี 2013 นี้ เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มเป็นวันละ 2 ตัน ซึ่งเมื่อมีผลผลิตมากขึ้น ก็จะสามารถขายในราคาที่ถูกลงได้ นอกจากมีแผนที่จะเพิ่มพื้นที่ปลูกแล้ว บริษัทยังมีแผนการตลาดที่จะจำหน่ายอุปกรณ์ปลูกผักแบบใหม่นี้ให้แก่เจ้าของฟาร์มผักอื่นๆด้วย

การทำฟาร์มผักแนวใหม่นี้ ไม่เพียงช่วยให้ชาวสิงคโปร์ได้มีแหล่งอาหารไว้พึ่งพาตนเองมากขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เนื่องจากเป็นการปลูกผักที่ใช้ดินน้อย น้ำน้อย ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ประหยัดพลังงาน ติดตั้งง่าย แถมยังเป็นเทคโนโลยี 3R ที่มีครบทั้ง Reduce Reuse และ Recycle

สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ปลายสุดของคาบสมุทรมาเลย์ มีพื้นที่เพียง 274 ตางรางไมล์ แต่มีจำนวนประชากรหนาแน่น และเป็นเขตเมืองเกือบทั้งหมด ทำให้มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรเพียงน้อยนิด ได้ผลผลิตผักสำหรับบริโภคเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การเกิดขึ้นของฟาร์มผักแนวตั้งแห่งนี้ จึงนับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประเทศสิงคโปร์ ด้วยความหวังว่า ในอนาคต สิงคโปร์จะสามารถลดการนำเข้าอาหารให้น้อยลง เพราะจนทุกวันนี้ สิงคโปร์ก็ยังต้องนำเข้าผักจากแหล่งผลิตทั่วโลกถึงร้อยละ 93 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

การทำฟาร์มแนวตั้ง ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก โดย ศาสตราจารย์ Dickson Despommier แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยเป็นโครงการหนึ่งในชั้นเรียนที่คิดขึ้นเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างสุขภาพของชุมชนกับสิ่งแวดล้อม ข้อมูลจากเว็บไซต์ของดิ๊กสัน ประมาณไว้ว่า ในปี 2050 เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง และจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นถึง 3 พันล้านคน เมื่อลองคิดภาพว่า พื้นที่เกษตรกรรมจะถูกใช้ไปมากขนาดไหน ดิ๊กสันจึงสรุปว่า เมื่อถึงตอนนั้นเราจะไม่มีพื้นที่สำหรับปลูกผลผลิตที่เป็นอาหารให้เพียงพอกับทุกคนได้ แล้วไหนยังจะต้องใช้ทรัพยากรน้ำมันในการขนส่งไปสู่เมืองใหญ่ๆอีก ดังนั้นแล้ว การปลูกพืชในแนวตั้งจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

การปลูกพืชแนวตั้งมีข้อดีอยู่มากมาย หากทำอย่างเหมาะสม จะช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดเชื้อเพลิง เพราะไม่ต้องใช้แทรกเตอร์ หรือพาหนะในการขนส่งผลผลิตทางเรือ นอกจากนั้นยังสามารถแปลงที่รกร้างในเมืองให้กลายเป็นศูนย์ผลิตอาหารของคนเมือง และสามารถทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีได้อย่างสบายๆ

นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนแล้ว การปลูกพืชแนวตั้งยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับในพื้นที่ที่ขาดแคลนอาหาร และยังทำให้เกิดการสร้างงานในชุมชน และสร้างสุขภาพในการกินอาหารปลอดสารพิษอีกด้วย