สทิงพระ สงขลา โนรา โรงครู

บันทึกการเดินทาง

 

5...

โนราโรงครูทั่วไปมี 2 ประเภท คือโรงครูใหญ่ หมายถึงการรำโนราโรงครูเต็มรูปแบบ ต้องทำต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืน โดยเริ่มวันพุธไปสิ้นสุดในวันศุกร์ แล้วต้องทำเป็นประจำทุกปี หรือทุกสามปี ทุกห้าปี ด้วยใช้เวลาเตรียมนาน และทุนทรัพย์สูง จึงเป็นการยากที่จะทำพิธีได้ ส่วนโรงครูเล็ก หมายถึงการรำโนราโรงครูย่นย่อ เรียกว่า การค้ำครู ใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน หนึ่งคืน ตามปกติเริ่มตอนเย็นของวันพุธ แล้วไปสิ้นสุดในวันพฤหัสบดี การรำโนราโรงครูทั้งสองประเภท มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน แต่จะขึ้นอยู่กับสภาการณ์และความพร้อม

วัดท่าคุระ ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มริมทะเลสาบสงขลา ล้อมรอบด้วยทุ่งนา และบ้านเรือนของราษฎร มีอาคารเสนาสนะ หรือปูชนียวัตถุสำคัญๆ อย่าง พระประธานในพระอุโบสถ ที่มีพระเพลากว้าง 1 เมตร เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2200 ส่วนรูปเจ้าแม่อยู่หัว สร้างด้วยทองคำ ว่ากันว่าได้รับมาจากเจ้าเมืองพัทลุง และพระประธานในศาลาการเปรียญ เป็นพระพุทธรูปประทับยืน ความสูงประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งขณะนี้เราก็กำลังยืนอยู่ข้างศาลา แล้วพิธีที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป คือพิธีสมโภชและสรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัว หรือพิธีงานตายายย่าน โดยส่วนหนึ่งมีการจัดสำรับด้วยขนมพอง ขนมลา ขนมโค แล้วนำมารวมกันที่วัดแห่งนี้

ในการทำขนมเซ่นบวงสรวงนั้น หากใครมีบุตรชายให้ทำขนมโค มีลักษณะคล้ายขนมต้มขาว สอดไส้ด้วยน้ำตาลแว่นคลุกมะพร้าว ถ้ามีบุตรหญิงให้ทำขนมพองหรือขนมลา เป็นขนมพื้นเมืองที่นิยมทำในวันสารท เอามาถวายวัดและเลี้ยงดูให้คณาญาติ อีกส่วนมีการสมโภช หรือแก้บนด้วยการรำโนรา ต่างก็เข้ามาผลัดเปลี่ยนกันรำแก้บน อย่างบนว่าจะรำเป็นพราน ก็เอาหัวพรานมาสวมใส่ แล้วรำพอเป็นพิธีท่าสองท่า โดยจะทำในวันพุธแรกของข้างแรมเดือนหก ซึ่งเริ่มด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ออกมาจากผอบที่ประดิษฐานอยู่ภายในห้องภายในมณฑป

โดยมีการจัดเตรียมเครื่องถวาย ได้แก่ เชี่ยน (ตะกร้า) หมากพลู เสื่อ หมอน จากนั้นให้ผู้ชายนุ่งห่มขาวคล้ายพราหมณ์ พร้อมด้วยคณะพระสงฆ์ 3 รูป ทำพิธีอัญเชิญเจ้าแม่อยู่หัว เป็นพระพุทธรูปทองคำปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 2 เซนติเมตร สูงประมาณ 2.5 เซนติเมตร เชื่อกันว่า หล่อขึ้นที่ตำบลท่าคุระ เมื่อประมาณ 300 ปี ต่อด้วยการแกะผ้าที่ห่อหุ้มอยู่ถึง 9 ชั้น 9 สี (ยกเว้นสีดำ) แต่ละชั้นผูกมัดด้วยสายสิญจน์ พร้อมมีพระสงฆ์สวดบังสุกุล เมื่ออัญเชิญเจ้าแม่อยู่หัวออกมาแล้ว ก็จะประดิษฐานในที่สรงน้ำในมณฑป

เจ้าแม่อยู่หัว หมายถึงพระพุทธรูปทองคำ สร้างแทนตัวบุคคลที่ชาวบ้านท่าคุระ หรือคนทั่วไปให้ความเคารพนับถืออย่างมาก บรรพบุรุษสร้างเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว อันเป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่นหลังได้เคารพสักการะบูชาสืบต่อมา รวมทั้งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ลูกหลานเกิดความรักใคร่หรือความสามัคคี โดยความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าแม่อยู่หัว ทางด้าน พระครูพิพัฒน์ธรรมจารี เจ้าอาวาสวัดท่าคุระ เล่าว่า เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีเมืองหนึ่งน่าจะเป็นเมืองนครในปัจจุบัน เจ้าเมืองมีโอรสหนึ่งพระองค์ นามว่า พระหน่อ พระชนมายุประมาณ 9-10 พรรษา เป็นที่รักใคร่ของพระบิดา มารดา และเหล่าอาณาราษฎรทั่วไป

นอกจากมีความเฉลียวฉลาดแล้ว ยังพูดจาไพเราะอ่อนหวาน พระหน่อมักลงสรงน้ำที่ท่าน้ำเป็นประจำ วันหนึ่งพระหน่อก็หายไปราวกับเกิดปาฏิหาริย์ พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี รับสั่งให้โหราธิบดีตรวจดวงชะตา แล้วกราบทูลว่า ดวงชะตาของพระหน่อยังไม่ถึงชีวิต เพียงแต่ตกอยู่ในพระเคราะห์เล็ก ขอให้ติดตามไปทางทิศใต้ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรับฟัง ก็ตรัสให้เหล่ามหาดเล็ก จัดกำลังพลแยกย้ายติดตาม ณ หมู่บ้านพราหมณ์ทางทิศใต้ ตาพรหม และยายจัน ครอบครัวที่ไม่มีบุตรหลาน ทำนา หากุ้ง หาปลาอย่างพอเพียง รุ่งเช้าตาพรหมออกไปหาปลา แล้วเหลือบเห็นสิ่งหนึ่งลอยติดตลิ่ง พบว่าเป็นเด็กผู้ชาย มีชีพจรทำงานปกติ

ตาพรหมปฐมพยาบาลจนได้สติ แล้วยกร่างขึ้นบ่าพากลับบ้าน เวลาล่วงเลยไปหลายวัน พระหน่อปลอดภัยแข็งแรงขึ้น ตายายสอบถามความเป็นมา แล้วจับใจความได้ว่า คือพระหน่อ จึงพร้อมใจกันปกปิดความจริงไว้ก่อน ด้วยเกรงอันตรายจะมาถึงพระหน่อ ต่อมามีผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากมาย ทำให้เกิดความเคารพนับถือ ด้วยต่างเข้าใจว่าเป็นเด็กที่มีบุญญาบารมี ขณะที่พวกมหาดเล็กก็เดินทางมาถึง ต่างสังเกตพฤติกรรมของพระหน่อ แล้วต่างมั่นใจว่า เป็นพระหน่ออย่างแน่นอน เพียงแต่ผิวพรรณหมองคล้ำ แต่งกายในแบบชาวบ้านทั่วไป ตายายเมื่อทราบว่า พวกทหารจะมารับกลับเมือง ต่างก็เสียใจเป็นอย่างยิ่ง

พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ รับสั่งให้ออกเดินทางสู่บ้านพราหมณ์ เมื่อพระราชบิดา มารดาได้พบพระโอรส ต่างรู้สึกปีติยินดีเป็นล้นพ้น เมื่อทำพิธีรับขวัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องนำพระหน่อกลับเมือง พระราชินีตระหนักในความรักของตายาย และความจงรักภักดีของชาวบ้าน จึงรับสั่งนายช่างทองตีทองให้แผ่กว้าง แล้วสลักเป็นรูปพระหน่อขึ้น เรียกว่า เจ้าแม่อยู่หัว เพราะพระราชินีเป็นผู้มอบให้ไว้ ชาวบ้านต่างพร้อมใจกัน ยึดเอาวันพุธแรกข้างแรมเดือนหก จัดงานพิธีสมโภชเจ้าแม่อยู่หัว ต่อมาบางคนขอตัดแผ่นทองคำ เพื่อนำไปบูชาที่บ้านตนเอง หรือบางคนก็ขโมยไปขาย ทำให้แผ่นทองคำสึกกร่อนลงทุกที ความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี และพระหน่อ เลยตรัสให้เอาแผ่นทองคำที่เหลือ หล่อเป็นพระพุทธรูปเก็บไว้ในผอบ ในปีหนึ่งจะเห็นเพียงครั้งเดียวตอนสรงน้ำ ซึ่งทำต่อเนื่องกันมานับร้อยปีแล้ว

ส่วนที่เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม ทางพระคุณเจ้าได้กล่าวให้ฟังต่อว่า "วัดท่าคุระ ตำบลคลองรี อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เดิมมีนามว่า วัดท่าทอง สร้างเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ.2210 ที่บริเวณหน้าวัดมีต้นคุระมากมาย จึงได้เปลี่ยนนามมาเป็นวัดท่าคุระ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ.2400 ตามประเพณีที่ได้ประกอบพิธีสมโภชและสรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัวมีมาเป็นระยะเวลาช้านานแล้ว สมัยอยุธยาตอนต้น เรียกประเพณีงานนี้ว่า พิธีงานตายายย่าน มีประวัติเล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากนำแผ่นทองหล่อเป็นพระพุทธรูป เรียกว่าพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าคุระแห่งนี้

...พร้อมกับมีพิธีสมโภชเจ้าแม่อยู่หัวเรื่อยมา ครั้งแรกเริ่มจัดงานที่บ้านสะแม หรือวัดสะแม ปัจจุบันเป็นโรงเรียนเทศบาลบ้านสะแม ส่วนวัดท่าคุระแห่งนี้เชื่อกันว่า ตาพรหม-ยายจัน เป็นผู้สร้างขึ้นมา โดยจัดงานพิธีสมโภชในวันพุธแรกเป็นวันเริ่ม พอวันพฤหัสจะมีการรำโนราโรงครู ให้คนที่บนบานศาลกล่าวแก้บนกัน ส่วนที่บนบวชนาคบวชชี หรือบนนำหนังตะลุง หรือมโนรามาแสดง จะแก้บนเป็นวันไหนก็ได้ คนที่มาบนบานศาลกล่าวกัน โดยส่วนมากบนให้หายเจ็บไข้ ก็มักแก้บนด้วยการบวชชี ส่วนที่บนของให้มีลูกหลาน ก็แก้บนด้วยการถวายข้าวฮาย หรือขนมโค ขนมลา รวมถึงการรำโนราก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้บน

...หากกล่าวย้อนไปที่องค์เจ้าแม่อยู่หัว จะมีทั้งหมด 3 องค์ด้วยกัน โดยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปัจจุบันเหลือเพียง 2 องค์เท่านั้น คื เจ้าแม่อยู่หัวที่มีขนาดองค์เล็กๆ ส่วนพระพี่เลี้ยงมีขนาดองค์ใหญ่กว่า องค์ที่หายไปไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน พระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัวเก็บรักษาไว้ในผอบ แล้วห่อหุ้มด้วยผ้าเจ็ดสี สมัยก่อนห่อผ้าเอาไว้ถึง 108 ชั้น แต่ละชั้นจะพันด้วยสายสิญจน์ทุกชั้น ตอนนี้ก็เลยประยุกต์แค่ห่อด้วยผ้าเจ็ดสี ตั้งแต่ครั้งโบราณมาแล้ว มีการสั่งให้นำองค์เจ้าแม่อยู่หัวออกมาเฉพาะในช่วงวันงานประเพณีเท่านั้น คือวันพุธแรก ข้างแรม เดือนหก ช่วงวันอื่นๆ ห้ามนำผอบมาแกะผ้าออก เพื่อจะชมบารมีขององค์เจ้าแม่อยู่หัวเด็ดขาด เว้นแต่มีพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ เสด็จฯมาเพื่อชมในบารมีเจ้าแม่อยู่หัว ถึงจะนำผอบมาแกะผ้าชมกันได้ พลังมวลชนมาขอให้แกะก็ไม่ได้

...อาตมาบวช และจำพรรษา เมื่อ พ.ศ.2513 ปีนั้นเจ้าอาวาสไม่สามารถปฏิบัติกิจได้ อาตมาจึงเป็นผู้อัญเชิญมาโดยตลอด แม้ปัจจุบันอาตมาไปจำพรรษาที่ไหน ก็ต้องกลับมาทำพิธีไม่เคยขาด ทางวัดของเราจัดงานสมโภชมานานแล้ว จนกระทั่งปูย่า ตายายก็จำกันไม่ได้ เพราะสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ขณะนี้มีหนทางสะดวกในการสัญจร พร้อมกับเจ้าหน้าที่ในองค์กรต่างๆ ก็เข้ามาช่วยเหลือให้งานดำเนินด้วยดี ผู้คนเดินทางเข้ามาร่วมงานทวียิ่งขึ้น จากจำนวนสามถึงห้าหมื่น กลายเป็นแสนแสนคนแล้วนะ หรือดูจากสถิติจำนวนรายได้ในแต่ละปี...เพิ่มขึ้นๆ ปีที่แล้วได้ประมาณห้าแสนบาท ก็เอาไปบูรณะโบราณสถานในวัด"

หลังจากพระคุณเจ้า พระครูพิพัฒน์ธรรมจารี ประพรหมน้ำมนต์ให้เป็นสิริมงคล เราต้องเดินทางกลับบ้านกันแล้ว แต่ยังก่อน...ระหว่างทางแฉลบไปแถวบ้านสนามชัย เพื่อดูการทำน้ำตาลแว่นสักแป๊บนึง ต่อเมื่อเราพากันเดินลงจากรถ ก็ตรงไปที่เพิงไม้โล่งติดกับตัวบ้าน เห็นหญิงสาวเลยวัยกลางคนหลายคน ขะมักเขม้นเร่งมือทำน้ำตาลแว่นพอดี ไม่ได้การแล้วละ...ต้องเข้าไปตีสนิทพูคคุยกันเสียหน่อยว่า น้ำตาลแว่นมีวิธีการทำกันอย่างไร แล้วเราก็ได้ความรู้กลับมาคร่าวๆว่า เริ่มด้วยการซื้อน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง มาในราคาขีดละ 950 บาท แล้วมาผสมน้ำตาลทรายให้แข็งตัวง่ายขึ้น ตามด้วยการเคี่ยวในกระทะใบบัวสัก 20 นาที

จากนั้นนำมาหยอดในวงหรือแว่น ที่ทำมาจากใบตาลโตนด พอปล่อยให้น้ำตาลเย็นตัวแล้ว ก็เก็บใส่ในภาชนะหรือนำออกจำหน่าย โดยบรรจุใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 28 บาท เมื่อทราบถึงสนนราคาขึ้นมา แล้วบรรดาผองเพื่อนขอออเดอร์ กลับไปเป็นของฝากคนละหลายถุง สำหรับการเดินทางกลับของเรา ต้องไปขึ้นเครื่องบินกันที่เมืองหาดใหญ่ เลยทำให้รู้ว่า หาดใหญ่ มาจากชื่อหาดทรายขาว มีอาณาบริเวณกว้างตรงคลองอู่ตะเภา หรืออาจจะมาจากชื่อ ต้นมะหาดใหญ่ โดยหาดใหญ่อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 28 กิโลเมตร เป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์

เนื่องด้วยอยู่ห่างจากด่านสะเดา 60 กิโลเมตร ทำให้หาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจการค้า การขนส่ง การสื่อสาร การคมนาคม และการท่องเที่ยวที่สำคัญ หรือจะเรียกว่า สวรรค์ของนักช็อปที่ชื่นชอบการจับจ่ายซื้อข้าวของอย่างที่ตลาดสันติสุข จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง ส่วนตลาดกิมหยงที่กำลังเดินอยู่ขณะนี้ มีการจำหน่ายของแห้ง ผลไม้สด รังนก ผ้า และสินค้ามาจากเมืองจีน ในราคาที่สามารถต่อรองกันได้ ซึ่งก็แล้วแต่ทักษะเฉพาะตัวผู้ซื้ออีกด้วย ผมกะว่า...จะไม่ยอมเสียตังค์ซื้อของกลับแล้วเชียว ต่อเมื่อเห็นเรียงรายวางขายลานตา ทำให้หมดเงินไปเป็นพันบาท

นี่ถือเป็นมนต์ขลังของตลาดในหาดใหญ่ ที่ยังไม่เคยเสื่อมคลายจากใจนักท่องเที่ยว ที่ต้องมาแวะจับจ่ายใช้สอยอย่างเพลิดเพลิน ทว่าทริป "บันทึกการเดินทาง" ตามเส้นทาง "สทิงพระ สงขลา โนรา โรงครู" ที่เวียนท่องเที่ยวภายในจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง ยังมิอาจให้จบสิ้นทริปไปได้ง่ายๆ ด้วยทางทีมงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ ได้มีการปล่อยทีเด็ดส่งทิ้งท้ายให้กับเรา ทำให้เกิดหน้าแทรกในแบบอะเมสซิ่ง โดยทีมงานเขาพามาชม เจดีย์ไตรภพไตรมงคล หรือเจดีย์สเตนเลสส์ อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำด้วยวัสดุสเตนเลสส์ ตั้งสถิตโดดเด่นเป็นสง่า อยู่บนยอดเขาคอหงส์

เจดีย์ไตรภพไตรมงคล ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านในไร่ ถนนปุณณกัณฑ์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี เป็นศูนย์รวมใจในพระพุทธศาสนา ทั้งเป็นการสืบสานด้านวัฒนธรรม ประเพณี หรือขนบธรรมเนียมไทย ที่สำคัญเป็นการเผยแพร่ประวัติและพุทธจริยวัตร ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมาะสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไปได้มาเรียนรู้ องค์ประธานประจำวันเกิด เดือนเกิด และปีนักษัตรเกิดของตนเอง อันเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรม ตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ อีกทั้งเป็นการร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

โดยมีการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 4 ปีจอ แล้วมีการขึ้นยอดเสากลางเจดีย์ ในวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2549 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 7 และมีการทำบุญยิ่งใหญ่ เมื่อวันอังคารที่ 26 กันยายน 2549 ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 โดยสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 160 วัน จุดเด่นของเจดีย์ไตรภพไตรมงคล เป็นเจดีย์ที่มีความงดงามแปลกตาอย่างมาก ตัวองค์เจดีย์ประกอบด้วยสเตนเลสส์ทั้งหมด ภายในแบ่งเป็นห้องหลายห้อง เล่าถึงพุทธประวัติ หรือเรื่องราวต่างๆ ส่วนทางขึ้นมาที่บริเวณเจดีย์ได้นั้น มีทางขึ้นอยู่ด้านหลังของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สาระความรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งในด้านวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม ความศรัทธายึดมั่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ผมได้สัมผัสในช่วงระยะเวลาสามคืนสี่วัน นับเป็นเพียงบางส่วนที่เล็กน้อยเหลือเกิน หากเปรียบเทียบกับทั้งหมดที่มีมากมายอยู่ภายในจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตอันสงบเรียบง่ายอย่างมีครรลอง ควรให้การจดจำศึกษาในด้านประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรมที่กลายเป็นต้นแบบอันงดงาม ส่งผลให้เกิดความสามัคคีด้วยพลังศรัทธายึดมั่น จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นมรดกที่ทรงคุณค่ามหาศาล ตกทอดมาสู่ผู้คนชาวไทย ให้ได้สืบสานกันต่อไปนะครับ