พระนางเออเชนี

ราชินีในความทรงจำ

 

พระนางเออเชนี (Eugenie) เดิมมีนามเต็มว่า เออเชเนีย มาเรีย เดอ มองติโจ เดอ กุ๊ซมาน (Eugenia Marea de Montijo de Guzmen) เป็นธิดาของผู้มีตระกูล ชาวสเปนผู้จงรักภักดีกับฝรั่งเศส โดยบิดาของเออเชนีได้สู้รบเป็นฝ่ายฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ ทำสงครามในคาบสมุทรไอบีเรีย

เออเชนีได้ผูกสมัครรักใคร่กับหลานชายของพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ คนที่ชื่อ หลุยส์-นโปเลียน (Louis-Napoleon) ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานของสาธารณรัฐฝรั่งเศสครั้งที่ ๒ (President of the Second Republic of France (๑๘๕๐-๑๘๕๒) เมื่อโอรสองค์เดียวของพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ สิ้นพระชนม์ หลุยส์-นโปเลียน จึงมองว่าตนเองควรจะสืบสายตระกูลของพระเจ้า นโปเลียนที่ ๑ ต่อไป เขาชื่นชมในฝีมือการรบของพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ ว่าเป็นยอดนักรบและนักปกครอง เขาจึงพยายามดำเนินตามรอยและศึกษาทั้งการทำสงครามและวิชาเศรษฐศาสตร์และปัญหาสังคม หลุยส์-นโปเลียน เป็นชายหนุ่มที่มีอนาคตดีที่สุด ในบรรดาคนที่มาติดพันกุลสตรีที่ชื่อเออเชนี เออเชนีจึงรับรักและเดินทางจากสเปนมาฝรั่งเศสใน ค.ศ.๑๘๔๘ ทั้งสองได้แต่งงานกันในเดือนมกราคม ค.ศ.๑๘๕๓ เมื่อ หลุยส์-นโปเลียนได้ตั้งตัวเองเป็นพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓

จักรพรรดินีเออเชนีเป็นผู้ที่สวยงามมาก ในเวลาที่แต่งองค์ทรงเครื่องเพชรแล้วงามไม่มีใครสู้ จิตรกรที่มีชื่อเสียงต่างแย่งกันวาดภาพเหมือนของพระองค์ ในวันที่ ๑๖ มีนาคม ค.ศ.๑๘๕๖ เป็นวันที่พระองค์มีความสุขมากเพราะพระโอรสซึ่งพระบิดา มารดา คาดหวังว่าจะเป็นพระรัชทายาทสืบสายตระกูลราชวงศ์โบนาปาร์ตต่อไปประสูติ จึงขนานนามตามพระเจ้านโปเลียนมหาราชผู้เป็นต้นราชวงศ์ว่า เจ้าชายนโปเลียน-เออแชน-หลุยส์ โบนาปาร์ต (Napoleon-Eugene-Louis Bonaparte) ทั้งพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีทรงมีความหวังเต็มเปี่ยมถึงอนาคตอันเรืองรองของพระราชวงศ์

เพื่อให้ราชวงศ์โบนาปาร์ตเป็นที่ยอมรับในบรรดาชาวฝรั่งเศสทุกหมู่เหล่า พระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ และพระจักรพรรดินีจึงทรงแสดงพระองค์ให้เด่นทางการเมืองยิ่งขึ้น พระจักรพรรดิทรงรับเชิญไปพูดในที่ต่างๆ และทรงเขียนบทความไปลงในหนังสือพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับนโยบายของพระองค์ที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมเจริญขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความผาสุก พระองค์ชวนให้ประชาชนคิดถึงสมัยแห่งความรุ่งเรืองในรัชกาลพระเจ้านโปเลียนมหาราชผู้เป็นต้นราชวงศ์ของพระองค์ พระจักรพรรดินีเออเชนีทรงเปิดพระราชวังรับแขกบ่อยครั้ง ทั้งราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศและทั้งชาวฝรั่งเศสเอง

พระจักรพรรดินีเออเชนีทรงสนทนาเรื่องการต่างประเทศได้อย่างเฉียบแหลม และพระจักรพรรดิทรงไว้วางพระทัยให้พระจักรพรรดินีทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินหลายครั้งเช่นใน ค.ศ.๑๘๕๙ ๑๘๖๕ และ ๑๘๗๐ ในด้านศาสนาพระจักรพรรดินีเออเชนีทรงเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัด บางครั้งพระจักรพรรดิรับสั่งเรื่องทางการเมืองอย่างเปิดเผย เช่นเรื่องความพยายามของฝรั่งเศสที่จะสถาปนาราชอาณาจักรในเม็กซิโก

พระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ เสด็จไปทำสงครามหลายครั้ง ในระยะแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงามเช่นในการรบที่ซอลเฟอริโน (Solferino) ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๘๕๙ ทำให้พระจักรพรรดิคิดว่าพระองค์เองมีเลือดอัจฉริยะในทรงการรบเช่นเดียวกับพระเจ้านโปเลียนมหาราช แต่การสงครามในสมัยของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ นั้นต้องดำเนินการทางการทูตควบคู่ไปตลอดเวลา ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตารบอย่างเดียว พระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ทรงอับโชคในแง่ที่ว่ารัชสมัยของพระองค์นั้นประจวบเหมาะกับเวลาที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาลีและชาวเยอรมันกำลังดำเนินการอยู่เหมือนกัน

กล่าวคือทางอิตาลีเคานท์คาวัวร์ (Count Cavoor) ทำการรวมชาติอิตาลีเป็นผลสำเร็จ อิตาลีไม่ได้เป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่แตกแยกกันอีกต่อไป และทางเยอรมันพระองค์ก็ต้องพบกับคู่ปรับที่เฉลียวฉลาดทางการเมืองอย่างคร่ำหวอดเช่น ออตโต ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) ผู้กำลังพยายามทำให้ประเทศเยอรมนีตั้งขึ้นอย่างเป็นปึกแผ่น

นอกจากศัตรูทางการเมืองภายนอกประเทศและภายในประเทศฝรั่งเศสเองที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพระองค์แล้ว พระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ยังมีศัตรูร้ายกาจภายในพระวรกายคือโรคนิ่วในไตซึ่งโจมตีพระองค์เป็นบางครั้งบางคราวตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๕๖ โรคนี้ทรมานทำให้พระองค์เจ็บปวดมาก ในระยะหลังโรคนิ่วนี้ก็ยิ่งทรมานพระองค์ยิ่งขึ้น และไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ในการสงครามครั้งสุดท้ายที่เซดาน
(Sedan) ที่พระองค์รบกับปรัสเซีย (เยอรมนี) พระองค์ประชวรแทบเสด็จสวรรคตกลางสนามรบจนต้องยอมแพ้ในวันที่ ๒ กันยายน ค.ศ.๑๘๗๐ พระองค์ถูกยึดอำนาจ ประเทศฝรั่งเศสกลับไปเป็นประเทศสาธารณรัฐอีกครั้งหนึ่ง คือเป็นสาธารณรัฐฝรั่งเศส

ครั้งที่ ๓ พระองค์ถูกทหารเยอรมันจับได้ แต่ทางการเยอรมันฉลาดพอที่จะเห็นว่าพระองค์เป็นเผือกร้อนๆ ซึ่งไม่มีใครอยากถือไว้ เมื่อทางเยอรมันปล่อยพระองค์ พระองค์จึงเสด็จไปรักษาโรคนิ่วในประเทศอังกฤษ การรักษาต้องถึงกับการผ่าตัด แต่การแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญพอที่จะทำการผ่าตัดไตได้อย่างปลอดภัย พระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ สวรรคตในวันที่ ๙ มกราคม ค.ศ.๑๘๗๓ ที่มณฑลเค้นท์ (Kent) ในประเทศอังกฤษ

เมื่อพระจักรพรรดิสวรรคตแล้ว ครอบครัวของพระองค์ซึ่งตามพระองค์มาประทับที่อังกฤษด้วยจึงเสด็จไปสวิตเซอร์แลนด์และประเทศอื่นๆ อีกหลายที่ ในทุกที่ที่เสด็จไปประทับอยู่พระจักรพรรดินีเออเชนีทรงรักษาพระเกียรติยศของพระองค์ไว้อย่างดียิ่ง ทรงวางพระองค์ว่าเป็นผู้นำของนักการเมืองที่ยังนิยมราชวงศ์โบนาปาร์ตอยู่ โดยทรงมีความหวังว่าวันหนึ่งพระโอรสจะได้กลับไปครองประเทศฝรั่งเศสอีก

แต่เมื่อพระโอรสสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ.๑๘๗๙ พระนางเออเชนีจึงหมดความหวัง พระองค์ทำพระองค์อยู่อย่างสงบเงียบอย่างเจ้านายสตรีที่ห่างราชบัลลังก์มาแล้ว พระนางเออเชนีทรงมีพระชันษายืนถึง ๙๔ พรรษา ทรงประชวรสวรรคตที่บ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์คือที่กรุงแมดริด (Madrid) ประเทศสเปน ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๒๐ คือภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑