เติมปุ๋ยดีๆให้กับชีวิตในแบบของ จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง

นัดพบ

ในวันที่แหลมตะลุมถูกพายุพัดถล่มอย่างหนัก เป็นเวลาเดียวกับที่เด็กชายคนหนึ่งได้ลืมตาดูโลกที่เกาะสมุย พ่อกับแม่ตั้งชื่อให้ลูกชายว่า "จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง" ในวัยเด็ก เขาอวดใครต่อใครว่า มีหาดทรายแสนกว้างเป็นสนามวิ่งเล่น มีท้องทะเลเป็นห้องเรียนมีชีวิต มีใต้ถุนบ้านเป็นที่หัดเรียนเขียนอ่าน พอวัยถึงเกณฑ์เข้าเรียน "เด็กชายศุ" ข้ามฟากมาเรียนที่โรงเรียน ภปร. ราชวิทยาลัย จนจบชั้น มศ.3 หลังจากนั้นจึงตัดสินใจมาเรียนต่อมัธยมปลายที่วัดนวลนรดิส และสอบเอ็นทร้านซ์ได้ที่รั้วจามจุรี เป็นนิสิตใหม่ของคณะนิเทศศาสตร์

ในรั้วมหาวิทยาลัยโลกช่างกว้างและแสนอิสระ ความผูกพันกับชนบททำให้เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของการออกค่ายอาสา แต่งเพลงประกอบการแสดงละครของคณะ ลงมือเขียนบท และทำในสิ่งที่เขาฝัน นั่นคื การเป็นนักเขียน แม้ชีวิตในมหาวิทยาลัยจะทำให้หนุ่มน้อยจากเกาะสมุยได้สั่งสมประสบการณ์ต่างๆไว้เป็นต้นทุน แต่ใจที่โลดแล่นไปไกล เขาจึงหันหลังให้ระบบการศึกษา และได้มีโอกาสเข้าสู่วงการเพลงด้วยการเป็นสมาชิกของวงเฉลียง กลุ่มตัวโน้ตอารมณ์ดี ซึ่งเป็นประสบการณ์อันมีค่าช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้มุมมองของเขาเติบโตมากยิ่งขึ้น กระทั่งกลายเป็นที่มาของการตั้งสำนักพิมพ์ศิษย์สะดือ ออกนิตยสารไปญาลใหญ่ ซึ่งเป็นหนังสือที่ทำให้ผู้อ่านอารมณ์ดี

ปัจจุบัน จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ได้ช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาให้กับมูลนิธิ หรือหน่วยงานเพื่อสังคมต่างๆ ทั้งยังได้เขียนหนังสือ ใช้นามปากกาว่า "สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก" เป็นนักเดินทาง และนักเล่นแร่แปรรูปความฝันให้ชีวิต พร้อมกับบทบาทใหม่ที่ลงตัวกับชีวิต คือการเป็นครูสอนการเขียน รับเชิญไปบรรยายตามสถาบันและโรงเรียนต่างๆ ด้วยบุคคลิกของชายอารมณ์ดี จึงไม่แปลกที่เขาจะเป็นต้นแบบของนักสร้างฝัน และแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคน

อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้น ทำให้คนเราห่างไกลจากวิธีการเติมปุ๋ยให้ชีวิตคะ

ผมคิดว่าปัญหาสำคัญเลยคือ "ความไม่รู้" ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าเมื่อเราเห็นเพื่อนเล่นเทนนิส ซึ่งบางครั้งดีบ้างไม่ดีบ้าง เราเองนั่งดูอยู่ข้างสนามกลับมองว่าไม่เห็นจะยากเย็นอะไรเลย ใครๆก็ตีได้ ครั้นพอได้ลองฝึกตีบ้าง จึงได้รู้ว่า การตีเทนนิสไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การได้ทดลองตีด้วยตัวเองทำให้เรารู้ว่าเราไม่รู้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคราวหน้าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเราไม่รู้ เราก็จะไปขอเรียนกับผู้รู้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเรารู้ และหาทางพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกิดความชำนาญ โดยส่วนตัวแล้วผมจึงคิดว่ากระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยลำดับขั้น สำหรับผมมันมักจะเริ่มต้นจากความเป็นคนช่างสงสัย หรือว่า เอ๊ะ...!!! บ่อยๆ เรื่อยๆ แล้วมันจะนำไปสู่การเรียนรู้ การเติมปุ๋ยง่ายๆให้กับชีวิต คือใส่ให้ความเชื่อ ใส่ให้ความฝัน ใส่ให้ความรู้ ใส่ให้ความคิด แม้กระทั่งความรักเราก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ยเช่นกัน

การเรียนรู้อย่างถ่องแท้จะทำให้คนเราไม่ดูถูกตัวเอง และไม่มักง่ายกับชีวิต

ใช่ครับ คนจำนวนมากชอบดูถูกตัวเอง แต่ผมกับคิดต่าง ผมชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาด เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะตอบอะไรผิด ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองโง่ แค่คิดว่าทำไมคนอื่นจึงตอบถูก เราต้องแยกให้ออกระหว่างความไม่รู้กับความโง่ บางคนพอตัวเองไม่รู้ก็พาลโทษตัวเองว่าโง่ หรือจำอะไรไม่ได้ก็บอกว่าตัวเองความจำไม่ดี แต่สำหรับผมถ้าจำไม่ได้ก็จะตอบไปตามตรง ผมจะไม่บอกว่าความจำไม่ดี

มีคนจำนวนมากเชื่อว่าเมื่อสูงอายุขึ้นแล้วทำให้ความจำเสื่อม ซึ่งไม่ใช่!!! มนุษย์ย่อมลืมได้ทุกคน คนส่วนมากที่จำไม่ได้เพราะมิได้ตั้งใจหรือมิได้มีสมาธิที่จะจำต่างหาก ธรรมชาติสร้างให้สมองเราเป็นก้อนเนื้อที่ฉลาดเลือกจำในสิ่งที่อยากจำเท่านั้น เหมือนกับคนไทยสมัยก่อนที่ไม่ชอบดูแผนที่ แต่พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว คนไทยดูแผนที่กันเป็นทุกคน เริ่มรู้ว่าคลองรังสิต คลองสามวา คลองระพีพัฒน์มันอยู่ตรงส่วนไหนของกรุงเทพฯ

ผมชอบใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แต่ไม่ใช่คนมักง่ายกับชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมสอบเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯได้ ทั้งๆที่ผมเกรดเฉลี่ยแค่หนึ่งกว่าๆ แต่เพราะผมคิดและมองว่าทุกสิ่งอย่างไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม ผมจึงตั้งอกตั้งใจดูหนังสือ หาวิธีเก็งข้อสอบ ที่สุดผมก็สอบเข้านิเทศศาตร์ จุฬาฯ ได้เป็นคนสุดท้าย ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าตัวเรานั้นโง่กว่าเพื่อน ผมกลับคิดว่าเพื่อนเก่งกว่า และผมเรียนไม่จบ ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมโง่กว่า แต่ยกย่องเพื่อนที่อุตสาหะเรียนจนจบว่าเขาเก่ง

เวลาที่ต้องเผชิญกับเรื่องอะไรยากๆ พี่จุ้ยให้กำลังใจกับตัวเองอย่างไร

ผมจะใส่ อ อ่าง ไปหน้า ย ยัก ความหมายมันก็จะเปลี่ยนจากคำว่า "ยาก" เป็น "อยาก" คนเราพอเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะช่วยลดความยากลงไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หากเราสร้างนิสัยรักการอ่าน อ่านหนังสือให้มาก แต่อย่าเชื่อทั้งหมด คนที่อ่านหนังสือแล้วเชื่อเลย น่ากลัวกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสืออีกนะครับ ขณะที่อ่านเราต้องคิดตามด้วย ถ้าทำเช่นนี้ได้เท่ากับเราอ่านและคิดต่อมากว่าเนื้อหาในหนังสือ และแสดงว่าเราไม่ได้เชื่อเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเวลาที่เรามองบางสิ่งบางอย่าง ระดับของการใช้สายตาก็ต่างกัน เช่น ดู มอง จ้อง เพ่ง พินิจ พิจารณา

ถ้าชีวิตคือการเรียนรู้ แล้วชีวิตมีการติด F หรือไม่

ผมว่าน่าจะมีนะครับ เพราะบางเรื่องบางเส้นทางที่เราอยากจะไปย่อมมีการพลาดพลั้งได้ คนเราใช่จะทำตามความฝันได้ทุกคนนะครับ

เป็นทั้งนักแต่งเพลง และนักเขียน การจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ควรเริ่มอย่างไร

การจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ก็ต้องฝึกฝนให้หนัก ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน แม้ว่าจะเก่งอยู่แล้ว ผมเห็นหลายคนที่มีความสามารถในระดับที่ใช้งานได้แล้วก็หยุดพัฒนาตัวเองซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมาก จะด้วยรู้สึกท้อหรือหวั่นว่าคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็สุดแล้วแต่ ผมไม่อยากให้คิดอย่างนั้น สมัยที่ผมสอบเอ็นทร้านซ์ บางคนคิดว่าคู่แข่งของตัวเองมีเรือนแสน แต่ผมกลับคิดว่าคู่แข่งของผมมีแต่ห้าหมื่น เพราะอีกห้าหมื่นคนนั้นเขาได้ถอดใจไปแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครสอบหรือลงทะเบียน เช่นเดียวกันนักเขียนฝีมือดีๆในเมืองไทยมีแค่หลักสิบ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะพัฒนาตัวเองให้อยู่ในจำนวน 10 นั้นบ้างก็ยังพอมีหนทาง ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ยาก ไม่ใช่แปลว่าทำไม่ได้ สำหรับเมืองไทยขุนเขาใหญ่ๆ มีไม่มาก แต่ถ้าเราเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ผมเชื่อว่ายังมีพื้นที่พอที่เราจะฝ่าฟันอุปสรรคข้ามไปได้

ถ้าต้องเลือกระหว่างการเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ กับการมีครอบครัวที่อบอุ่น พี่จุ้ยจะเลือกอย่างไหนคะ

ผมไม่เห็นจำเป็นต้องเลือกเลย เพราะเราสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน แต่...ถ้าต้องเลือกจริงๆ ผมเลือกที่จะไม่มีลูก แต่ภรรยาผมกำลังอยากมีลูก โหวตทีไรเสมอกันทุกครั้ง (หัวเราะ)

พี่จุ้ยเป็นคนชอบเดินทาง แต่ละครั้งที่เดินทางได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้ความคิด ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย สำหรับผมการเดินทางจึงเป็นกำไรชีวิต

คนบางคนมุ่งมั่นคร่ำเคร่งเพื่อเก็บหอมรอบริบไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต จนลืมที่จะหาความสุขให้ชีวิต พี่จุ้ยมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรคะ

ทุกคนต้องทำงาน แต่ถ้าการทำงานนั้นมุ่งแต่หาเงินเพียงอย่างเดียวโดยส่วนตัวผมว่าไม่ดีแน่นอน ความสุขมิได้ขึ้นอยู่กับการทำงาน หรือว่ามีเงินแล้วจะมีความสุข เพราะทุกอย่างมันมีขั้นตอนอีกมาก สำหรับผมคิดว่าทัศนคติที่มีต่อการทำงานต่างหากที่สำคัญ แม่บ้านคนหนึ่งที่ทำงานในโรงพยาบาลแล้วรู้สึกว่างานของตัวเองสำคัญมาก อาจจะดีกว่าบุคลากรฝ่ายอื่นที่สักแต่ทำงานไปวันๆ เมื่อทำงานได้เงินมาแล้วบางคนก็นำไปใช้แบบผิดๆ หรือใช้เงินไปในทางสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองก็มีถมไป

ในฐานะนักเขียน นักอ่าน พี่จุ้ยมีหนังสือดีๆ แนะนำให้อ่านบ้างมั้ยคะ

เมื่อเช้าผมอ่านหนังสือเรื่อง "วิชาความสุข" เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะคนเราทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเป้าหมายหลักๆ ก็คืออยากจะมีความสุข เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เขากล่าวถึงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อเปิดสอนวิชาความสุขให้แก่คนทั่วไป หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาความสุข ซึ่งเปิดสอนอยู่จริงในมหาวิทยาลัยเก่าแก่อย่างฮาร์วาร์ด

พี่จุ้ยมีวิธีสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยวิธีใดบ้าง

ง่ายๆ ผมจะไม่พยายามแสวงหาความสุขมากจนเกินไป เราไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสำเร็จ ถ้าชีวิตเรามีความหมายต่อคนอื่นประเดี๋ยวความสุขความสำเร็จก็จะเดินเข้ามาหาเราเอง หรือเราไม่ต้องคิดว่าทำอย่างไรดี วันนี้จึงจะมีความสุข ถ้าเราทำตัวเองให้มีคุณค่า รื่นรมย์ไปกับชีวิต เท่านี้ก็น่าจะมีความสุข แต่ทุกวันนี้ผมสังเกตเห็นคนที่อ้างว่าตัวเองมีความสุข แต่แววตาซ่อนความทุกข์ไว้ คนที่มีความสุขเขาจะร้องเพลง จะพูดถึงดอกไม้ เขาจะรดน้ำต้นไม้ โดยไม่ต้องบอกกับใครว่าตัวเองมีความสุข พฤติกรรมที่แสดงออกบางครั้งก็แทนคำพูดได้

เมื่อต้นปีหนังสือรีดเดอร์ไดเจสท์ เขาก็ให้ผมเขียนบทความเรื่อง "ความสุขอยู่แค่เอื้อม" คนไทยจะชอบคิดบวกไว้ก่อนว่าความสุขหาได้ไม่ยากนักหรอก แต่ก็หาไม่ง่ายอย่างที่คิด มันอยู่แค่เอื้อมก็จริง แต่จนแล้วจนรอดก็เอื้อมไม่ถึง แต่ผมนอกจากไม่เอื้อมแล้ว ผมจะใช้วิธีสร้างความสุขจากข้างในด้วยตัวเอง เช่น เปลี่ยนจากคนเสพเป็นคนสร้าง ผมจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้นอนอ่านหนังสือที่ตัวเองเขียน แม้ว่ามันจะไม่ดีเท่าหนังสือวิชาความสุขก็ตาม เวลาผมเล่นดนตรีคนเดียวผมก็มีความสุข เพราะฉะนั้นความสุขที่เราได้สร้างด้วยตนเองจึงมีคุณค่ามากในความรู้สึกของผม

ถ้าเลือกได้อยากที่จะใช้ชีวิตในเมืองหรือต่างจังหวัดมากกว่ากัน

ผมอยากใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ที่มีกลิ่นอายของความเป็นเมืองอยู่ด้วย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย บางอารมณ์ที่เราโหยหาความเป็นเมืองเราก็สามารถหาได้ แต่กรุงเทพฯ มันไม่มีต่างจังหวัด มีแต่ความเป็นเมือง ทุกวันนี้ผมจึงเลี่ยงไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปทุมธานี บ้านผมเลยถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ซึ่งมันทำให้ผมรู้ว่าชีวิตสมถะสบายอย่างไร น้ำท่วมเราก็มีความสุขได้แม้เราจะต้องสูญเสียบางอย่างไปบ้าง แต่ถ้าเราทำใจยอมรับได้ในความทุกข์ก็มีความสุขซ่อนอยู่

สิ่งที่น้ำสร้างความเสียหายให้ผมคือตู้หนังสือเพราะทำแบบบิ้วอินท์ไว้ มันเลยเคลื่อนย้ายไม่ทัน นอกนั้นผมยกขึ้นชั้นสองหมด พอน้ำลงไปผมก็แค่ขัดถูทำความสะอาดบ้าน ผมเครมกับรัฐบาลได้สองหมื่นบาทเป็นค่าตู้หนังสือที่จมน้ำไป น้ำท่วมครั้งนี้ผมจึงถือว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นหากปีนี้ท่วมอีก ตู้หนังสือผมจะไม่มีวันจมน้ำเด็ดขาด

ผมเชื่อว่าคนนั้นอยากเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นเรื่องที่มีความสุข ลึกๆแล้วทุกคนอยากรู้ ไม่เช่นนั้นเด็กๆเราคงไม่ถามแม่หรอกว่า โน่นเรียกอะไร นี่เรียกอะไร ทุกครั้งที่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สมองของเราจะทำงานและเราก็จะมีความสุขครับ

คนเราจะมีความสุขได้ต้องรู้จักใส่ "ปุ๋ย" ให้ชีวิต พี่จุ้ยนิยามคำว่า "ปุ๋ย" ว่าอย่างไรคะ

ผมนิยามคำว่า "ปุ๋ย" ไว้ 3 อย่างด้วยกัน นิยามแรก คืองอกงามขึ้นมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่อาหารปกติให้ไม่ได้ ต้นไม้มีอาหารปกติ แต่ดอกใบจะไม่งามถ้าไม่มีปุ๋ย มนุษย์บางคนมีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ เปิดทีวีดูทุกวันก็มีชีวิตอยู่ได้ ไปโรงเรียนกลับมาไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องอ่านวรรณกรรม ไม่ต้องเข้าห้องสมุด ไม่ต้องไปชมพิพิธภันฑ์ เราก็อยู่ได้ แต่... เราไม่งอกงามเท่าที่ควร เราน่าที่จะงอกงามได้มากกว่านั้น ถ้าเรารู้จักเติมปุ๋ยซึ่ง คือความรู้ต่างๆ ให้ตัวเอง นิยามที่สอง คือ "ความงาม" มีผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยระดับนางงามจักรวาลแล้วเธอชื่อ "ปุ๋ย"

และนิยามที่สาม คือ "ภาวะที่เราหลับสบาย" เพราะเราอยู่ในที่อบอุ่น ปลอดภัย กินอิ่มแล้วนอนแล้วก็หลับสบาย การนอนหลับก็มีหลายระดับอีกเช่นกัน แต่ถ้าเลือกได้ผมอยากหลับปุ๋ยครับ!!!

ง่ายมั้ยล่ะคะสำหรับวิธี "การใส่ปุ่ย" ให้กับชีวิตตัวเองของ จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง ศิลปินนักร้อง นักแต่งเพลง และนักเขียนอารมณ์ดีที่ยิ้มอย่างมีความสุขทั้งสีหน้าและแววตา คนเราจะมีความสุขได้หากความคิดเปลี่ยน พี่จุ้ยฝากมาบอกด้วยว่า ไม่สงวนลิขสิทธิ์หากใครจะลองนำวิธีการเติมปุ๋ยเพื่อบำรุงรักษารากใบของชีวิตให้งอกงามและเบ่งบานตามที่ควรจะเป็นไปใช้บ้าง