ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต ช่างเจียระไนเพชรเม็ดงามสู่ "ศิลป์แผ่นดิน"

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

(ตีพิมพ์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๐๑๒)

        ความงดงามวิจิตรบรรจงของงานศิลปะชิ้นหนึ่งสะท้อนถึงหลายสิ่ง...ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในเชิงช่าง ความวิริยอุตสาหะของช่างฝีมือ ระยะเวลาที่ยาวนานในการทำงาน ตลอดจนความศรัทธาในการสร้างงานนั้น

ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทอง และหิมพานต์ พระที่นั่งกงคร่ำทอง ฉากผ้าปักไหมน้อยเรื่อง "อิเหนา" ฉากถมทองเรื่อง "รามเกียรติ์" บุษบกสามยอด เรือพระที่นั่งจำลอง "ศรีประภัศรไชย" เรือพระที่นั่งจำลอง "มงคลสุบรรณ" ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ล้วนวิจิตรบรรจงดังที่ว่า ทั้งหมดเป็นผลงานชิ้นเอกของ "สถาบันสิริกิติ์" ที่กำลังจะออกสู่สายตาผู้ชมในงาน "ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๖" ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ในเร็ววันนี้

"ศิลป์แผ่นดิน" เป็นนิทรรศการแสดงผลงานของสถาบันสิริกิติ์ (โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา) จัดแสดงผลงานศิลปหัตถกรรมจากฝีมือของลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่สามารถสร้างงานศิลปะอันงดงามเพื่ออนุรักษ์งานหัตถกรรมไทยโบราณ ตลอดจนเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเป็นงานหัตถศิลป์ในยุครัชกาลที่ ๙ ที่งดงามทรงคุณค่าอย่างยิ่ง โดยได้จัดงานต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ ๖ ในปี ๒๕๕๕ นี้

เบื้องหลังผลงานอันวิจิตรเหล่านี้ คือช่าง-ลูกหลานชาวไร่ชาวนาจำนวนมากมายที่ช่วยกันรังสรรค์ผลงานที่จะฝากไว้กับแผ่นดินต่อไป ขณะเดียวกันเบื้องหลัง "ช่าง" เหล่านี้ มีบุคคลท่านหนึ่งที่ "เริ่มต้นจากศูนย์" มาเช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้นเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต ออกตัวว่าโดยส่วนตัวไม่ได้เป็นช่าง และไม่มีพื้นฐานทางศิลปะใดๆมาก่อนเลย แต่เบื้องหลังของผลงานศิลปะอันงดงามทุกชิ้นของสถาบันสิริกิติ์ ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านสายตาของท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการ จนออกมาเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าดังที่เห็น

"ดิฉันเรียนจบครุศาสตร์มา ไม่มีพื้นฐานทางศิลปะเลย จนบัดนี้เขียนรูปให้สวยก็ไม่ได้ เขียนเส้นให้ตรงก็ไม่ได้ ประหลาดนะ คือเด็กเขาก็เริ่มจากศูนย์ ดิฉันก็เริ่มจากศูนย์ ก็ไปกับเขาด้วย ศูนย์กับศูนย์ก็เลยพากันมาอย่างนี้"

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เริ่มถวายงานในตำแหน่งนางพระกำนัล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และผู้รับผิดชอบโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ท่านผู้หญิงเล่าว่าเวลาในการทำงานแม้จะผ่านไปนานเกือบ ๔๐ ปี แต่ทุกอย่างยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำเสมอ

"เมื่อตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ (อดีตราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) บอกว่าฉันทำงานมา ๔๐ ปี เรายังคิดว่าทำได้ยังไงตั้ง ๔๐ ปี แต่แป๊บเดียวก็เกือบ ๔๐ ปีแล้ว เหมือนแค่ ๒๐ ปีนะคะ เรียกว่าแต่ละวันไม่เหมือนกันสักวัน เมื่อแรกๆท่านให้อยู่กองราชเลขาฯสมเด็จฯ ทำเรื่องการศึกษากับ ท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน เรื่องนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ และได้ตามเสด็จพระองค์ท่านออกเยี่ยมราษฎร พอดีเขมรอพยพเข้ามาที่เขาล้าน ท่านก็ส่งดิฉันไป ทีนี้เวลาเปลี่ยนผลัดกัน ดิฉันก็ไปโดนรถชนที่เมืองจันท์จนขาหัก หลังจากขาหัก พระองค์ท่านก็ไม่ได้ให้ตามเสด็จ ให้มาอยู่ที่โรงฝึก แล้วก็เลยอยู่ศิลปาชีพฯมาตั้งแต่นั้น

...ในอดีตตั้งแต่สมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงรับภาระเพื่อแผ่นดินเพื่อประเทศชาติ ตอนนั้นท่านทรงมีปฐมพระบรมราชโองการว่า 'เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม' นับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ พระองค์ท่านไม่เคยไม่ปฏิบัติตามปฐมบรมราชโองการที่ทรงให้ไว้แก่ประชาชนและแผ่นดินไทย ไม่เคยเลย ทรงทำตามที่รับสั่งไว้ทุกวินาที แม้ว่าพระองค์ท่านไม่ได้เตรียมพระองค์ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อท่านทรงรับภาระเพื่อดูแลประชาชน ตอนเล็กๆพระองค์ท่านประทับอยู่เมืองนอก ฉะนั้นท่านต้องทำความรู้จักกับแผ่นดินไทย คนไทย ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย โดยการไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกจังหวัด จากการเสด็จฯไปตั้งแต่ครั้งนั้น สองพระองค์ได้ซึมซับความทุกข์ยากของแผ่นดิน ความเดือดร้อนของประชาชน และได้ทรงทราบว่าคนไทยมีอาชีพทางเกษตรกรรม ปลูกข้าวทำนาเป็นหลัก การเกษตรกรรม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และปัจจัยเยอะแยะที่ทำให้เกษตรกรรมไม่ประสบผลสำเร็จ

อีกอย่างหนึ่งก็ทรงทราบว่าคนไทยในต่างจังหวัดยากจนมาก เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้ว ความจนไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ที่ว่าจนก็ยังดีกว่าเมื่อสมัยก่อนเยอะเลย สมัยก่อน จนคือไม่มีอะไรจะกิน ลูกก็มาก ความที่ทั้งสองพระองค์ได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็พบแต่ปัญหาอย่างนี้ ไม่เคยจะดีขึ้นเลย เมื่อเสด็จฯไปครั้งแรกๆ ทั้งสองพระองค์ก็พระราชทานอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคให้เขาอยู่เสมอ ทรงทำอย่างนี้อยู่เสมอ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็รับสั่งกับ สมเด็จพระนางเจ้าฯว่า ท่านคิดว่าวิธีการเอาของไปให้เขา มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เราจะทำยังไงให้ประชาชนยืนอยู่บนลำแข้งลำขาตัวเองได้ ให้เขาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่คอยรับแต่ของแจก ถ้าเมื่อไรไม่มีคนเอาของไปให้ ประชาชนก็อยู่ไม่ได้ เมืองไทยก็อยู่ไม่ได้แน่นอน เราต้องทำให้ประชาชนของเรายืนอยู่บนลำแข้งลำขาของตนเองให้ได้

ฉะนั้นเมื่อเวลาสองพระองค์เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะทรงดูแลอาชีพของฝ่ายชาย จึงได้เกิดโครงการพระราชดำริและโครงการหลวง เรื่องน้ำ ชลประทาน การเกษตร ทุกอย่างที่เป็นอาชีพของฝ่ายผู้ชายหัวหน้าครอบครัว และทรงมอบให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดูแลผู้หญิง เด็กๆ และคนชรา ทำให้เกิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯขึ้น"

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้เกิดหลายสิ่งตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทรงงานหนักเพื่อประชาชนของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการดูแลประชาชนให้อยู่ดีกินดี และสิ่งสำคัญคือการสร้างอาชีพให้พวกเขาเหล่านั้นให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มแรกทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรงทุ่มเทใส่ใจบำบัดความทุกข์ยากของประชาชนด้วยการรับอุปการะบุตรหลานของชาวไร่ชาวนาที่ทรงพบเจอในถิ่นทุรกันดารต่างๆ คัดเลือกจากกลุ่มสตรีและเกษตรกรที่มีฐานะยากจนและไร้ที่ทำมาหากิน เพื่อสร้างอาชีพ และให้การศึกษาแก่พวกเขาจนกลายเป็นที่มาของ "สถาบันสิริกิติ์" ในวันนี้

"เมื่อปี ๒๕๑๓ น้ำท่วมนครพนม สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนมารับเสด็จ เขานุ่งผ้าต่างๆกัน รับสั่งถามเขาว่านี่ผ้าอะไร ก็ได้ทรงทราบว่าสิ่งที่ประชาชนนุ่งมาคือผ้าไหม มัดหมี่ หางกระรอก ฯลฯ พระองค์ท่านก็ถามว่าใครทำ เขาบอกว่าเขาทำกันเอง ปลูกหม่อน เลี้ยงไหมเอง แล้วก็ทอผ้ามานุ่งเอง แต่ไม่ได้ทำขาย ทอให้ลูกชายไว้ขอผู้หญิง กับทอไว้ใส่ไปงานบุญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็รับสั่งถามอีกว่าหนุ่มๆสาวๆทำไหม เขาบอกว่าไม่ทำ เข้าโรงงานกันหมด เขาไม่มีความอดทนที่จะทำ กว่าจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวออกมาเป็นเส้นไหม กว่าจะทอ ใช้เวลาเป็นปี สิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯท่านได้ซึมซับมาก็คือศิลปวัฒนธรรมไทยที่แสดงถึงรากเหง้าของเรา เป็นของคู่ชาติ มันจะสูญหายไป ทำอย่างไรจะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่คู่ประเทศไทย พระองค์ท่านจึงเอาคนจนมาอนุรักษ์งานศิลปะ ถึงได้เกิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯขึ้น มูลนิธิฯเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คือปากท้องของประชาชนอันดับแรก และการอนุรักษ์ตามมาทีหลัง เอาคนจนมาฝึกงานศิลปะที่จะสูญหายไป ให้เขาหัดทอผ้า ทำงานศิลปะต่างๆ เหล่านี้ แล้วก็ให้ค่าแรงเขา

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีสองส่วน ส่วนแรก คือส่วนภูมิภาค ส่วนภูมิภาคคือคนที่อยู่ในพื้นที่ แล้วทำงานเลี้ยงปากท้องเขาอยู่ในพื้นที่ ทอผ้า ปักผ้า ย่านลิเภา แกะสลัก ท่านไม่ให้เขาทิ้งถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ให้เขาไม่ขายที่นาที่ไร่ ให้ทำงานในพื้นที่แล้วเอาอาชีพต่างๆ ลงไปให้ เมื่อราษฎรเขาทอผ้าปักผ้า รับสั่งให้ใช้ครูที่เป็นชาวบ้าน ไม่ใช้ครูที่เป็นบรมครู ตั้งแต่ดิฉันเข้ามาทำงานกับพระองค์ท่าน ตอนนั้นเสด็จฯไปราชบุรี ไปพบผ้าจกของคูบัว พบว่ามีคุณยายซ้อนเหลืออยู่คนเดียวที่ทำผ้าทอจกแบบนี้ พระองค์ท่านก็ให้คุณยายซ้อนไปอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล คุณยายซ้อนก็ตั้งกี่สอนชาวบ้าน สอนลูกหลานชาวที่ คนในวังเริ่มเรียนกันก่อน ทำเป็นศาลาเล็กๆ อยู่หน้าพระตำหนักวังไกลกังวล พระตำหนักที่ประทับอยู่ตรงนี้ ไม่ไกลก็เป็นศาลาคุณยายซ้อน ตรงกันข้ามกันเลย ครูชาวบ้านจะเป็นครูของสมาชิกศิลปาชีพ เวลาเขามาส่งงาน ท่านจะดูผลงานว่าคนนี้ทอผ้าสีเหลือบได้สวย จะทรงมีพระสมุดของพระองค์ท่านที่รับสั่งว่าเป็นเอ็นไซโคลปิเดีย ทรงจดไว้ว่าคนนี้ให้สีเก่ง ให้ลายเก่ง แล้วก็จะจดที่อยู่ของเขาไว้ คนไหนเก่งด้านไหนก็จะเรียกคนนั้นมาเป็นครูสอน ท่านอาศัยจากงานที่เขาส่ง หรือของที่เขาทูลเกล้าฯถวาย

เริ่มแรกรับสั่งว่าให้ค่าสมาชิก เอาไปคนละ ๕,๐๐๐ นั่นเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ทุกคนร้องโอ้โฮ ท่านให้ตั้ง ๕,๐๐๐ ทำไมมันมากอย่างนี้ พวกดิฉันก็ร้องหมดเลย รับสั่งว่า โถ ให้เขาไปเถอะ สมาชิกถึงเข้าคิวกันเยอะ เมื่อแรกใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น เมื่อเขามาเข้าแถวเอาเงินค่าสมาชิก ให้ทอผ้า ถ้าทำไม่เป็นก็ตั้งศูนย์ มีกี่ทอผ้า วัสดุอุปกรณ์ให้ มีครูสอน อย่างการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมไม่เป็น ท่านก็ให้คนที่ทำเป็นทำไป สาวไหมมาขายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็เอาไปให้คนทอ บางคนทั้งเลี้ยงทั้งทอเขาก็จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้น"

โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา มีพัฒนาการดำเนินงานก้าวหน้าเรื่อยมา ผลงานที่สร้างขึ้นล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตรงดงาม ส่วนช่างศิลปาชีพก็ได้พัฒนาฝีมือเทียบเท่าช่างหลวง หรือช่างฝีมือแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็นงานถมเงินถมทอง เครื่องเงินเครื่องทอง คร่ำ ลงยาสี ปักผ้า แกะสลักไม้ หรือเขียนลาย ฯลฯ แสดงถึงเอกลักษณ์และเกียรติภูมิของงานประณีตศิลป์ไทยที่แสดงให้ชาวโลกได้ประจักษ์และชื่นชม นับเป็นงานศิลป์ของแผ่นดิน จนเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๓ รัฐบาลไทยได้ ประกาศยกสถานะ โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ขึ้นเป็น "สถาบันสิริกิติ์" เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ ปัจจุบันสถาบันสิริกิติ์ประกอบด้วยแผนกต่างๆ ได้แก่ เครื่องเงินเครื่องทอง ถมเงินถมทอง คร่ำ ลงยาสี แกะสลักไม้ จักสานย่านลิเภา ตกแต่งปีกแมลงทับ และแผนกปักผ้า

"งานของมูลนิธิอีกส่วนหนึ่งคือการตั้งโรงฝึกศิลปาชีพในส่วนกลาง เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร ช่วยพ่อช่วยแม่แล้ว แต่ลูกก็ยังเยอะ บางครอบครัวมีลูก ๕ คนขึ้นไป สามารถส่งเสียคนโตได้เรียนแค่คนเดียว ท่านก็รับสั่งว่าถ้าอย่างนั้นขอมาอยู่กับพระองค์ท่าน ท่านทรงขอครอบครัวละ ๑ คน ทรงขอด้วยพระองค์เอง รับสั่งกับพ่อแม่เขาเองว่าขอลูก ๑ คน เอาคนที่ไม่เป็นหลักของครอบครัว คนที่อยู่แล้วพ่อแม่จะต้องหุงหาอาหารปากท้องเพิ่มขึ้น พ่อแม่เขาก็ให้มา ท่านก็จะทรงจดไว้ว่าพ่อแม่ชื่อนี้ ให้ลูกคนนี้มาเรียนที่สวนจิตรลดา เวลาไปเยี่ยมราษฎรทุกครั้ง ทรงเปิดโรงฝึกเคลื่อนที่ในเขตพระราชฐานที่ประทับ เด็กที่พระองค์ท่านรับมา ระหว่างที่ยังไม่เสด็จฯกลับ พระองค์ท่านก็เอามาให้เราเลี้ยง กินอยู่หลับนอนอยู่กับเราตลอด แล้วสอนงานวิชาชีพเหล่านี้ให้ เมื่อเสด็จฯกลับกรุงเทพฯ ก็พาเขากลับมากรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา สมัยก่อนเป็นเต๊นท์เล็กๆ อยู่หลังกองราชเลขาฯสมเด็จฯ ท่านรับสั่งบอกว่าสถานที่ไม่สำคัญ ทำตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องมาสร้างตึกใหญ่โต ฉะนั้นงานศิลปาชีพจะไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ราคาแพง เป็นสิ่งที่สามารถทำเองได้ อย่างย่านลิเภา เครื่องมือมีแค่เข็มโครเชท์ มีมีด มีฝากระป๋องกีวีเจาะเป็นช่องๆ มีย่านลิเภา มีหวายหอมแค่นั้น สามารถทำเงินได้ กระเป๋าหนึ่งใบ ค่าสานเปล่าๆ ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป นั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานเขา รับสั่งว่าถ้าใช้เครื่องมือราคาแพง ถ้าเขาออกไปจากที่นี่ เขาบอกว่าหนูทำไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องมือราคาสิบล้าน ไม่ใช่ เขาต้องยืนบนลำแข้งของตนเองได้"

อุปสรรคในระยะเริ่มต้นของโรงฝึกศิลปาชีพฯคือ นักเรียนที่มีพื้นฐานการศึกษา และความสามารถทางศิลปะที่แตกต่างกัน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการพระราชทานโอกาสแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดผลสำเร็จในเวลาต่อมา

"สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งแต่แรกเลยว่าทรงเชื่อว่าในสายเลือดของคนไทยทุกคนมีความเป็นช่าง มีศิลปะในตัวเอง แต่เราอาจจะไม่รู้ เราต้องให้โอกาสเขา เมื่อทำงานศิลปาชีพครั้งแรก พระองค์ท่านเอาเด็กเล็กๆมาที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา มาทำงานคร่ำ ถมทอง งานที่จะสูญหายไปทั้งหลาย เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว สมเด็จพระเทพรัตน์ ยังกราบบังคมทูลฯพระองค์ท่านว่า...แม่ ไหวเหรอ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ บางคนไม่จบ ป.๔ ไม่จบเพาะช่าง จะทำงานอย่างนี้ได้เหรอ นางสนองพระโอษฐ์ก็กราบบังคมทูลว่าจะไหวหรือเพคะ คือถ้าเห็นตั้งแต่ตอนนั้น เรียกว่า hopeless นะคะ แต่รับสั่งไว้ว่า 'เราต้องให้โอกาสเขา เราต้องลองดู' ทรงลองดูมาจนถึงวันนี้

​ สำหรับสถาบันสิริกิติ์ ๓๗-๓๘ ปีที่ทรงลอง ทุกคนที่นี่เริ่มต้นจากศูนย์ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แต่รับสั่งว่าประชาชนเหล่านี้ มีจำนวนที่กว้างใหญ่มากคืออยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการศึกษา ส่วนคนที่ได้รับการศึกษา พ่อแม่มีปัญญาส่งเสียให้เรียนถือว่าเป็นระดับบน ข้างบนมันแคบมีจำนวนน้อย ข้างล่างมันกว้าง ถ้าสองระดับต่างกันมาก เมืองไทยอยู่ไม่รอด ฉะนั้น คนที่ไม่ได้รับการศึกษาต้องให้มีความรู้ทางด้านช่างเพื่อให้ ๒ ระดับนี้มันพอๆกัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งว่าคนไทยเหล่านี้ต้องเป็นช่าง และเป็นช่างที่มีความสามารถ เราต้องเอาคนจนมาอนุรักษ์งานศิลปะ เราไม่เลือกเพศ ไม่เลือกอายุ ไม่เลือกอะไรทั้งสิ้น ขอให้จนอย่างเดียว พอมาที่นี่ ก็ไม่ต้องเอาอะไรมาเลย เดินเข้ามาด้วยตัวและหัวใจก็พอ มีที่อยู่ที่กินให้ ที่เรียนก็อยู่ตรงนี้ เพราะรับสั่งว่ามาอยู่บ้านพระเจ้าอยู่หัว บ้านพระราชินี ฉะนั้นสถาบันสิริกิติ์จึงอยู่ที่สวนจิตรลดา อีกนิดเดียวไม่ถึง ๕๐๐ เมตรก็ถึงที่ประทับแล้ว ส่วนเด็กผู้หญิงท่านก็ให้ไปพักที่วังหลวง ฝ่ายใน เมื่อก่อนเป็นตำหนักเจ้าจอมต่างๆ สมัยรัชกาลที่ ๑-๕ ตอนนี้ก็ร้างไป พระองค์ท่านก็ขออนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำการปรับปรุงและให้เด็กเหล่านี้ไปพักที่นั่น แล้วเด็กผู้ชายก็พักอยู่ไม่ไกล แต่ก่อนเป็นหอพักบุตรข้าราชการมหาดไทย อยู่ตรงข้ามบ้านราชวิถี

เริ่มแรก เขาจะได้เบี้ยเลี้ยงรายวัน พอเป็นช่างก็เป็นเงินเดือน การเรียนที่สถาบันสิริกิติ์ ไม่เหมือนที่อื่นคือไม่บอกว่าเรียน ๓-๔ ปีจบ เพราะคนที่รับมา ความสามารถไม่เท่ากัน สภาพครอบครัวไม่เท่ากัน เราเคยรับเด็กชาวเขาจากภูชี้ฟ้ามา เขาชื่อนายฟ้า เขาบอกว่าแม่หลวง น้ำบ้านแม่หลวง เฮากินก็ไม่อร่อย อากาศแม่หลวง เฮาหายใจไปก็ไม่อร่อย ขอกลับบ้าน เขาบอกว่าอึดอัด แต่พอกลับไปท่านก็ให้เขาทำงานอยู่ที่โน่น

สถาบันสิริกิติ์นี้เราไม่เปิดรับสมัคร คนที่จะเข้ามาฝึกตรงนี้ได้มาจากเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร พระองค์ท่านทรงพบแล้วรับมาให้เราเลี้ยง ความจริงหน่วยรักษาความปลอดภัยเขาไม่ค่อยชอบหรอกเพราะไม่มีการตรวจสอบประวัติเลย ถ้าเป็นคนอื่น ใครจะมาทำงานต้องสอบประวัติหมดเลย เพราะอยู่ใกล้พระองค์ท่าน เวลานี้ท่านไม่ได้เสด็จฯ ก็มีสมเด็จพระเทพรัตน์ ทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ หรือเจ้านายพระองค์อื่นท่านทรงเอามารับการฝึก แต่ตรงนี้ไม่มีบอกว่ากี่ปีจบ ใครเรียนได้เท่าไหนก็เรียนไปตามความสามารถของตัวเอง ถ้าเรียนได้แค่นี้ หนูไม่เอาแล้ว พ่อแม่หนูเรียกกลับไปช่วยทำนา เขาก็กลับไป เขาจะเรียนต่อก็อยู่กัน ก็มีเงินเดือนให้ ไม่ว่ากัน คือวิชาช่างนี่ ถ้าเรียนมาก ปฏิบัติมาก บทเรียนมันก้าวไปเรื่อยๆ"

จากวันนั้นงานศิลปะของแผ่นดินโดยลูกหลานชาวไร่ชาวนาก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผลงานทุกชิ้นเริ่มต้นจากความไม่รู้ไปสู่การฝึกหัด ฝึกฝนอย่างหนักจนเกิดความชำนาญ ออกมาเป็นผลงานศิลปะที่เป็นข้อพิสูจน์ความสามารถของลูกหลานชาวนาว่าสามารถทำงานศิลปะชิ้นเอกได้ โดยการจัดแสดงผลงานในงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๓๕

"เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ เจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ดิฉันก็คิดว่าจะทำอะไรถวายพระองค์ท่าน เด็กๆพวกนี้เขาบอกว่า พระองค์ท่านชุบชีวิตเขามา ถ้าไม่มีพระองค์ท่านป่านนี้เขาอาจจะไปติดฝิ่นกินกัญชา ชีวิตเขาอยู่มาได้เพราะทั้งสองพระองค์ท่าน ดิฉันก็คิดว่าพระองค์ท่านอายุครบ ๖๐ จะเก็บเงินไปทูลเกล้าฯถวายพระองค์ท่านหรือ ก็คงจะโดนพระองค์ท่านดุแน่ๆเลย เพราะเขาจนแล้วยังไปเอาเงินเขามา...

งานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๑ ก็ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับดีมาก จนมาถึงวันนี้งานศิลป์แผ่นดินก็จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๖ แล้ว พูดได้เลยว่าเรามีช่างที่เป็นเพชรเม็ดงามอยู่จำนวนมาก คนที่ท่านเอามาเป็นเพชรเม็ดงาม ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นเพชร ดังบทกลอนที่ว่า

...จับมือที่แข็งกร้าน มาลองงานละเอียดเนียน

เส้นสายทุกลายเขียน จนอ่อนโค้งกว่าเส้นเคียว

กี่เดือนและกี่ปี กว่าแท่งเหล็กจะบางเรียว

ใยไหมจะยึดเกลียว เป็นกลุ่มแพรที่แพรวพราย

งานนั้นในวันนี้ สำเร็จมีออกมากมาย

กี่หมื่นชีวิตหมาย จะไกลจากความยากจน

อีกเริ่มอรุณศิลป์ สว่างเบื้องท้องฟ้าบน

ที่ฟุบแทบสุธาดล ก็ฟื้นชีพมาชื่นบาน

สมที่อุทิศองค์ อุทิศทรัพย์มหาศาล

เสกจินตนาการ จนกำเนิดศิลป์แผ่นดิน

คนใดที่ได้ดู ก็จะรู้ประจักษ์สิ้น

ว่าเพชรจากผืนดิน พระทรงสร้างมาอย่างไร...

(ประพันธ์โดย คุณหญิงอุไรวรรณ สวัสดิศานต์)

คือเขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำได้ ความไม่มีจะกิน ความยากจน อะไรก็ได้ที่ได้เงิน แต่เราจับเขามานั่ง ให้ทำซ้ำๆ คอยดูแล ความจนเท่านั้นทำให้เขาต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แล้วเด็กๆพวกนี้สามารถหาเงินไปให้พ่อแม่ไถ่ที่นาได้ พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น น้องได้เข้าเรียนหนังสือ พระองค์ท่านรับสั่งว่าเมื่อให้เงินเดือน ต้องสอนให้เขาส่งกลับไปให้พ่อแม่พี่น้อง เมื่อมาแรกๆ เขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ให้เราสอนให้เขาอ่านออกเขียนได้ ไม่หลงไปเซ็นชื่อบนกระดาษแล้วทำให้เสียที่น่าที่ไร่ พอมีการศึกษานอกโรงเรียนเข้ามา เราก็เอามาสอนที่นี่เลย เด็กเขาก็ปรับวุฒิไป แล้วเวลามาอยู่ พระองค์ท่านไม่ได้ให้เรียนช่างอย่างเดียว วันเสาร์เอาวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้เรื่องต่างๆ พาไปทัศนศึกษา พาพวกภาคเหนือไปเที่ยวทะเล ให้เขาไปเรียนรู้ของจริงในท้องถิ่น รับสั่งว่าพวกนี้เขาต้องดูแลแผ่นดินต่อไป เขาต้องซ่อมแซมโบราณสถาน โบราณวัตถุต่อไป

ท่านปลูกฝังความรักชาติไว้หมดเลย หน้าที่ของเขาต่อไปเป็นหน้าที่ของคนอีกรุ่นหนึ่งที่ต้องรับภาระเพื่อแผ่นดินต่อไป คนไทยทุกคนมีหน้าที่ต่อแผ่นดิน ไม่ใช่ว่าธุระไม่ใช่ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำแผ่นดินนี้ให้อยู่ได้เพื่อลูกหลาน บรรพบุรุษท่านสร้างมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี เราต้องรักษาและส่งไม้ต่อให้ลูกหลานเราให้ได้ ให้เขายืนอยู่บนแผ่นดินไทยได้อย่างสง่าผ่าเผย รับสั่งว่างานศิลป์แผ่นดินที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ถ้าใครเข้ามาดูเขาจะรู้ว่าคนไทยเป็นยังไง มีนิสัยละเอียดอ่อน มีจิตใจอ่อนโยน มีความอดทนอย่างไร ทุกอย่างมันอยู่ในงานศิลปะเหล่านี้ จะไม่มีใครกล้าดูถูกเราได้ ต่อให้มีเงินกี่หมื่นกี่แสนล้าน ถ้าไม่มีแผ่นดินอยู่ เงินนั้นก็ไร้ค่า

เมื่อศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๔ มีฝรั่งถามดิฉันว่าเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ควีนของยูทำได้ยังไง เอาคนจนมาทำงานศิลปะ ตั้งแต่โตมา ศึกษามา ในต่างประเทศเขาเอาศิลปินมาทำงานศิลปะ แต่ป่านนี้ดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำได้ยังไง ในต่างประเทศถ้าไม่ใช่ศิลปิน ไม่มีทางได้เขียนภาพในสถานที่สำคัญ แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเชื่อว่าเราต้องให้โอกาสเขา แต่บางคนที่เขาชอบศิลปะ เขาก็เป็นศิลปินไปเลย บ้านเราศิลปินเต็มเลยถ้าเราทำให้ดี ที่ผ่านมาสถาบันสิริกิติ์พัฒนาบทเรียนไปตลอดเวลา งานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๖ นี้ อยากให้ประชาชนได้เห็นการพัฒนาฝีมือช่างของสถาบันสิริกิติ์ ในงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๖ งานศิลป์แผ่นดิน ๑-๕ ยังอยู่ เวลาดู คนที่เป็นแฟนของศิลป์แผ่นดิน เขาจะบอกเลยว่าฝีมือพัฒนาไปยังไง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดิฉันตามเสด็จอเมริกาครั้งหลังๆ มีฝรั่งคู่หนึ่งมาบอกว่า ฝีมือยูพัฒนาไปเยอะเลยจากครั้งแรก คนที่เขาดูเขาก็ดูการพัฒนาของสถาบัน เมื่อก่อนถมทองเราทำอย่างนี้ ต่อไปเราทำให้มันมีมิติ จากของเล็กเป็นของใหญ่ เราก็พัฒนาฝีมือ พัฒนาบุคลากรไปเรื่อยๆ เราไม่นั่งเช้าชามเย็นชาม ทั้งนักเรียน ครู เจ้าหน้าที่ เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าไม่ให้ขายของ ให้เราทำของเข้าพิพิธภัณฑ์ ต่อไปให้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปาชีพแล้วเก็บเงินค่าบัตรไว้เลี้ยงศิลปาชีพต่อไป แต่ตอนนี้ไม่ใช่เล่นนะคะ ค่าบัตรก็ได้มากพอสมควร เพราะชาวต่างชาติมาดูเยอะ คนไทยก็เยอะ พระองค์ท่านรับสั่งว่าเอาไว้เลี้ยงตัวเอง ตอนนี้ท่านมีเงินช่วย ต่อไปถ้าเราไม่มีเงิน พวกนี้ต้องเอาไว้เลี้ยงศิลปาชีพต่อไป"

ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระมหามงคลเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญ พระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ในปี ๒๕๕๔ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในปี ๒๕๕๕ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในปี ๒๕๕๕ สถาบันสิริกิติ์ ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก เพื่อเตรียมจัดแสดงนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี "ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๖" ในการจัดแสดงครั้งนี้ ผลงานชิ้นเอกชิ้นใหม่ที่เป็นมาสเตอร์พีช จากฝีมือของช่างสถาบันสิริกิติ์ เพิ่มเข้าไปอีก ๙ ชิ้น เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ "ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๖" ได้แก่

ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทอง และหิมพานต์ เป็นผลงานการจำหลักไม้สักที่มีความแตกต่างและพิเศษด้วยการเชื่อมต่อเรื่องราวของฉากทั้งสองด้านด้วยลายจำหลัก ด้านหน้าเล่าเรื่องสังข์ทอง บทพระราชนิพนธ์ละครนอก ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จากฉากด้านหน้าจำหลักไม้ให้โปร่งทะลุไปด้านหลังเป็นเรื่องหิมพานต์ จำลองมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดสุทัศนเทพวราราม สัตว์ในป่าหิมพานต์แต่ละชนิดจำหลักอย่างประณีต ช้างมงคลในตระกูลต่างๆ กว่า ๒๐ ช้าง ราชสีห์ คชสีห์ กินรา กินรี และวิมานที่สถิตของเทพ เทวดาได้จำหลักไว้อย่างประณีตบรรจงเช่นกัน

ความโดดเด่นงดงามอีกประการหนึ่ง คือการจำหลักชิ้นงานลอยตัวรูปบุคคลขนาดใหญ่ ด้านหน้าฉากเรื่องสังข์ทอง ซึ่งจับความในตอนรจนาเสี่ยงพวงมาลัย จึงจำหลักเป็นรูปพระสังข์ในรูปเงาะทรงเครื่องต้นในมือถือช่อดอกไม้ และกระบอง และรูปรจนา จำหลักลอยตัวเช่นกัน มือข้างหนึ่งถือพวงมาลัยที่จะใช้เสี่ยง อีกมือถือช่อดอกไม้ อันแสดงถึงความปีติสุข ส่วนฉากด้านหลังเรื่องหิมพานต์ และหมู่วิมาน จำหลักรูปกินรา และกินนรี สัตว์หิมพานต์ ยืนบนฐานซ้ายขวาท่อนล่างเป็นนก ท่อนบนเป็นมนุษย์ เป็นงานจำหลักไม้ซับปีกแมลงทับอย่างสวยงามฉากจำหลักไม้มีฐานรองรับจำหลักเป็นเทพนมและพญานาคเกี่ยวกระหวัดอยู่โดยรอบดูมีมิติงดงาม

บุษบกสามยอด ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของพรหมวิมานที่หน้าบันของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และนำมาสร้างสรรค์ขึ้นเป็นบุษบกทอง ยอดบุษบกเป็นทองคำลงยาสี ประดับพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับเพชร บุษบกด้านในเป็นงานคร่ำฉลุทองคำ เพดานไม้แกะสลัก ปิดทอง คล้ายซุ้มวิมาน ภายในประดิษฐานตราสัญลักษณ์ของทั้งสามพระองค์ บุษบกสามยอดตั้งอยู่บนฐานไม้แกะสลัก ฐานชั้นบนรองรับองค์บุษบกมีหงส์เรียงรายโดยรอบฐาน ฐานล่างสุดเป็นเกรินประดับนาคที่ขาเกรินทั้งสองข้าง บุษบกสามยอดเป็นผลงานของแผนกเครื่องเงินเครื่องทอง ลงยาสี แกะสลักไม้ คร่ำ ประดับปีกแมลงทับ

เรือพระที่นั่งจำลอง "มงคลสุบรรณ" เป็นผลงานจากช่างฝีมือของสถาบันสิริกิติ์ ๕ แผนก คือ เครื่องเงินเครื่องทอง แกะสลักไม้ ลงยาสี ถมทอง และตกแต่งปีกแมลงทับ สร้างจำลองมาจาก เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งแต่เดิมหัวเรือมีรูปพญาสุบรรณหรือพญาครุฑยุดนาคเท่านั้น ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพญาสุบรรณ เพื่อเพิ่มความสง่างาม และต้องตามคติพราหมณ์ที่ว่า พญาสุบรรณหรือพญาครุฑเป็นพาหนะแห่งองค์พระนารายณ์ และพระราชทานนามเรือใหม่ว่า เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือพระที่นั่งจำลองมงคลสุบรรณองค์นี้ โครงเรือ รวมทั้งกระดูกงู และคานเรือ ทำด้วยเงินทาทอง แผ่นซับกงเรือทำจากไม้ปิดทองคำเปลว โขนเรือรูปครุฑยุดนาคจำหลักทองคำลงยา ด้านข้างและท้องเรือด้านนอกถมทอง ส่วนท้องเรือด้านในทาทอง เขียนลายพุดตานอย่างละเอียดงดงาม

ฉากปักไหมน้อย เรื่อง "อิเหนา" เป็นงานปักผ้าด้วยวิธี "ปักซอย" เป็นงานประณีตศิลป์ของไทยแต่โบราณที่มีความละเอียดอ่อน ช่างปักจะบรรจงปักเรียงด้วยเส้นไหมที่ละเอียดที่สุด ไล่ระดับสีและแสงเงาให้เกิดเป็นภาพที่มีมิติงดงาม ผ้าปักไหมน้อย เรื่อง "อิเหนา" ใช้เวลาปักนานถึง ๔ ปี โดยเทคนิคการปักหนุนตามแบบงาน ผ้าปักที่นิยมกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผ้าปักไหมน้อยเรื่องอิเหนาชิ้นนี้ ใช้วิธีปักหนุนผ้าด้วยฝ้าย เพื่อดุนลายให้นูนขึ้นก่อนปักไหมเรียงเส้นสีลงไป ทำให้ดูมีมิติเสมือนจริง สีของเส้นไหมเป็นการให้สีแบบร่วมสมัย ไล่เฉดสี เหลือบเงา ต่างๆ โดยยึดสีหลักของจิตรกรรมไทย ๓ สี คือ แดง ฟ้า และเขียว

ฉากถมทอง เรื่อง "รามเกียรติ์" เป็นงานถมทองทั้งชิ้น อันสะท้อนให้เห็นถึงทักษะฝีมือที่พัฒนาขึ้นอย่างมากของช่างถมสถาบันสิริกิติ์ ฉากถมทองเล่าเรื่องวรรณกรรมรามเกียรติ์ แบ่งเป็น ๓ ฉาก คือ ฉากที่ ๑ ทศกัณฐ์ลงสวน เกี้ยวนางสีดา ฉากที่ ๒ พระรามตามกวาง และทศกัณฐ์ลักนางสีดา และฉากสุดท้าย จับม้าอุปการ ความโดดเด่นงดงามของฉากถมทองนี้ คือการใช้เทคนิคการหนุนดุนลาย ทั้งในส่วนของตัวละครและส่วนที่เป็นพื้นหรือฉากหลัง ด้วยการหนุนภาพที่เป็นต้นไม้ พื้นดิน สิงสาราสัตว์ รวมถึงตัวละครเอกขึ้นมาจากแผ่นเงินเรียบให้นูน แล้วจึงทำถม ทาทอง เกิดเป็นภาพที่มีมิติสวยงามเสมือนมีชีวิต

กลอน "ศิลป์แผ่นดิน" คร่ำทอง เป็นบทกลอนซึ่งมีเนื้อหาแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนพระวิริยอุตสาหะของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอุทิศพระวรกายช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ ขาดโอกาส ให้กลับมามีความหวัง สร้างชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ พระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานกำเนิดงานศิลปาชีพ กลอน "ศิลป์แผ่นดิน" คร่ำทอง นี้ประดิษฐ์ด้วยลายมือเขียนตามแบบตัวอักษรทรงประดิษฐ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตกแต่งด้วยคร่ำทองอย่างประณีตงดงาม ทรงคุณค่าทั้งเนื้อหาและรูปแบบงานศิลปะไทยแต่โบราณ

พระที่นั่งกงคร่ำทอง พระที่นั่งกงมีลักษณะเป็นพระราชอาสน์ขนาดเล็ก มีที่วางพระกรโค้งเป็นวงโอบต่อกันถึงด้านหลัง ตามลักษณะของ "กง" ซึ่งหมายถึงส่วนโค้งของวงกลม พระที่นั่งกงมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา จึงใช้ได้ทั้งเป็นพระราชบัลลังก์ และพระราชยานในบางโอกาส สร้างจำลองแบบจากพระที่นั่งกงไม้แกะสลักลงรักปิดทอง ที่สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ช่างฝีมือของสถาบันสิริกิติ์สร้างสรรค์ลวดลายพระที่นั่งกงด้วยศิลปะงานคร่ำทองทั้งองค์ พระที่นั่งสี่เหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ลดชั้นถึงฐานที่ประทับ ซึ่งมี ๒ ฐาน ชั้นล่างเป็นฐานสิงห์ ชั้นบนเป็นหน้ากระดานประกอบท้องไม้ ประดับด้วยรูปพญาวานรโดยรอบ แทนความหมายของปีวอก ซึ่งเป็นพระนักษัตรประจำปีพระราชสมภพของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หน้ากระดานปากฐานส่วนบนประดับด้วยกระจังปฏิญาณทั้งสามด้าน ด้านหลังมีกระดานพิงประกอบกับราวกงมีก้านบัวรับ ลวดลายงานคร่ำทองอันประณีตเป็นลายไทยประยุกต์จากลายไทยประเพณี อันนับได้ว่าเป็นลายคร่ำทองศิลปะ สมัยรัชกาลปัจจุบัน นอกจากผลงานชิ้นนี้จะงดงามด้วยงานคร่ำทองที่เส้นสายลายทองดูราวกับมีชีวิตแล้ว ยังซับด้วยปีกแมลงทับสร้างสีสันที่สวยงามและมุมมองที่มีมิติงดงามยิ่งขึ้น

ห้องปีกแมลงทับ เป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมชิ้นพิเศษที่ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ปีกแมลงทับทั้งหมดที่ใช้ในการนี้มาจากแมลงทับ ที่ทิ้งตัวตายเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีความแข็งแรง ทนทาน สีสวยเหลือบเงาตามธรรมชาติ ภายในห้องปีกแมลงทับประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายในกรอบไม้แกะสลักประดับปีกแมลงทับพร้อมจัดสร้างบทกลอน ศิลป์แผ่นดิน ตัวอักษรทำด้วยคร่ำทอง ประดับไว้ภายในห้องนี้ด้วย

เรือพระที่นั่งจำลอง "ศรีประภัศรไชย" มีโครงสร้างตัวเรือทำด้วยเงิน ตกแต่งด้วยทองคำสลักดุนลงยาสี เป็นงานไม้จำหลักปิดทองคำเปลว คานเรือทำด้วยเงินทาทอง ท้องเรือถมทองลายดอกพุดตาน กลางลำเรือพระที่นั่งทอดบุษบกทองลงยาประดับเพชร ประดับด้วยพระวิสูตรทองคำถักด้วยห่วงทองคำ ขนาบสองข้างบุษบกด้วยเครื่องสูง ประกอบด้วย ฉัตรทอง ๗ ชั้น ถัดไปวางฉัตรทองจำหลักลาย ๕ ชั้นไว้ด้านหน้า ๓ คัน ด้านหลัง ๒ คัน พื้นเรือส่วนที่รองรับฐานบุษบก ทำด้วยทองคำจำหลักทองฉลุลาย ซับปีกแมลงทับอย่างงดงาม

ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ ได้ให้รายละเอียดถึงงานทั้ง ๙ ชิ้นนี้ว่า

"ครั้งนี้เรามีผลงานชิ้นใหม่ ๙ ชิ้น เหมือนมีนางเอก ๙ คน ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๑ มีขันถมทองลายมงคลร้อยแปดเป็นนางเอกคนเดียว แต่คราวนี้ท่านต้องลงมาอยู่ที่พระที่นั่งอนันตฯ ชั้น ๒ แล้วปล่อยให้นางเอกรุ่นใหม่ไปอยู่ชั้นบนแล้ว ชิ้นเอกๆจะอยู่โถงหน้าพระมหาเศวตฉัตร แต่ผ้าปักเรื่องอิเหนาจะอยู่ด้านหลังหน่อยหนึ่ง เพราะเป็นชิ้นใหญ่ แต่ถ้าถามดิฉัน คิดว่าคนต้องชอบไม้แกะสลักเรื่องสังข์ทองและหิมพานต์ ด้านหน้าเป็นเรื่องสังข์ทอง ข้างหลังเป็นหิมพานต์ แล้วก็มีส่วนที่ทะลุถึงกัน มันยากมากตรงแบบ ต้องเขียนแบบให้ลงตัว เมื่อแบบนิ่งแล้วถึงให้เขาทำ เด็กนักเรียนไม่ได้ออกแบบ ให้อาจารย์สมชาย ศุกลักษณ์อำไพพร เป็นผู้ออกแบบ เขียนแบบให้

เหมือนผ้าปักเรื่องอิเหนา เขาต้องเขียนให้เราดูก่อนว่าโอ.เค.ไหม เขาต้องเขียนมาให้ดูทั้ง ๑๘ ตอน พอผ่านแล้วถึงจะขยายแบบ เขาต้องลงสีให้ด้วยว่าพอใจไหม อย่างไรก็ตาม ทุกชิ้นมีคุณค่าในตัวเองซึ่งไม่เหมือนกันเลย ถมทองก็เป็นฉากรามเกียรติ์ อันนั้นเขาวิจิตรของเขาอีกอย่าง บุษบกสามยอดของเครื่องเงินเครื่องทองเขาก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้าได้ไปยืนดูพิจารณาใกล้ๆ จะเห็นถึงความละเอียด เสียดายว่าเวลาแสดงจริงๆ มันมีกระจกกั้น ทีนี้พอมีกระจกมันไม่เห็น ความจริงเราอยากให้เห็นรายละเอียด

?สิ่งเหล่านี้คืองานศิลปะฝีมือลูกหลานชาวนาชาวไร่สมัยรัชกาลที่ ๙ เราดูจากงานโบราณ ครูบาอาจารย์ทำมา ของโบราณสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ทุกชีวิตเอาชีวิตแทบไม่รอด เมื่อรัชกาลที่ ๑ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นต้นราชวงศ์จักรี เมื่อบ้านเมืองสงบ พระองค์ท่านเรียกผู้ที่มีความรู้ และช่างต่างๆที่รอดชีวิตมา ใครรู้ใครเห็นอะไร กรุงศรีอยุธยาเคยมีอะไรบ้าง มีวังหลวง มีวัด สิ่งต่างๆ รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งหมด หมู่เรือพระที่นั่งทั้งหมด ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ มาถึงบัดนี้ เครื่องใช้ต่างๆ พระแท่นสีวิกากาญจน์ พระที่นั่งพุดตาน หรืออะไรที่เป็นเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่โครงข้างในเป็นไม้ ทุกอย่างมันไปตามกาลเวลาหมด สถาบันสิริกิติ์ก็ไปทำตรงนั้น ให้ลูกหลานต่อไปได้เห็นเพราะว่าสีวิกากาญจน์ ที่พระที่นั่งจักรี ผ้าม่านก็เป็นผ้าไหมปัก ก็ไปตามกาลเวลาของสถาบันฯ เราจะใช้โครงทั้งหมดเป็นโลหะที่เราคิดว่าจะฝากไว้กับแผ่นดินชั่วลูกหลาน ชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่สูญหาย อันนี้ก็จะเป็นหน้าตาของลูกหลานเราต่อไป เขาจะยืนเคียงบ่าเคียงใหล่กับชาติอื่นได้ไม่น้อยหน้ากว่าใครว่าเรามีศิลปวัฒนธรรมนะ ต้องให้ประชาชนคนไทยได้เห็นคุณค่าตรงนี้ แล้วเขาจะรักแผ่นดิน แล้วเขาจะส่งมอบให้ลูกหลานต่อไปเพื่อให้เมืองไทยอยู่ได้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศอื่นได้"

ตลอดระยะเวลา ๓๙ ปี ของการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และทำงานใกล้ชิดกับช่างฝีมือทั้งหลายในสถาบันสิริกิติ์มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น อาจเรียกได้ว่า ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ เป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการเจียระไนเพชรเม็ดงาม สร้างช่างฝีมือจำนวนมากมายให้สามารถทำงานศิลปะรับใช้แผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ

"เวลาทำงาน ดิฉันพูดอย่างเดียว ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นไม่เหนื่อย (หัวเราะ) คนเหนื่อย คือช่าง พอดิฉันให้บทเรียน เขาต้องหาวิธีว่าทำยังไง ก็สนุก ยังไม่เคยได้หยุดเลยนะคะ เคยสัญญากับเด็กว่าจะพักแต่ก็ไม่เคยได้พัก ในการทำของใหม่ๆเราก็คิดแทนเขาว่าถ้าเราเป็นเขา เราก็อยากทำอะไรใหม่ๆ แต่ไม่เคยไปถามเขาว่าเขาปวดหัวกับดิฉันไหม

เราต้องพัฒนาฝีมือตลอด งานฝีมือที่เราทำมันเป็นบทเรียนที่ก้าวไปเรื่อยๆ มันจะไม่ถอยหลัง ตอนงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ ๔-๕ เราก้าวกระโดดเยอะพอสมควร ถ้าเราเตาะแตะเดิน เดี๋ยวเวลาไม่มีให้ เรียกว่าพาสส์ชั้น คือเราต้องสร้างบทเรียนให้เขาว่าให้เขาทำอะไร เราต้องรู้จักคนของเราว่าเด็กจะรับได้ไหม ถ้าให้เขาก้าวกระโดด ถ้าให้เขาทำแต่เขาทำไม่ได้ เขาถอยหลัง เขาจะท้อ เราต้องรู้จักเขาว่าถ้าให้เขาแล้วเขาทำได้ ตอนแรกเขาบอกว่าทำไม่ได้ ทำยังไง แต่ก็ให้ทำ บางคนบอกว่าของหนูสวยไหมคะ ดิฉันบอกว่าตอบไม่ได้ เมื่อประชาชนชมแล้วเขียนในสมุดแสดงความคิดเห็น ประชาชนคืออาจารย์ของหนูที่จะให้คะแนนว่าหนูสอบผ่านหรือไม่ แล้วการที่เปิดแสดงในงานศิลป์แผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งว่าเอาออกไปแสดงให้เจ้าของเงินว่าพระองค์ท่านเอาเงินที่ประชาชนทูลเกล้าฯถวายมาทำอะไร เอามาให้คนได้มีอาชีพ ที่สำคัญคือสร้างช่างให้แผ่นดิน"

การได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปยังถิ่นทุรกันดารในอดีต ทำให้ได้ประจักษ์ชัดว่าทั้งสองพระองค์ทรงมีความรักอันยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินไทยมากมายเพียงใด และการได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาททั้งสองพระองค์คือความภาคภูมิใจอันสูงสุดในชีวิตของ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต

"...ตอนนี้เวลาที่ดูโทรทัศน์ที่เขาเอาข่าวเก่าๆที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปตามที่ต่างๆมาฉาย ภาพนั้นมันก็แจ่มชัด แต่ตอนนั้นเรายังเด็ก รู้สึกว่ามันไม่สนุกเลย ดิฉันไม่รู้เลยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านไปทำอะไรที่ห้วยฮ่องไคร้ ท่านไปทำไมหนอ ไปยืนอยู่ในป่าใบตองตึง มืด ยุงก็กัด ดิฉันยังนึกว่าเรานี่บาปมหันต์เลย เจ้านายทรงงานท่านก็คิดว่าจะทำยังไง ทำไมมันแห้งแล้ง เราก็คุยกันแบบไม่สนใจ เวลาพระองค์ท่านทำอะไร พระองค์ท่านจะไม่ประกาศว่าวันนี้จะทำโครงการนี้ อย่างนี้ๆ เราต้องดูเองว่าพระองค์ท่านทำอะไร แต่ตอนนั้นเราเด็ก เราก็ทำตามหน้าที่ไป ท่านให้จดก็จด กลับมาก็ทำรายงานว่าทรงพบอะไร ต้องตามผลอะไร ในช่วง พ.ศ.๒๕๑๔ ท่านทรงงานหนักมาก เมื่อดิฉันเข้ามาทำงานใหม่ๆ ได้ยินพระองค์ท่านดุคนว่าเราทำงานไม่มีเสาร์อาทิตย์ คอมมิวนิสต์ยังไม่มีเสาร์อาทิตย์ แล้วเขาเริ่มมาก่อนเรานานแล้ว แล้วตอนนั้นเจ้านายทรงงานหนักมากทุกพระองค์ ต่างก็ทรงงานของท่าน จะทรงพบกันเวลาเสวยพระกระยาหารตอนค่ำเท่านั้น เพราะแต่ละพระองค์จะมีหน้าที่ว่าใครทำอะไร ต้องเขียนรายงาน ส่งรายงาน พระองค์ท่านทำด้วยความรักและหวงแหนแผ่นดิน จึงทรงทุ่มเท และพระองค์ท่านก็รู้ว่าเวลามีค่า เมื่อก่อนพวกเราไม่รู้ไม่ตระหนักว่าเวลามีค่า แม้เราจะมีอายุถึง ๗๐-๘๐ จริงๆ เวลามันน้อย ถ้าเราจะทำคุณให้แผ่นดิน

ดิฉันโชคดีที่ได้ทำงานถวายทั้งสองพระองค์ เพราะถ้าไม่ได้อยู่ตรงนี้ อาจจะเป็นคนทำงานแค่รับเงินเดือน ทำงานเช้าชามเย็นชามก็ได้ แต่การอยู่ตรงนี้ทำให้ตัวเองได้ทำอะไรให้แผ่นดิน ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนบ้างจากการได้ตามเสด็จพระองค์ท่าน เรียกว่าอยู่กับพระองค์ท่าน ได้ทำบุญกับคน สร้างเขาให้เป็นช่าง ได้เป็นจุดเล็กๆที่จะช่วยให้พระองค์ท่านทำงานให้แผ่นดิน ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ พอได้เห็นผลงานที่เด็กทำ ก็ภูมิใจว่าจากศูนย์ จากที่เราเคยเห็นตั้งแต่ตัวดำๆ มือดำๆ จนบัดนี้เขามาเป็นช่างอย่างนี้ แต่ทั้งหมดมาจากพระราชดำริทั้งสองพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงวางไว้หมด เราก็ทำตาม สมมติคุณยายซ้อนมา ท่านก็รับสั่งว่าอย่าลืมซื้อหมากให้เขา ต้องให้เขากินน้ำพริกปลาทูนะ ดิฉันก็นั่งคิดว่าทำไมเรานึกไม่ได้ทั้งที่เราอยู่กับเขา ท่านอยู่สูงแต่ทำไมท่านนึกได้ว่าเขาต้องกินน้ำพริกปลาทู สมัยก่อนเวลานางสาวไทยเขาให้สัมภาษณ์ว่าชอบกินน้ำพริกปลาทู ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าน้ำพริกปลาทูคือไทยแท้ คนต่างจังหวัดเขากินอะไรก็ต้องกินแบบนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯรับสั่งว่าให้พาเด็กๆไปทานอาหารโรงแรมหรูๆ ดิฉันพาไปทุกโรงแรมเลย ให้เขาไปทาน ให้เขาได้เห็นว่ามีงานศิลปะที่เขาทำมาตกแต่งในโรงแรม ให้เขารู้คุณค่าของตรงนี้ เด็กพวกนี้ไปหมดแล้ว แต่พอให้เขาทานเป็ดปักกิ่ง หมูหัน สู้ส้มตำไก่ย่างไม่ได้

พระองค์ท่านทรงละเอียดหมดเลย เมื่อก่อนท่านบอกเบี้ยเลี้ยงให้จ่ายทุกวัน ก็หนักเหมือนกันเพราะมีเป็นพันคน แต่ที่ท่านสั่งอย่างนั้นเพราะอยากให้เขาภูมิใจว่าลงแรงแล้วได้เงิน อย่าไปค้างเขา ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีเงินไปกิน ไปเลี้ยงลูก รับสั่งว่าไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่อยากเป็นขโมยแต่ความไม่มีของเขาทำให้เขาต้องหาเลี้ยงปากท้อง เราต้องช่วยเขา ทั้งสองพระองค์ท่านมีพระเมตตาสูง ทำให้เรามีหลักคิดว่าเราควรทำอย่างไร จริงๆแล้วง่ายจะตาย เพราะพระองค์ท่านทำเป็นตัวอย่าง เราเพียงแค่ทำตามเท่านั้นเอง"

ความงดงามวิจิตรบรรจงของงานศิลปะชิ้นหนึ่งสะท้อนถึงหลายสิ่ง...ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในเชิงช่าง ความวิริยอุตสาหะของช่างฝีมือ ระยะเวลาที่ยาวนานในการทำงาน ตลอดจนความศรัทธาในการสร้างงานนั้น

แต่ยิ่งไปกว่านั้นงานศิลปะจากฝีมือลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่จัดแสดงทั้งหมดในงานศิลป์แผ่นดินครั้งนี้ คือการบ่งบอกว่า "ศิลปะ" ไม่เคยแบ่งชนชั้นวรรณะ และเป็นของมนุษย์ทุกคนอย่างแท้จริง