วัดยานนาวาบนเรือสำเภาขนาดเท่าของจริง กราบไหว้พระศักดิ์สิทธิ์สร้างศรัทธานักธุรกิจไทยและต่างชาติ

วัดยานนาวา
ช่างภาพ: 

ในเมืองไทยสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งสามารถชมเรือสำเภาที่มีรูปร่างและขนาดเท่าของจริงนั้น มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น วัดยานนาวา ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุง เดินทางได้อย่างสะดวกด้วยระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าBTS สถานีตากสิน หรือเรือโดยสารสุภัทราขึ้นที่ท่าเรือสาทร หรือขับรถไปเอง เริ่มต้นเดินทางจากถนนสี่พระยาวิ่งเรื่อยไปตามถนนเจริญกรุง ทางซ้ายของถนนมีตึกใหญ่ๆให้สังเกต STATE TOWER แล่นผ่านมายังเจริญกรุงซอย 52 ก่อนถึงเจริญกรุงซอย 54 ประตูวัดยานนาวาอยู่ทางขวามองเห็นเรือสำเภาตั้งตระหง่านอยู่ มีจุดเด่นที่หน้าบันเป็นลวดลายรูปสัตว์ มีความประณีตงดงามมาก เดิมวัดนี้ชื่อ "วัดญานนาวาราม" นี้ต่อมาได้เลือนมาเป็น "วัดยานนาวา" ที่มีความหมายใกล้เคียงกับชื่อเดิมคือ "วัดอันมีพาหนะดุจสำเภาในการที่จะนำพาเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นโอฆะสงสาร"

เรือสำเภาแห่งที่สองอยู่ภายในเมืองโบราณจังหวัดสมุทรปราการ ขับรถยนต์เลยไปจนถึงบางปูจะถึงเมืองโบราณ เป็นสถานที่ซึ่งทุกคนควรไปชมอย่างยิ่ง มีเรือสำเภาขนาดเท่าเรือจริงสร้างด้วยไม้แบบสำเภาจริงลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำให้ชม

เรือสำเภาแห่งที่สาม "พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย" เมื่อขับรถไปถึงจันทบุรีออกไปทางที่จะไปยังค่ายเนินวง ตำบลบางกะจะ ชมค่ายเนินวงแล้วห่างจากประตูเข้ากำแพงค่ายไป 50 เมตร พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ทะเลไว้นับหมื่นชิ้น จัดแสดงเกี่ยวกับการค้าทางเรือ ข้อมูลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตลอดจนข้อมูลการค้นคว้าวิจัยทางโบราณคดีใต้น้ำ นับเป็นศูนย์กลางความรู้ทางด้านนี้โดยเฉพาะ ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีภาพงดงามขนาดใหญ่สะท้อนให้เห็นบรรยากาศการค้าขายทางทะเลด้วยเรือสำเภาโบราณในบริเวณปากแม่น้ำจันทบุรี ทั้งนี้เป็นห้องแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ

วัดยานนาวา เป็นวัดตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เรียกกันว่า วัดคอกควาย เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และพากันนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในแหล่งย่านนั้นเป็นประจำ จึงเรียกกันต่อมาว่า "บ้านคอกควาย" วัดที่สร้างขึ้นจึงได้ชื่อ วัดคอกควาย ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีพระราชาคณะปกครองวัดคอกควาย แต่ก็ยังไม่ได้ปฎิสังขรณ์จนถึงปีพ.ศ.2325 อันเป็นปีที่ 1 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ช่วงเวลาเดียวกับการก่อร่างสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอาราม สร้างพระอุโบสถวัดคอกควายขึ้นใหม่ด้วยฝีมือช่างหลวง แทนพระอุโบสถเดิมที่เป็นหลังเล็กและชำรุดเสียหายมาตั้งแต่คราวเสียกรุงเก่าและเมืองบางกอกถูกพม่ายึด พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้เป็นหลังใหญ่ หันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดคอกกระบือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่1) และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่2) ทรงพระกรุณาเสด็จฯพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดนี้โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่ พ.ศ.2330-2353 เป็นประจำทุกปี

ครั้นถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) ในราวพ.ศ.2387 อันเป็นปีที่ 21 แห่งรัชกาล โปรดเกล้าฯให้ปฎิสังขรณ์วัดคอกกระบือ โปรดให้กรมหมื่นไกรสรวิชิต ที่ว่าการกำกับกรมสังฆการีอยู่ในขณะนั้นเป็นแม่งานในการปฏิสังขรณ์ โดยโปรดให้สร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่อีก 2 หลัง และปิดทองหน้าบัน บานประตู หน้าต่าง ซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถในคราวเดียวกัน ในบันทึกของนักโบราณคดีบางท่านได้บรรยายไว้ว่า "ตัวพระอุโบสถถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งหน้าบันฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ทำเป็นลายเทพพนมประดับด้วยลายประดับด้วยลวดลายสัตว์หิมพานต์ ที่ซุ้มประตูพระอุโบสถทำเป็นตัวนาคประดับกระจก ส่วนบานประตูและหน้าต่างเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนลายรดน้ำปิดทองที่งดงามมาก โดยที่บานประตูด้านนอกเขียนเป็นรูปเสี้ยวกางเหยียบสิงห์ ด้านในทำเป็นรูปกระทงใหญ่ตามแบบพระราชพิธีในรัชกาลที่ 3 ส่วนบานหน้าต่างด้านนอกเป็นเรื่องทศชาติพร้อมคำอธิบาย บานหน้าต่างด้านในเขียนเป็นรูปโถยาคูที่ใช้เลี้ยงพระในงานพระราชพิธีสารท"

เมื่อปฎิสังขรณ์พระอุโบสถแล้ว ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระเจดีย์ขึ้นไว้ แต่ด้วยทรงเห็นว่าที่สร้างเป็นพระสถูปหรือพระปรางค์ก็มีอยู่มากมายหลายวัดแล้ว จึงทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างให้เป็นพระเจดีย์รูปเรือสำเภา ประการหนึ่งก็ด้วยทรงระลึกขึ้นถึงธรรมทั้งหลายที่พระเวสสันดรโพธิสัตว์อุปมาเหมือนเรือสำเภายานนาวา ซึ่งปรากฏอยู่ในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร

เนื้อเรื่องในกัณฑ์กุมารเป็นตอนที่พระเวสสันดรตรัสเรียกสองกุมารวิ่งหนีชูชกลงไปซ่อนตัวอยู่ในสระบัว โปรดเรียกกัณหาชาลีขึ้นมาเพื่อพระราชทานแก่ชูชกที่มาขอบุตรทั้งสองเพื่อเอาไปรับใช้เมียสาวคือนางอมิตตดา พระเวสสันดรทรงกล่าวอุปมาด้วยสำเภายานนาวาว่า เรือสำเภาที่พ่อค้าใช้ไปมาในมหาสมุทรนั้น เมื่อถูกคลื่นลมแรงก็อาจจะแตกทำลายได้ "ด้วยเป็นโลกิยนาวา ไม่จริงเลย" จากนั้นได้ทรงโน้มน้าวใจพระโอรสธิดาให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศลเสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน "พระลูกเอ๋ย พ่อเห็นแต่หน้าเจ้า พระพี่น้องทั้งสองเรา เจ้าจงมาเป็นสำเภาทองธรรมชาติ อันนายช่างฉลาด จำลองทำ ด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา แก้วประพาลแผ่เป็นดาดฟ้าฝาระบุระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์กระทำเป็นราโทโมราประทับสลับสลัก กรอบลายรายดอกรักเนาวรัตน์ ฉลุฉลักเป็นรูปสัตว์ภาพเพชรนิลแนม แกมหงส์วิหคกระหนกคาบลดารัด มังกรกัดกอดเกี้ยวเป็นก้านขดดูสดใส ครั้นสำเร็จลำสำเภาแล้วเมื่อใดได้พระพิชัยมงคล พระบิดาจะทรงเครื่องต้นมงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์ ดั่งจะเอาพระสมาบัติกระหวิดทรงเป็นสร้อยสังวาลอยู่สรรพเสร็จ จะเอาพระขันติต่างพระขรรค์อันคมกล้า สุนทรจะย่างเยื้องลงสู่ที่นั่งท้ายเภตราสูงระหง แล้วไปด้วยทวนธงเศวตฉัตร วายุวิเวกพัดอยู่เฉื่อยฉิว สำเภาทองก็จะล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส ถึงจะเกิดลมกาลพานกระพือพัดคือโลโภ ถึงจะโตสักแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นโครม โถมกระแทกสำเภานี้ก็ มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหว ก็จะแล่นระรี่เรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระอมตมหานครนฤพาน" สองกุมารเมื่อได้ฟังคำอุปมาของพระราชบิดาจึงยอมขึ้นจากสระ ต้องติดตามชูชกเพื่อไปรับใช้นางอมิตตดาต่อไป

อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนสินค้าไปค้าขายถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆการค้าเจริญรุ่งเรืองดีจนกระทั่งบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทรงมีพระราชปรารภว่า แต่ก่อนมา เรือที่ใช้ไปมาไปค้าขายกับต่างประเทศก็ล้วนแต่ใช้เรือสำเภา ครั้นต่อมาความนิยมเปลี่ยนแปลงไป คนหันไปต่อเรือกำปั่นใบอย่างที่ฝรั่งใช้กันมากขึ้น ด้วยเห็นว่าใช้งานได้ดีกว่าเรือสำเภาจีน ทรงพยากรณ์ว่าต่อไปภายหน้าเรือสำเภาคงจะสูญไป คนรุ่นหลังอาจจะจำรูปลักษณ์ของสำเภาจีนไม่ได้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นและจำรูปแบบเรือสำเภาจีนได้

พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์รูปลักษณ์เป็นเรือสำเภาฮกเกี้ยนขนาดเท่าเรือสำเภาจริงอันเป็นอย่างเดียวกับที่ใช้แล่นไปมาค้าขายอยู่ในเวลานั้นขึ้นไว้ตรงด้านหลังของพระอุโบสถ ทรงมีพระราชดำรัสว่า "คนภายหน้าอยากจะเห็นว่าเรือสำเภาเป็นอย่างไรจะได้มาดู" ทั้งยังทรงควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดโดยโปรดให้สร้างศาลาเล็กๆประทับได้พระองค์เดียวอยู่ทางใต้ของเรือสำเภา สำหรับประทับเวลามาดูการก่อสร้าง ปัจจุบันทางวัดยังเก็บรักษาศาลาน้อยนี้ไว้อย่างดี

เมื่อก่อสร้างพระเจดีย์แล้วเสร็จ โปรดเกล้าฯให้ขนามนามพระอารามใหม่ว่า "วัดญาณนาวาราม" สำเภาพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ ยังกลายมาเป็นต้นแบบในการสร้างพระสำเภากระจาดใหญ่ ในงานพระราชพิธีเทศน์มหาชาติในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ที่จัดขึ้นที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์อีกด้วย

ทั้งนี้เปิดให้เข้าชมวัดยานนาวาเวลา 08.00-21.00 น. เมื่อเข้าประตูวัดมาจะเห็นอาคารมหาเจษฎาบดินทร์ หอพระไตรปิฎก ส่วนเรือสำเภาอยู่ตรงกลาง ด้านหลังคือพระอุโบสถอยู่บริเวณท่าน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำงดงามอย่างยิ่ง และทางด้านหน้าเป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ด้านในมีพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าให้สักการะ

บริเวณทางขึ้นเรือสำเภาเข้าทางประตูหัวเรือไปยังท้ายบาหลีหรือเก๋งจีนท้ายสำเภา ในห้องบาหลีมีรูปหล่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์กับรูปชาลีกัณหาประดิษฐานอยู่ พร้อมด้วยศิลาจารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีนอย่างละ 1 แผ่น เสากระโดงเรือทำเป็นยอดพระเจดีย์ มีทั้งพระเจดีย์องค์ใหญ่และองค์เล็กอยู่ในลำสำเภารวม 2 องค์ ส่วนท้ายของสำเภาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง พระพุทธรูปปางต่างๆ รวมทั้งพระบรมรูปบูชารัชกาลที่ 3 และยังมีพระไตรปิฎกหินอ่อนที่จำลองไว้ให้ทำการอธิษฐานแล้วยกเสี่ยงทาย หากยกขึ้นก็จะสำเร็จดังปรารถนา นักธุรกิจชาวไทยและต่างชาติตลอดจนนักท่องเที่ยวชอบเสี่ยงโชคเสี่ยงทายบนเรือสำเภาเพื่อความสำเร็จและสมปรารถนา ตลอดทั้งความเป็นสิริมงคลค้าขายร่ำรวย มั่งมีศรีสุข

ส่วนบริเวณอาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ภายในชั้น 1 เป็นที่รวบรวมพระบรมธาตุของพระอรหันตสาวก มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆประดิษฐานอยู่ เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปสักการะบูชาได้โดยห้ามถ่ายรูป สามารถเข้าไปกราบพระขอพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้านในมีทั้ง เจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศวร์ บรรดาเกจิอาจารย์ของเมืองไทย ปิดทองพระสยามเทวาธิราช หลวงพ่อขนุน พระสังกัจจายน์ พระสิวลี พระพุทธเจ้าฟ้าเทพพรหมลิขิต พระไภสัชยคุรุพุทธเจ้า หลวงปู่ชีวกโกมารภัจน์ ยกมือไหว้พร้อมระลึกถึงพร้อมกับการเปล่งวาจา ต่างธูปเทียนต่างดอกบัวให้พ่อแม่ญาติพี่น้องพบแต่ความสำเร็จความเจริญรุ่งเรืองคิดสิ่งใดก็ขอให้สมมาดปรารถนา สาธุ สาธุ สาธุ...

เพิ่มบารมีด้วยการทำสังฆทาน มีพานพุ่มดอกไม้ชุดบวงสรวง มีชุดสะเดาะเคราะห์เสริมมงคล ถั่วงาพริกให้ผลผลิตการเกษตรออกดอกออกผลงอกเงย ต้นดาวเรืองชีวิตรุ่งเรือง ฟักทอง อ้อยให้แตกแขนง บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ภายในวัดยานนาวารวมทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระราหู ขอพระรัตนตรัยพร้อมเปล่งวาจาว่า ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากเคราะห์กรรมทั้งหลาย ทำกิจการค้าขายให้ได้รุ่งเรือง ข้าพเจ้าขอคุณพระรัตนตรัยโปรดคุ้มครองข้าพเจ้าให้เจริญรุ่งเรือง เงินทองทำมาค้าขายการงานประสบความสำเร็จด้วยประการทั้งปวง

ทั้งนี้ภายในยังมีตู้โชว์อัญมณีแก้วมังกร ดอกไม้สวรรค์ลักษณะคล้ายดอกโบตั๋นทำด้วยหยกแก้ว เป็นลาวาภูเขาไฟนับเป็นพันปี อีกทั้งมีของที่ระลึกจำหน่ายเป็นใบโพธิ์จากพุทธคยาในประเทศอินเดีย

บริเวณชั้น 2 เป็นโถงศาลาปฏิบัติธรรม ส่วนบนชั้น 3 ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วอันเชิญมาจากวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วเมืองเคนดี้ ประเทศศรีลังกาที่นำมาประดิษฐานที่นี่ ทั้งนี้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงอัญเชิญมาจากศรีลังกาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว บนชั้น 3 ยังสร้างเป็นมณฑป ศาลามหาเจษฎาบดินทร์ ที่จัดสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐาน ณ มณฑป เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ขนานพระนามว่า "พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว"

บริเวณด้านหน้าอาคารมหาเจษฎาบดินทร์มีพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว 3 ปางในองค์เดียวกันได้แก่ปางปัญญา ปางเมตตา และปางสันติ แกะสลักจากหยกขาวทั้งองค์และเป็นองค์แรกของโลกที่มี 3 ปางในองค์เดียวกัน มีความสูง 5 เมตร น้ำหนัก 16,500 กิโลกรัม แกะสลักโดยช่างจากกรมศิลปากรของจีนเพื่อนำมาทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทางวัดจัดให้มีงานสมโภชเมื่อปี 2553

บริเวณด้านหน้าสำเภาเจดีย์ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 ในพระราชอิริยาบถทรงยืนขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ในพิธีเททองหล่อและวางศิลาฤกษ์ในปี 2549 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2550

"ยานเอ๋ยยานนาวา สมเด็จพระมหาเจษฎาบดินทร์สยาม

ทรงบรรทุกสินค้าสยามนาม ไปขายซื้อถึงเขตคามจีนประชา

สู้ฝ่าคลื่นร้ายนานาทุกสารทิศ เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยเจิดจ้า

สู้ฝ่าคลื่นไทยนานา ทรงครองราชย์กษัตริย์ตติยา จึงทรงสร้างเป็นยานนาวานุสาวรีย์..."

ทั้งหมดนี้เป็นบทร้อยกรองของ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) วัดยานนาวา เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2545 จารึกติดไว้ที่กลางลำสำเภาพระเจดีย์ เพื่อเตือนใจให้ได้ตระหนักถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ในการทรงในการทรงทำนุบำรุงประเทศชาติ ศาสนาและประชาชน โดยเฉพาะที่สำคัญคือ การค้าทางสำเภานี้มีผลในเรื่อง "เงินถุงแดง" อันเป็นเงินที่พระองค์ทรงได้จากการค้าสำเภาส่วนพระองค์ และทรงเก็บสะสมไว้แต่สมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์โปรดให้ใส่ถุงแดงเก็บไว้ข้างพระแท่นบรรทม ดังที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่าเงินพระคลังข้างที่ และเงินนี้เองที่ได้นำมาช่วยกู้แผ่นดินในสมัย ร.ศ.112 ตรงกับ พ.ศ.2436 อันเป็นผลให้ประเทศไทยยังมีเอกราชมาตราบเท่าทุกวันนี้ นับเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ทรงยังประโยชน์ไว้ให้กับปวงชนชาวไทย ดังที่มีปรากฏในคำจารึกส่วนหนึ่งที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ความว่า

"ทรงฟื้นเศรษฐกิจชาติอันสะสมเนื่องมาจากเสียพระนครศรีอยุธยา ครั้งพุทธศักราช 2310 ด้วยทรงค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ฐานะประเทศร่ำรวยมั่งคั่ง ทรงรังสรรค์กรุงเทพให้เป็นมหานครที่สง่างดงามรุ่งเรือง ด้วยพระพุทธศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ปกปักรักษาขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั้งทางบกทางทะเล สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงทั้งภายในและนอกประเทศ ทรงออมพระราชทรัพย์ใส่ถุงแดงไว้เพื่อแผ่นดินไทย สามารถนำกอบกู้วิกฤตการณ์ เมื่อร.ศ.112 ได้อย่างทันเวลา ด้วยพระราชวิสัยทัศน์ทางการค้า ชาวไทยน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการค้าไทย" ประดุจสัญลักษณ์เรือสำเภา ณ วัดยานนาวาแห่งนี้"

นอกจากเดินทางมาดูเรือสำเภา กราบสักการะพระเจดีย์ และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณวัดแล้ว ด้านการวางตัวและการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันโดยเฉพาะท่านที่อยู่ในฐานะเป็นผู้นำ ท่านเจ้าอาวาสยังได้ให้แง่คิดและคติธรรมสำหรับผู้นำว่า "เราเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ นกกาต้องมาเกาะอาศัยเราจึงต้องมีเมตตา รู้จักอภัย แล้วเราจะได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับคืน" เจ้าอาวาสวัดยานนาวากล่าวเทศนาพร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมฝึกกสินที่วัดยานนาวา ทุกวันอาทิตย์ (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ที่อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ อาคารไททีวีเพื่อพระพุทธศาสนาชั้น 3 วัดยานนาวา สาทร แล้วจะพบเห็นพลังแห่งความศรัทธานั้นมีอยู่จริง...


ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ห้องสมุดวิชาการ ศาลาว่าการกรุงเทพฯเอื้อเฟื้อในการค้นคว้าข้อมูล