นันทบุรี ศรีนคร... "น่าน"

สรรหามาเที่ยว
ช่างภาพ: 

หลายๆจังหวัดในประเทศไทย มีชื่อเดิมในประวัติศาสตร์ต่างๆกัน อย่างเช่น ถ้าพูดถึงเมืองบางกอก เราก็ทราบทันทีว่าหมายถึงกรุงเทพมหานคร เมืองแปดริ้ว คือฉะเชิงเทรา เมืองชากังราคือกำแพงเพชร แต่ถ้าเอ่ยชื่อเมือง "นันทบุรี" หลายท่านอาจฟังดูไม่คุ้นนัก เพราะเมืองนี้เป็นเมืองชายแดนทางภาคเหนือเขตแดนไทยติดกับประเทศลาว เป็นเมืองปิด สมัยเมื่อ 50 ปีก่อน มีถนนเข้าสู่เมืองสายเดียวโดยผ่านทางจังหวัดแพร่ เมืองล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ทางทิศเหนือมีภูเขาผีปันน้ำ ยาวตลอดลงมาเป็นเขตกันระหว่างไทยกับลาว เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า "ดินแดนสุดขอบฟ้าล้านนาตะวันออก" ที่หลายคนยังมาไม่ถึง แต่ถ้าได้มาแล้วทุกคนจะหลงรักในความเป็นเมืองที่สงบงาม ท่ามกลางศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติอันสวยงาม และอุดมไปด้วยวัดวาอารามที่เก่าแก่มากมาย สมชื่อ นันทบุรี ที่เราคุ้นเคยว่า "น่าน" จริงๆ

ตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า เมืองน่านได้มีกำเนิดเป็นหลักฐานครั้งแรกที่เมืองวรนคร (เมืองปัว) ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดน่านในปัจจุบัน ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระยาภูคาเจ้าเมืองย่าง (อยู่ในท้องที่ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว) มีราชบุตรสององค์ องค์พี่ชื่อ "ขุนนุ่น" องค์น้องชื่อ "ขุนฟอง" เมื่อเจริญวัยขึ้น พระมหาเถรแตงได้สร้างเมืองทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขง ชื่อว่า "จันทบุรี" ( หลวงพระบาง) ให้แก่ขุนนุ่นผู้พี่ แล้วสร้างเมืองริมฝั่งแม่น้ำน่าน ชื่อว่า "วรนคร" ให้แก่ขุนฟองผู้น้อง และปันอาณาเขตของสองเมืองขึ้น คือฝ่ายวรนครทิศเหนือถึงเมืองท่านุ่นริมฝั่งแม่น้ำโขง ทิศใต้สุดศาลเมืองล่าง (เข้าใจว่าเป็นเมืองย่าง) เป็นแดน กาลเวลาดังกล่าวตกอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าพ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย ทางอาณาจักรลานนาก็มีพระยางำเมืองเป็นเจ้าเมืองพะเยา และพระยาเม็งรายเป็นเจ้านครเชียงราย ในขั้นแรกที่สร้างเมืองนี้ขึ้นนั้น ไม่ปรากฏศักราชว่าเป็นพุทธศักราช 1865 ต่อเมื่อเจ้าเมืองวรนครได้ล่วงไปแล้วถึง 2 องค์ ถ้าจะคาดคะเนตามเหตุการณ์ในพงศาวดารเมืองน่านตอนนี้และนับถอยหลังหวนไปหาการตั้งเมืองวรนครแล้ว ก็ไม่เกิน 40 ปี คือประมาณ พ.ศ.1825

แต่ตามพงศาวดารโยนกที่กล่าวตามตำนานเมืองเชียงแสนอันว่าด้วยลำดับวงศ์จักราช ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของลานนาในเมืองเชียงราย กล่าวว่า นับตั้งแต่ลาวจักราชไปได้ 12 ชั่วกษัตริย์ถึงพระยาลาวจังกาเรือนแก้ว ก็เสียเมืองไชยวรนครเชียงรายให้แก่พระยาน่าน หรือนันทบุรี ผู้ชื่อว่า "พระยากือคำล้าน" ราว พ.ศ.1518ประการหนึ่ง กับเมื่อขุนเจืองกษัตริย์เมืองพะเยา ลำดับที่ 2 มีอายุได้ 16 ปี คือ พ.ศ.1657 ได้มาคล้องช้าง ณ เมืองน่าน พระยาน่านผู้มีนามว่า "พลเทวะ" ยกราชธิดานามว่า "พระนางจันทรเทวี" ให้เป็นภรรยาของขุนเจืองประการหนึ่งหรือในขั้นหลังที่สุด เมื่อขุนเจืองได้ปราบดาภิเษกครองเมืองแกวได้ 14 ปี คือ พ.ศ.1691 มีโอรสกับพระนางอู่แก้วราชธิดาพระยาแกว 3 องค์ ผู้พี่ชื่อ "ท้าวอ้ายผาเรือง" ผู้กลางชื่อ "ท้าว ยี่คำหาว" ผู้น้องชื่อ "ท้าวสามชุมแสง" ครั้นราชกุมารทั้งสามเจริญวัยแล้ว จึงยกราชสมบัติเมืองแกวให้แก่ท้าวอ้ายผาเรืองผู้เป็นราชโอรสองค์ใหญ่ แล้วโอรสผู้กลางชื่อท้าวยี่คำหาวให้ไปเป็นพระยาครองเมืองลานช้าง และโอรสผู้น้องอันชื่อท้าวสามชุมแสงมา เป็นพระยาครองเมืองนันทบุรี (น่าน)

แต่ละตำนานที่ได้กล่าวมาแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า เมืองน่านเดิมได้ตั้งเป็นรากฐานขึ้นในครั้งใดก็ดี แต่ตามเรื่องราวของเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองน่านในสมัยต่างๆ ทำให้เห็นว่าเมืองน่านได้ตั้งมานานแล้วเท่าๆกับหรือเก่าแก่กว่าเมืองโบราณบางเมืองในลานนาไทยด้วยกัน ซึ่งต้องมีหลักฐานมาก่อนตั้งที่เมืองวรนครนี้ ในรัชสมัยของ พระเจ้าพ่อรามคำแหง (พ.ศ.1820-1860) ปรากฏในศิลาจารึกว่าเมืองน่านเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นแก่กรุงสุโขทัยเมืองหนึ่ง จึงเข้าใจว่าเมืองน่านในครั้งนั้นมีกำเนิดขึ้นด้วยอายุอันช้านาน และรวมกันตั้งอยู่เป็นบ้านเมืองมีเขตแดนเป็นปึกแผ่นแล้วอีกด้วย แม้ยังไม่กว้างขวางใหญ่โต แต่ก็คงเป็นเมืองชั้นราชธานี จึงจัดเข้าอยู่ในอันดับว่าเป็นเมืองประเทศราชเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ที่ขึ้นแก่กรุงสุโขทัย

น่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ประมาณ 11,472 ตารางกิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 17 ไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ 668 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลาดชันและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องใช้ความระมัดระวังและเคารพกฎจราจรเป็นพิเศษ กว่าเราจะไปถึงเมืองน่านก็เป็นเวลาบ่าย ขณะที่ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกมากขึ้น รถของเราก็เคลื่อนเข้าใกล้ใจกลางเมืองน่านเรื่อยๆ จนถึงบริเวณลานลีลาวดีที่สวยงามหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางรายรอบไปด้วยวัดสำคัญต่างๆ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร และวัดหัวข่วง เราลงจากรถเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย ไปตามทางเดินยาวที่มีลีลาวดีสองฟากฝั่งโค้งรับกันเป็นซุ้ม นึกในใจว่าใครช่างสร้างเมืองนี้ขึ้นมาหนอ สวยงามราวกับเมืองในเทพนิยาย การออกแบบ การวางผังช่างเหมาะเจาะ เหมือนจะมองเห็นว่าในอนาคตข้างหน้า เมืองนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนต่างบ้านต่างเมืองหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมศิลปวัฒนธรรม เพราะเมื่อมายืนตรงจุดนี้แล้ว ไม่ว่าหันหน้าไปทางใด ก็สามารถเดินชมวัดวาอาราม โบราณสถาน หรือหาของอร่อยๆทานได้อย่างสะดวก

หลังจากเที่ยวชมสถานที่สำคัญนี้แล้ว เราก็เดินทางเข้าที่พัก เก็บสัมภาระก่อนเริ่มตระเวนไปรอบๆเมืองอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็โบกมือลา เลยยามค่ำไปไม่นาน เมืองน่านก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบ ในความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ เวลาสองสามทุ่มยังหัวค่ำอยู่มาก ส่วนใหญ่ยังติดอยู่บนท้องถนน ยังกลับไม่ถึงบ้านด้วยซ้ำ แต่ที่น่านบรรยากาศช่วงสามทุ่ม ย่านการค้ากลางเมืองก็ร้างผู้คน แม้จะเงียบแต่ไม่เปลี่ยว เพราะไฟส่องสว่างตามถนนในเมืองน่านสว่างไสว ย่านบ้านเรือนในซอยในชุมชนก็มีไฟส่องสว่างไปทั่ว น่านเป็นเมืองที่เกิดอาชญากรรม โจรกรรมน้อยมาก ว่ากันว่าจอดรถถีบ (จักรยาน) ไว้ได้โดยไม่ต้องล็อค

ก่อนสามทุ่มเราไปเดินเล่นที่ "กาดน่าน" ตลาดแห่งใหม่ใจกลางเมืองน่าน (ตรงข้ามเทศบาลและ อบจ.น่าน) บนถนนมหาวงศ์ (ถนนเส้นที่ไปสนามบิน) เปิดเมื่อต้นปี 54 เป็นศูนย์การค้าในอาคารสถาปัตยกรรมล้านนาร่วมสมัย กาดน่านก็หมายถึง "ตลาดน่าน" นั่นเอง เราเดินเล่นดูของใช้มากมาย หลายร้านเน้นไปโชว์ไอเดียกิ๊บเก๋ บางร้านก็เน้นแนวอนุรักษ์นิยมเป็นของตกแต่งบ้านแบบโบราณ "อุทยานการค้า" เนื้อที่เกือบเก้าไร่แห่งนี้สไตล์คล้ายๆ กับ Palio ที่เขาใหญ่ หรือเพลินวาน ที่หัวหิน น่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่ในจังหวัดน่าน สินค้าต่าง ๆ อาทิเ ของฝากของที่ระลึก เสื้อผ้าพื้นเมือง เสื้อผ้าแฟชั่นของตกแต่งบ้าน สินค้าไอที หน่วยบริการนักท่องเที่ยว ร้านค้ามีการตกแต่งดีไซน์สไตล์บูติคย้อนยุคสไตล์น่าน จะเรียกว่าเป็นถนนคนเดินที่น่านก็คงไม่ผิด น่าเดินช็อปปิ้งและถ่ายรูปเล่นค่ะ

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าแล้ว เราก็ไปเดินทางไปไหว้พระ ที่วัดต่างๆในตัวเมืองน่าน แต่ละวัดมีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมสวยงามแบบล้านนา งดงามแปลกตาแตกต่างไปจากศิลปกรรมภาคกลางที่เราคุ้นเคย วัดในเมืองน่านไม่มีแผงขายดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ ยกเว้นที่วัดพระธาตุแช่แห้ง ดังนั้น ถ้าใครอยากมีดอกไม้ไปบูชาพระก็หาจากในตลาดไปเลย ไปถึงวัดจะมีที่ให้วางดอกไม้บูชาอยู่หน้าพระประธาน จากนั้นเราก็หาข้าวซอยน่านทานเป็นมื้อกลางวัน

หลังอาหารกลางวันเราตรงไปที่ "ร้านขนมหวานป้านิ่ม" ค่ะ เพราะเป็นร้านขนมหวานที่ดังในโลกสื่อสารไร้พรมแดนอย่างอินเทอร์เน็ต ว่ากันว่าใครมาเที่ยวน่าน หากพลาดแวะชิม จะตกเทรนด์นักท่องเที่ยวฮิปๆกันไปเลยทีเดียว นอกจากขนมอร่อยด้วยฝีมือเก่าแก่มากกว่า 30 ปีแล้ว ป้านิ่มยังให้ความเป็นกันเอง ทักทายพูดคุยกับลูกค้าที่แวะมาอุดหนุน จนแม้แต่พี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง ยังเล่าถึงยิ้มสดใสของป้านิ่มเอาไว้ในเพลง "น่านนะซิ" ด้วยนะคะ ฟังมาว่าความสุขของป้านิ่มคือ การได้เห็นลูกค้าทานขนมจนเกลี้ยงถ้วย เพราะแสดงว่าลูกค้าเขามีความสุขกับขนม ป้านิ่มคงร่ำรวยความสุขมากอยู่ เพราะเห็นมีลูกค้าแวะเวียนมากินกันเกลี้ยงถ้วยอยู่ไม่ขาดสาย โดยเฉพาะขนมบัวลอยไข่หวานที่เป็นขนมถ้วยเด่นของที่นี่ นอกจากพวกขนมร้อนแล้วก็ยังมีไอศครีม สลิ่ม รวมมิตร ลอดช่อง หรือถ้ารักพี่เสียดายน้อง จะสั่งแบบผสมกันมาก็ยังได้ มากินขนมที่นี่ เข้าแล้วก็แวะมาสั่งขนมก่อน เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอที่โต๊ะได้เลย เดี๋ยวเขาจะยกไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะอีกที ส่วนน้ำดื่มก็เหมือนธรรมเนียมของร้านทั่วไปในเมืองน่านก็คือ เป็นระบบบริการตัวเอง มีน้ำดื่มสะอาดและแก้วน้ำจัดวางไว้ให้ ร้านเปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึง 4 ทุ่มครึ่ง

ระหว่างขับรถวนเวียนอยู่ในเมืองนั้น เราเห็นร้านขายส้มลูกขนาดพอดีกำมือ สีส้มสุกปลั่งเหมือนทอง เรียงรายตามเส้นทางรอบเมืองทิศตะวันตก ใกล้ๆกับวิทยาลัยเทคนิคน่านเป็นย่านที่มีแผงขาย "ส้มสีทอง" จอดรถได้สะดวก มีให้เลือกหลายร้าน สะดวกเวลาไหนก็มาแวะซื้อเป็นของฝากติดมือกลับบ้านได้ เพราะร้านเปิดกันตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงช่วงค่ำ

อันที่จริงส้มสีทองก็คือ ส้มเขียวหวานนี่ล่ะ แต่พอถูกเอามาปลูกที่น่าน ด้วยภูมิอากาศที่ร้อนเย็นต่างกันในช่วงกลางวันกับกลางคืนได้ระดับที่เหมาะจึงทำให้ผิวส้มมีสีทองสวย ส้มสีสวยแล้วรสชาติจะเป็นยังไง ไปถึงแล้วต้องลองชิมกันดู ช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่ส้มออกมาให้ได้ชิมกันพอดี ว่ากันว่าส้มสีทองที่อร่อยต้องมาจากแหล่งปลูกที่ อ.ทุ่งช้าง เขาก็เลยเรียกกันว่า "ส้มทุ่งช้าง"ค่ะ

ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองน่าน เราซึมซับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและความมีน้ำใจของคนน่านได้มากมาย ครั้งหนึ่งที่เราหาสถานที่แห่งหนึ่งไม่เจอ จึงถามทางกับร้านขายกาแฟในตอนเช้าที่เราไปนั่งดื่มกัน คุณพี่เจ้าของร้านก็อธิบายทางให้เราฟังอย่างละเอียด และคงเห็นหน้าเรายังมีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่เต็ม เธอก็ไปดึงเพื่อนบ้านอีกคนมาช่วยอธิบาย แต่คงยังเห็นเครื่องหมายคำถามตกหล่นอยู่บนหน้าเราอยู่อีกนิดหน่อย เธอจึงเดินเข้าบ้านไปเอาปากกากับกระดาษมาวาดแผนที่ให้ ช่างมีน้ำใจกับคนแปลกหน้าอย่างเรามากมายเหลือล้น แบบที่ไม่เคยพบเห็นในจังหวัดใดๆมาก่อน

หลายคนบอกเราว่า "คนน่านนิสัยน่ารัก ตรงไหนที่เป็นช่องทางเดินเข้าออกของตลาด เขาก็ไม่จอดรถจักรยานยนต์ปิดทาง แต่เว้นช่องให้คนเดินเข้าออกได้" ....เป็นสามัญสำนึกพื้นฐานที่พบหาได้ยากแล้วในสังคมสมัยนี้