ก่อนหน้าที่สยามประเทศจะมีการศึกษาภาคบังคับตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา ใครที่อยากให้ลูกหลานได้เรียนรู้หนังสือก็จะส่งเข้าโรงเรียน แต่ถ้าเป็นลูกชาวบ้านตาสีตาสา ที่ครอบครัวเป็นช่าง เป็นพ่อค้า เป็นหมอ เป็นนักเล่น (ปัจจุบันคือ ศิลปิน) และต้องการให้มีผู้สืบสานมรดกของวงศ์ตระกูลมักไม่ค่อยจะส่งลูกหลานไปโรงเรียน หรือถ้าจะส่งก็เอาแค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น ส่วนผู้หญิงไม่นิยมส่งเข้าโรงเรียนเลย เพราะยังยึดมั่นในคติที่ว่า "ถ้ารู้หนังสือแล้วจะเล่นเพลงยาวกับผู้ชาย"

แต่คนไทยที่มองเห็นการณ์ไกลจะขวนขวายให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือสูงๆ ด้วยความตั้งใจว่าต่อไปภายหน้าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เพราะคนสมัยนั้นยังเชื่อกันว่า คนที่เรียนสูงๆ หรือยิ่งรู้ภาษาฝรั่ง ฟุตฟิตฟอไฟ จะได้มีโอกาสทำงานดีมีเงินเดือนสูง

สำนักสามัญศึกษาสมัยก่อนแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ โรงเรียนหลวงกับโรงเรียนราษฎร์ คล้ายกับโรงเรียนรัฐบาลกับโรงเรียนเอกชนในปัจจุบันนั่นเอง เฉพาะโรงเรียนราษฎร์ก็ยังแบ่งย่อยลงไปอีกเป็นโรงเรียนฝรั่ง โรงเรียนเจ้านาย และโรงเรียนชาวบ้าน

โรงเรียนฝรั่ง ได้แก่ โรงเรียนที่นักบวชในนิกายโรมันคาธอลิคเป็นผู้ดำเนินการ เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า โรงเรียนแซมแช่น และโรงเรียนสตรีที่มีแม่ชีเป็นผู้ดำเนินการ ได้แก่พวกคอนแวนต์ แต่ชาวบ้านนิยมเรียก โรงเรียนยายชี นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่มิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้ดำเนินการ เป็นโรงเรียนชายชื่อ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าโรงเรียนสำเหร่ เพราะดั้งเดิมอยู่ที่ตำบลสำเหร่ โรงเรียนหญิงคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชาวบ้านเรียกโรงเรียนแหม่มโค ตามชื่อของ มิสเอตน่า ซาร่าห์ โคล์ ผู้สร้างความเจริญให้แก่โรงเรียนมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ตั้งอยู่ที่ฝั่งธนบุรีตอนที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน

โรงเรียนเจ้านาย ได้แก่โรงเรียนราชินี รับเฉพาะนักเรียนหญิง และโรงเรียนวชิราวุธ รับเฉพาะนักเรียนชาย ชาวบ้านเรียกว่าโรงเรียนมหาดเล็กหลวง

โรงเรียนชาวบ้าน เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในละแวกบ้าน มีทั้งโรงเรียนเล็กๆ สอนแค่ชั้นเตรียมถึงชั้นประถมหนึ่ง บริหารงานโดยคนคนเดียวที่เป็นตั้งแต่เจ้าของ ครูใหญ่ ครูน้อย ผู้จัดการ และภารโรงไปในตัว โต๊ะเรียนเป็นม้ายาวราวเมตรเศษทำด้วยไม้กระดาน 2 แผ่นสูงจากพื้นไม่เกินหนึ่งฟุตส่วนเด็กนักเรียนต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อยทั้งหญิงชาย เอาเครื่องเรียนวางบนโต๊ะ อุปกรณ์สำคัญในการเรียนประกอบด้วย หนังสือแบบเรียนเร็วเล่มหนึ่ง กระดานชนวน ดินสอหิน และไม้บรรทัด

กระดานชนวนเป็นแผ่นหินชนวนบางๆ สีดำมีกรอบไม้ ต่อมาวิวัฒนาการเป็นกระดานสังกะสีผสมดีบุกสีดำมีกรอบไม้ กระดานแบบนี้คนนิยมมากเพราะไม่แตกง่ายเหมือนกระดานชนวน ส่วนดินสอหินมีกระดาษสีต่างๆพันแต่ก็มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่งคือหักง่าย ตกแป๊ะหักปุ๊บ

อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ มี อาทิน้ำลบและผ้าเช็ด น้ำลบคือขวดเล็กๆ สำหรับใส่น้ำไว้ลบกระดานชนวนที่เขียนเต็มหรือเขียนผิด ส่วนผ้าเช็ด คือผ้าเช็ดกระดานที่ลบแล้วให้แห้งสะอาด

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย หรือ One Tablet PC per child เป็นสัญญาณว่า ภายในเดือนกรกฎาคม ปีการศึกษานี้ เด็กนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคนทุกสังกัดจะได้ใช้แท็บเล็ต คนละ 1 เครื่องอย่างแน่นอน

มีผู้เปรียบเทียบว่า แท็บเล็ต ก็คือ กระดานชนวนไฮเทคเราดีๆนี่เอง เพราะเมื่อย้อนความหลังไปในครั้งอดีต แท็บเล็ต น่าจะเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ต่อยอดมาจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสู่ โน้ตบุ๊ค ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่าง รศ.ดร.ยืน ภู่วรวรรณ อธิบายว่า แท็บเล็ต มีข้อได้เปรียบโน้ตบุ๊ค ตรงที่สามารถใช้งานได้ในสถานที่ต่างๆสะดวก เพราะไม่มีแป้นพิมพ์ ถือมือเดียวก็ใช้งานได้ น้ำหนักเบากินไฟน้อย ใช้หน้าจอแบบสัมผัส มีความคล่องตัวสูง เพราะสามารถใช้กับโปรแกรมหรือแอพลิเคชั่นสำเร็จรูป แต่ข้อด้อยกว่าโน้ตบุ๊ค ก็คือ ป้อนข้อมูลได้ช้าไม่ค่อยสะดวก จึงไม่เหมาะจะป้อนข้อมูลจำนวนมากๆ แบบแป้นพิมพ์ แท็บเล็ตจะใช้งานได้ดีเมื่อต่อเข้ากับเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากโลกอินเทอร์เน็ต ขอบเขตการใช้งานจึงจำกัดกว่าโน้ตบุ๊ค และมีความเสี่ยงที่หน้าจอจะเสียหายได้ง่ายกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามแท็บเล็ต ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย ท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสารที่มีการเปลี่ยนเร็วและเทคโนโลยีก้าวหน้าพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง องค์ความรู้มีมากเกิดใหม่และขยายตัวอย่างรวดเร็ว การนำแท็บเล็ตเข้ามาใช้ในวงการการศึกษาไทยจึงเป็นการสอดคล้องกับรูปแบบการศึกษาที่ต้องเปลี่ยนจากการสอนมาเป็นการเรียนรู้และแสวงหาด้วยตนเอง เปลี่ยนการเน้นเนื้อหาในกรอบหลักสูตรมาเป็นเน้นทักษะ ความคิดและกระบวนการ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า แท็บเล็ต จะเหมาะกับวิถีชีวิตของเด็กไทย ป.1 มากน้อยเพียงใด ลองฟังข้อคิดบางประการจากปรมาจารย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างอาจารย์ ยืน เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูเท่าทันการใช้มัน ดังนี้

"ด้วยหลักคิดที่ว่า...คนรุ่นใหม่ควรได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต มีทักษะและกระบวนการอ่าน บทบาทของครูจึงต้องเปลี่ยนไป ต้องเป็นมากกว่าผู้สอน คือต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้น แท็บเล็ตจึงไม่ใช่อุปกรณ์การศึกษาที่จะมาแทนที่หนังสือหรือสื่อ แต่ต้องใช้สำหรับสร้างกระบวนการเรียนรู้และใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอื่นด้วย คุณลักษณะพิเศษที่ถือเป็นศักยภาพของ แท็บเล็ต ก็คือ สามารถสนองตอบการเรียนรู้รายบุคคล ช่วยแบ่งปันประสบการณ์ผ่านช่องทางการสื่อสารหรือเครือข่ายสังคมต่างๆ สามารถประเมินผลการเรียนรู้และความก้าวหน้าในการเรียนรู้ นำไปสู่การปรับปรุงตนเอง และช่วยให้เข้าถึงเนื้อหาสาระข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณภาพ ดังนั้น การใช้ แท็บเล็ตให้ได้ผลจึงขึ้นอยู่กับครูจะออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและผสมผสานเข้ากับกระบวนการต่างๆ ในโรงเรียนได้มากน้อยเพียงใด"

วิถีไทยที่จะต้อนรับ แท็บเล็ต อย่างชาญฉลาด ก็คือ หลักคิดที่ว่า ทุกอย่างเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ ขึ้นอยู่กับการรู้เท่าทัน

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนเด็กไทยที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่กับกระดานชนวน มาเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้วย แท็บเล็ต ก็ต้องยอมรับด้วยว่า เด็กที่เรียนรู้การใช้ แท็บเล็ตตั้งแต่เล็ก จะรับรู้และคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และจะสร้างโลกส่วนตัว มีอิสรภาพทางความคิด พวกเขาจะให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่เป็นวัตถุมากกว่าจิตวิญญาณ และจะกลับสู่ชีวิตที่ไม่สนใจคนข้างเคียง เหมือนกับเยาวชนสมัยนี้ที่ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัว ไม่อยากพูดคุยสื่อสารกับคนที่อยู่ใกล้แต่ชอบอยู่กับหน้าจอและคนแปลกหน้าที่อยู่ห่างไกลออกไป

แท็บเล็ต เพิ่งเป็นอุบัติใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในวิถีไทย ไม่แน่ว่าจะมีอายุสั้นเพียงใด หรือพัฒนาโฉมหน้าใหม่ไปทางไหนต่อ แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อพ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูในอนาคตอันใกล้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน