เรียนรู้วิถีพอเพียงที่ "สวนผักบ้านคุณตา"

เกษตรพอเพียง

ถ้าเอ่ยชื่อ "สวนผักบ้านคุณตา" เชื่อว่าหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนเมืองที่เริ่มหันมาสนใจวิถีชีวิตพอเพียง การพึ่งพาตนเอง และการปลูกผักสวนครัว เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในศูนย์อบรมของโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่ง "หญิงไทย" ได้เคยนำเรื่องราวของโครงการผ่านการบอกเล่าของ นคร ลิมปคุปตถาวร หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นๆว่า "เจ้าชายผัก" มานำเสนอกันไปแล้วในคอลัมน์นี้

เมื่อแรกที่ได้ยินชื่อ "สวนผักบ้านคุณตา" อดคิดไม่ได้ว่าผู้ดูแลสวนผักแห่งนี้คงจะเป็นเกษตรกรสูงวัยในภาพลักษณ์ของคุณตาใจดี หากทว่าผิดคาดอย่างนึกไม่ถึง เพราะกลับกลายเป็นสาวน้อยหน้าใสรูปร่างแบบบาง วัยเพียง 26 ปี ซึ่งหลังเรียนจบปริญญาตรีด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว แทนที่น้องฝ้าย หรือ กรชชนก หุตะแพทย์ จะเลือกทำงานบริษัทตามครรลองของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ทั่วไป เธอกลับเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสีเขียว สวมบทบาทนักเกษตรรุ่นใหม่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการณรงค์ให้เกิดวิถีเกษตรยั่งยืนและการพึ่งพาตนเองขึ้นในสังคมเมือง

น้องฝ้ายเล่าว่า "สวนผักบ้านคุณตา แรกเริ่มเป็นความคิดของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนาที่ฝ้ายทำ
งานอยู่น่ะค่ะ มูลนิธินี้ทำงานเกี่ยวกับด้านให้การศึกษา เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับด้านการพึ่งพาตนเอง เกษตรยั่งยืน สิ่งแวดล้อม มาเกือบ 20 กว่าปีแล้ว ตัวฝ้ายเองเลยทำงานด้านการบริโภคไร้สารพิษ การพึ่งพาตนเองมาสักพักหนึ่งแล้ว และศึกษาเรื่องการปลูกผักสวนครัวมานานแล้ว แต่เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา มีโครงการสวนผักคนเมือง โดย สสส. ให้ทุนสนับสนุน ทางเราก็เหมือนเป็นภาคีหนึ่งที่ทำงานร่วมกันกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ชมรมเกษตรคนเมือง คณะทำงานกินเปลี่ยนโลก ฯลฯ มาช่วยกัน จนเกิดเป็นสวนผักคนเมืองขึ้นมา

บ้านหลังนี้ เดิมเป็นบ้านเก่าที่คุณตาเคยอยู่ อายุบ้านก็ประมาณ 50 กว่าปีแล้ว คุณตาฝ้ายก็ 90 กว่าแล้ว แต่ตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่มีคนดูแล ก็เลยขอนุญาตคุณตาว่า อยากอนุรักษ์บ้านเก่าหลังนี้ไว้ เพราะอยู่กลางเมืองด้วย ก็มาบูรณะตรงนี้ให้เป็นศูนย์อบรมเกี่ยวกับการปลูกผักสวนครัว"

แรงบันดาลใจที่ทำให้น้องฝ้ายเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสีเขียวโดยไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย น่าจะมาจากมีคุณพ่อเป็นแบบอย่าง ซึ่งจะเรียกว่า เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากคุณพ่อของน้องฝ้าย (คมสัน หุตะแพทย์) ทำงานเป็นเลขานุการของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา

"บ้านหลังเก่าที่ฝ้ายเติบโตมาก็ปลูกผักสวนครัวข้างๆบ้าน เป็นบ้านเล็กๆ แต่ก็มีการทำแปลงผัก คุณพ่อก็พาปลูกผักสวนครัว ทำสบู่ ทำยาสีฟัน ทำแชมพูมะกรูด ทำครีมมะขามใช้เองอยู่ที่บ้าน ก็เหมือนเรียนวิถีแบบนี้มาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ ตั้งแต่เด็กๆ ฝ้ายเห็นคุณพ่อทำมาตลอด ฝ้ายก็เลยมีข้อมูลตรงนี้มาก่อนแล้วก่อนที่จะมาทำบ้านหลังนี้ พอฝ้ายเรียนจบด้านวิศวสิ่งแวดล้อม ก็อยากจะมาช่วยคุณพ่อทำ ก็เลยมาเป็นทีมงานช่วยดูแลศูนย์อบรมนี้"

"สวนผักบ้านคุณตา" เป็นบ้านเก่ากลางกรุง ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 62 แวดล้อมด้วยอาคารสำนักงานทันสมัย ซึ่งดูแตกต่างจากบรรยากาศในบริเวณบ้านอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อก้าวพ้นประตูรั้วเข้าไปแล้ว ไม่มีกลิ่นอายของสิ่งปรุงแต่งทันสมัยแม้แต่น้อย ตัวบ้านเป็นเรือนไม้เก่าสองชั้น แบบโปร่งโล่ง สีเขียวซีดจางตามธรรมชาติ ด้านนอก "ผักหวาน" ยังได้เห็นรางน้ำสังกะสีแบบเก่าอย่างที่เคยเห็นสมัยเมื่อยังเด็กติดตั้งอยู่ที่ด้านนอกของตัวบ้าน บริเวณโดยรอบร่มรื่นด้วยสีเขียวของพืชผักที่ปลูกอยู่ในภาชนะหลากหลายรูปแบบจัดวางไว้บนพื้นปูนเป็นหมวดหมู่สวยงาม บริเวณส่วนที่เป็นพื้นดิน มีทั้งที่เอาไว้สำหรับปลูกต้นไม้ประเภทผักสวนครัว มีร่องผัก และดงกล้วย

น้องฝ้ายบอกว่า กิจกรรมหลักๆ ที่บ้านสวนผักคุณตาคือการอบรมให้ความรู้และปฏิบัติจริง โดย 3 ปีที่ผ่านมา จะเน้นเป็นพิเศษเรื่องการปลูกผักสวนครัว...

"เข้ามาที่บ้านนี้จะเห็นรูปแบบผักหลายๆแบบ ปลูกในภาชนะต่างๆ ผักในล้อยาง ซึ่งอาจจะเหมาะกับคนที่บ้านมีแต่พื้นปูนทั้งหมด หรือเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมบ่อยๆ ก็ใช้ล้อยางซ้อนกันหลายชั้นได้ ส่วนการปลูกในภาชนะอื่นๆ เช่น กล่องโฟม กระถาง กระบะไม้ ตะกร้า ก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่หลักการผสมดิน บางคนถามว่าทำไมปลูกแล้วมันไม่โต ตาย คือบางคนอาจจะไปซื้อแค่ดินปลูกเฉยๆ แล้วใส่ไปเลย ซึ่งไม่ได้ ต้องผสมปุ๋ยให้เขานิดหนึ่ง เพราะในดินจะมีแร่ธาตุแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องมีการผสมคลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกอย่างละส่วน หรือถ้าจะให้ดี ถ้ามีแกลบดิบแกลบเผา ผสมไปด้วยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่คนเมืองจะหาไม่ค่อยได้ ดังนั้นเราก็เลยพยายามแนะนำอะไรที่ง่ายๆ สำหรับคนเมือง ถ้าไม่มีจริงๆก็เอาเศษใบไม้ผสมเขาไปเพื่อไม่ให้ดินมันแน่นเกินไป ใส่แกลบพวกนี้ มันจะได้มีรูระบายอากาศ

แล้วสังเกตภาชนะอะไรที่เราวางไว้กับพื้นปูนมันจะร้อน ดังนั้น ข้างล่างเราก็ลองด้วยกากมะพร้าวเยอะๆหน่อย จะช่วยซับน้ำ ระบายความร้อน เราต้องมีผ้ากระสอบรองก่อนสักชั้นหนึ่งเป็นเหมือนภาชนะแล้วค่อยรองกากมะพร้าวลงไปบนกระสอบ บางทีอายุของผักหรือต้นไม้ที่อยู่ในกระถาง มันก็จะแค่ช่วงอายุหนึ่งแล้วก็จะตายเพราะสารอาหารไม่เพียงพอ ลองสังเกตดู เช่น ใบเริ่มเหี่ยว ใบเหลือง และถ้าเริ่มแคระแกรน แสดงว่าสารอาหารไม่พอแล้ว เรายังต้องใส่สารอาหารช่วยอีกนิดหนึ่ง คือเรื่องของน้ำหมักชีวภาพ หรือพวกฮอร์โมนพืช ก็หมักง่ายๆ ซึ่งที่นี่เราก็สอนด้วย สอนหมดเลย มาที่นี่ได้ครบเลย น้ำหมัก เอาเศษอาหารก็ได้ เศษผักเศษผลไม้มาหมักกับกากน้ำตาล ถ้าเรามีหัวเชื้อก็ผสมน้ำใส่เข้าไป เศษอาหารทุกชนิดที่เหลือจากการทานก็ใส่ลงไปได้ แต่เราก็ควรจะดูสัดส่วนนิดหนึ่ง ถ้าอาหารเยอะเกินไปมันจะเริ่มเหม็น ถ้าเริ่มเหม็นปุ๊บ เราก็เติมกากน้ำตาลลงไป เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ย่อย แล้วก็เติมน้ำลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เติมน้ำ ก็จะเป็นหัวเชื้อแบบเข้มข้น แต่เติมน้ำลงไปด้วย มันก็จะเป็นแบบเจือจาง เอาไปใช้ได้เลย เอาไปใช้ฉีดพ่นต้นพืช ก็จะช่วยบำรุงต้นพืชให้เจริญเติบโตได้ดี"

นอกจากพืชผักสวนครัวแล้ว "ผักหวาน" ยังเห็นต้นข้าวส่วนหนึ่งปลูกอยู่ในบ่อซีเมนต์ข้างๆ บ้านอีกด้วย ซึ่งน้องฝ้ายบอกว่า เดี๋ยวนี้มีเครื่องสีข้าวขนาดเล็กๆขาย พอเก็บเกี่ยวก็เอามาสีเองได้เลย สำหรับครอบครัวๆ หนึ่งที่มีสมาชิก 2-3 คน ปลูกสัก 10 บ่อก็ได้ผลผลิตเพียงพอเลยค่ะ"

คุยกันมาถึงเรื่องผักๆ แล้ว "ผักหวาน" เลยได้โอกาสนำเรื่องจิ๋วๆ แต่แจ๋ว มาฝากคนชอบปลูกผัก นั่นก็คือ การเก็บเมล็ดพืชผักอย่างง่ายๆ โดยน้องฝ้ายแนะนำว่า

"ก็พอพืชแก่จนมีฝัก มีผล อย่างมะเขือที่ฝ้ายเคยลองเก็บ รอให้จนมันเหลือง แก่เต็มที่ อาจจะเอามาบ่มอีกนิดหนึ่ง แล้วก็ผ่า ขูดเอาเมล็ดออก จากนั้นก็ไปตากแดดให้แห้ง เอามาเก็บรักษาไว้ แล้วมาลองปลูกได้เลย เก็บได้นานเป็นเดือนค่ะ 3-6 เดือนได้ เก็บไว้ในถุงพลาสติกหรือโหล พริกก็เก็บแก่ๆ มา แล้วเอามาผ่า เอาเมล็ดออกไปตากแดด เมล็ดเหล่านี้เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะขึ้นหรือไม่ขึ้น ต้องลองเอาไปปลูกดูค่ะ คอยสังเกตว่าปลูกครั้งต่อไปมันเป็นยังไงบ้าง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าพันธุ์ที่ได้มาตอนแรกเป็นพันธุ์แบบไหน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่างกะเพรา รอแก่ปุ๊บ รูดมาปุ๊บ ตากแดดให้แห้ง เก็บรักษาไว้ โรยไปมันก็ขึ้นดีค่ะ"

นอกเหนือจากการปลูกผักแล้ว จุดเด่นของศูนย์อบรมแห่งนี้ยังอยู่ที่ความพยายามให้ผู้ที่เข้ามาอบรมหรือเยี่ยมชมได้เห็นองค์รวมของการเป็นบ้านแบบครบวงจร ซึ่งไม่ใช่แค่ปลูกผัก แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของอาหาร เรื่องการเพาะเห็ด เรื่องการพึ่งพาตนเองในเรื่องของพลังงาน เช่น การติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์

"เรากำลังพยายามทำบ้านหลังนี้ให้มีพลังงานหมุนเวียน ตอนนี้ก็คืออยู่ในช่วงที่พัฒนาไปเรื่อยๆ หลังจากติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์แล้ว เดี๋ยวก็จะมาดูเรื่องของระบบน้ำ การไหลเวียนของการใช้น้ำ อย่างน้ำที่ใช้ในตัวบ้านทำอย่างไรจะให้ไปใช้รดผักได้ อยากให้ทุกคนที่เข้ามาแล้ว สามารถได้องค์ความรู้ที่จะช่วยให้พึ่งพาตนเองได้ทุกอย่างเลย อย่างเรื่องสบู่ แชมพู ยาสีฟัน ของที่เราใช้อยู่ทุกวัน เราก็จะสอนเป็นแบบพื้นฐานๆ อย่างสบู่นี่ทำไม่ยาก ใช้น้ำมันพืชกับโซดาไฟ เอามาทำปฏิกิริยากัน ก็กลายเป็นสบู่ธรรมชาติแล้วนอกนั้น หากอยากจะเติมคุณสมบัติอะไรลงไป เช่น ใส่ขมิ้น ใส่ผงกานพลู ใส่อะไรก็แล้วแต่เราได้เลย แต่ถ้าไม่ใส่ก็เป็นสบู่ธรรมชาติธรรมดา ใช้อาบน้ำ ถูตัว ล้างหน้าได้ตามปกติ"

หลายคนอาจคิดว่า คำว่า "พอเพียง" สำหรับชีวิตในเมือง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว น้องฝ้ายยืนยันว่า เราทุกคนสามารถพอเพียงได้

"เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอจะทำเองได้โดยไม่ต้องไปเสียเงิน อาจเริ่มจากอะไรง่ายๆที่เราชอบก่อนก็ได้ อย่างวัยฝ้ายอาจจะชอบเรื่องความสวยความงาม ก็เริ่มจากศึกษาเรื่องการทำสบู่ ทำแชมพู ทำยาสีฟัน ลองไปศึกษาดูก่อน คือนอกจากเรื่องของพอเพียง มันยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย ซึ่งฝ้ายว่ามันสำคัญมากกว่า นอกเหนือจากเรื่องของการประหยัดเงินในกระเป๋า"

ผู้ที่สนใจจะอบรมกับ "สวนผักบ้านคุณตา" ปัจจุบันนี้ น้องฝ้ายบอกว่ายังไม่ได้ให้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจากยังอยู่ในโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งจะมีทุนส่วนหนึ่งที่ สสส. ให้การสนับสนุน แต่เนื่องจากมีผู้สนใจมาอบรมเยอะมาก ทุนส่วนนี้จึงรองรับได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทางศูนย์จึงใช้รูปแบบการตั้งกล่องรับบริจาคตามอัธยาศัย

"เราจะรับผู้เข้าอบรมรุ่นหนึ่งประมาณ 20 คน ทุกเสาร์-อาทิตย์สิ้นเดือน วันเสาร์รุ่นหนึ่ง อาทิตย์รุ่นหนึ่ง เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ก็อบรมเกือบจะเป็นพันคนได้แล้ว เพราะมีคนสนใจเยอะมาก นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ที่มาศึกษาดูงานจากบริษัทต่างๆด้วย และอีกอย่างหนึ่งที่มูลนิธิฯเรารับผิดชอบก็คือ รถโมบายล์ยูนิต นอกจากอบรมที่บ้านนี้แล้ว เรายังมีรถตู้วิ่งไปอบรมให้ถึงที่อีกด้วย ส่วนมากก็จะเป็นตามชุมชนที่ขอทุนมากับสสส. หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนในสลัม ในโรงเรียน หรือที่เขารวมกลุ่มกันอยากจะให้มีแปลงผักเป็นส่วนกลาง แต่ยังไม่มีความรู้ ก็มาติดต่อกับทางมูลนิธิฯของเรา เราก็จะเตรียมอุปกรณ์ให้ทุกอย่างเลยค่ะ ไปอบรมให้ถึงที่ ช่วยกันปลูกจริง ทำจริงกันในวันนั้นเลย"

คุณผู้อ่านท่านใดสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ : มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา 22 ซ.ชำนาญอักษร
ถ.พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กทม.10400 โทร.0-2617-0832 E-mail khunta62@hotmail.com หรือhttp://www.facebook.com/SwnPhakBanKhunTa และ http://www.facebook.com/khunta62