พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระผู้ทรงคุ้มครองพุทธศาสนาและปวงสรรพสัตว์ ตอนที่ 1

รายงานพิเศษ

โพธิสัตว์พระอวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญของลัทธิมหายาน ด้วยเหตุที่ทรงเป็นผู้คุ้มครองพุทธศาสนาพุทธกัลป์ปัจจุบัน ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงเข้านิพพาน จนกว่าจะลุถึงช่วงเวลาที่พระมานุษยพุทธในพุทธกัลป์ถัดไป คือพระศรีอาริยเมตไตรย เสด็จมาตรัสรู้

อวโลกิเตศวร เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า พระผู้มองลงมา สื่อความหมายว่าพระองค์เป็นพระผู้มองลงมาจากเบื้องบนด้วยความเมตตากรุณา เพื่อหาหนทางช่วยเหลือสรรพสัตว์เบื้องล่างให้พ้นทุกข์

ความเชื่อในพระโพธิสัตว์นั้นมีอยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายหลังการดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละสำนักต่างก็ตีความหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แตกต่างกันไป พระพุทธศาสนาจึงแยกออกเป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงหลังมหาสังคายนาครั้งที่ 4 ณ เมืองปุรุษปุระ หรือเมืองเปชาวาร์ โดยมี พระเจ้ากนิษกะ เป็นประธาน ในราว พ.ศ.500 พุทธศาสนิกชนฝ่ายใต้ไม่ยอมรับการสังคายนาครั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมได้รับนิกายต่างๆ 18 นิกาย อันเป็นของพุทธศาสนาฝ่ายเหนือว่าถูกต้อง จึงได้แยกตัวออกจากการสังคายนาโดยมีฝ่ายเถรวาทเป็นแกนนำ เพราะถือว่าเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติและรักษากฎเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด จึงไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงวินัยบัญญัติตามที่ฝ่ายเหนือตีความใหม่

ผลจากการแยกตัวครั้งนี้เป็นเหตุให้นิกายฝ่ายเหนือเริ่มพัฒนาไปเป็นลัทธิที่เรียกว่า มหายาน หมายถึงยานพาหนะอันกว้างใหญ่ที่สามารถนำสัตว์โลกทั้งจักรวาลข้ามสังสารวัฏได้ ด้วยเชื่อว่าผู้ที่มีปัญญาเหนือผู้อื่นควรช่วยเหลือสัตว์โลกเข้าสู่ภพที่ประเสริฐกว่า ต่อมาลัทธิมหายานได้พัฒนามาสู่แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ ตามคติของมหายานเชื่อว่า พระโพธิสัตว์คือผู้มีพระโพธิญาณเป็นแก่นของชีวิต มีอุดมคติมุ่งช่วยเหลือสรรพสัตว์ผู้ร่วมทุกข์ทั้งหลายให้หลุดพ้นสังสารวัฏ ทรงเป็นพระผู้ที่ได้สะสมบารมีไว้จนเต็มเปี่ยมและกำลังจะเสด็จเข้าสู่นิพพาน แต่ทว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของมวลสัตว์ทั้งปวง พระองค์มีความสงสารจึงใคร่จะช่วยเหลือบรรดาสรรพสัตว์ให้รอดพ้นจากสังสารวัฏ ดังนั้น พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงทรงจงใจอยู่ในโลกนี้เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์เสียก่อน แล้วตนเองจึงจะเสด็จเข้าสู่นิพพานในภายหลัง นี่คือพระมหากรุณาธิคุณที่พระโพธิสัตว์ทรงมีแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

การที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้นั้น พระโพธิสัตว์เสด็จลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลก และได้บำเพ็ญบารมีไว้เรื่อยๆทุกพระชาติจนบารมีเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมความดีทั้งปวง บางคติก็ว่า จะต้องบำเพ็ญบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล ปัญญา วิริยะ ขันติ และฌาน พร้อมทั้งตั้งปณิธานหวังเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อตรัสรู้และเข้าสู่นิพพาน หลังจากที่พระองค์ได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากความทุกข์แล้ว

แต่ในบางคติก็ว่าผู้ที่จะบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องบำเพ็ญบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา พร้อมทั้งสร้างบารมีให้สูงสุดทุกชาติ ตั้งปณิธาณเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและเสด็จเข้าสู่นิพพาน หลังจากสรรพสัตว์ทั้งปวงรอดพ้นจากห้วงทุกข์ในสังสารวัฏแล้ว

ในพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท การบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ และการหลุดพ้นจากสังสารวัฏเป็นการทำโดยเฉพาะตน และอาจหลุดพ้นได้โดยตนเองเท่านั้น ขณะที่ในพุทธศาสนาลัทธิมหายานได้เน้นถึงความเมตตากรุณามากกว่า แรงบันดาลใจขั้นพื้นฐานของพระโพธิสัตว์ก็คือความตั้งใจที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น พระองค์รับสั่งว่า "ข้าพเจ้าตั้งความปรารถนาให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายได้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์และความรู้ การปฏิบัติของข้าพเจ้าก็เพื่อที่จะให้เขาเหล่านั้นได้มีความรู้ ข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหาการหลุดพ้นจากสังสารวัฏเพื่อตัวข้าพเจ้าเอง เพื่อสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ข้าพเจ้ายอมทนทุกข์ทรมานทั้งหมดในโลก ในสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมด ตราบจนกระทั่งถึงปลายสมัยในอนาคต และเพื่อสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้น ข้าพเจ้าจึงได้พยายามสร้างบุญกุศลอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะเหตุว่าเป็นการดีกว่าที่ข้าพเจ้าจะทนทุกข์ทั้งหมดอยู่แต่เพียงผู้เดียว และไม่ให้สิ่งที่มีชีวิตต้องตกลงไปอยู่ในห้วงนรกเลย... "

อันที่จริงพระโพธิสัตว์มีหลายพระองค์ด้วยกัน แบ่งออกเป็นพระธยานิโพธิสัตว์ และมนุษย์โพธิสัตว์ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดทฤษฎีตรีกายของฝ่ายมหายานที่เชื่อว่า อำนาจสูงสุดหรือธรรมธาตุซึ่งก็คือธาตุแห่งสัจธรรมนั้นสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม ได้แก่ พระอาทิพุทธ คือพระพุทธเจ้าองค์แรกซึ่งเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงมีภาวะเป็นกายสาม คือ ธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณกาย

แนวความคิดเกี่ยวกับระบบตรีกายของฝ่ายมหายานยังมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกคือ ธรรมกายนั้นแปลว่ากายอันเป็นแก่นสาร หรือธรรมชาติอันเป็นพุทธะหมายถึงธาตุที่แท้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่บริสุทธิ์ ตัดขาดจากโลกแล้ว รูปธรรมที่ถ่ายทอดจากธรรมกายอยู่ในรูปของพระธยานิพุทธหรือชินะ ที่หมายถึงพระผู้ชนะ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโลกแล้ว แต่เป็นผู้ให้กำเนิดกายอีก 2 กาย คือ สัมโภคกาย และนิรมาณกาย สัมโภคกายแปลว่ากายอันมีสุขและมีรัศมีรุ่งเรือง หรือกายอันเป็นทิพย์ พระพุทธเจ้าในสัมโภคกายก็คือพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ ทรงเข้าถึงโพธิญาณคือความสว่างแล้ว แต่ยังไม่เข้านิพพาน รูปธรรมที่ถ่ายทอดออกมาได้แก่พระธยานิโพธิสัตว์ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีปัญญาบารมีเพียบพร้อมแล้ว แต่ทรงมุ่งช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ในโลกเสียก่อน ส่วนนิรมาณกายแปลว่ากายที่เนรมิตขึ้น หรือกายที่เปลี่ยนสภาพได้ ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าในร่างมนุษย์ที่ทรงมีพระวรกายเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาติ ทรงทำหน้าที่ถ่ายทอดสัจธรรมให้กับผู้คนบนโลก แล้วก็ทรงเข้านิพพานคือดับสูญไป

พระธยานิโพธิสัตว์ที่สำคัญมี 5 พระองค์คือ 1. พระสมันตรภัทรโพธิสัตว์ เป็นผู้รักษาพระศาสนาของพระกกุสันธพุทธเจ้า มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาเป็นเครื่องหมาย พระวรกายสีเขียว มีช้างเป็นพาหนะ ในพระหัตถ์มักถือดอกบัวหรือแก้วมณี 2. พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ เป็นผู้รักษาพระศาสนาของพระโคนาดมพุทธเจ้า มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นเครื่องหมาย ภาพจำลองของพระองค์มักทำพระวรกายสีเขียว มีครุฑเป็นพาหนะ พระหัตถ์ถือวัชระ กระดิ่ง หรือบางครั้งอาจถือพระขรรค์และบ่วงบาศก์ 3. พระรัตนปาณีโพธิสัตว์ เป็นผู้รักษาพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า มีพระพุทธรูปปางประทานพรเป็นเครื่องหมาย ภาพจำลองของพระองค์พบเห็นได้น้อย มักอยู่ในท่าประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร บางครั้งก็ถือดอกบัวบาน ส่วนพระหัตถ์ซ้ายถือแก้วมณีวางที่พระเพลา 4. พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นผู้รักษาพระศาสนาของพระโคดมศากยมุนีพุทธเจ้า มีพระพุทธรูปปางสมาธิเป็นเครื่องหมาย เป็นพระโพธิสัตว์ที่สำคัญที่สุด เพราะทรงเป็นผู้ดูแลโลกในยุคปัจจุบัน เพื่อรอการประสูติของพระอนาคตพุทธเจ้า หรือพระมานุษยพุทธองค์ต่อไป มักมีดอกบัวและลูกประคำอยู่ในพระหัตถ์ 5. พระวิศวปาณีโพธิสัตว์ จะเป็นผู้รักษาพระศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้าในอนาคต มีพระพุทธรูปปางประทานอภัยเป็นเครื่องหมาย มักพบในท่าประทับนั่ง พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร บางครั้งทรงถือวัชระคู่เป็นเครื่องหมาย

พระโพธิสัตว์เหล่านี้มีคุณลักษณะแตกต่างกันออกไป พระอวโลกิเตศวรทรงมีพระเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่เป็นสัญลักษณ์ ในการสังเกตว่าองค์ใดเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ และเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์ใดให้ดูจากเครื่องหมายที่ทำเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆติดอยู่ที่พระมุ่นเมาลี (มุ่นมวยผม ) หรือบนศิราภรณ์ (กระบังหน้า)

ลัทธิมหายานนั้นนับถือพระโพธิสัตว์มาก จึงมีการทำรูปพระโพธิสัตว์ต่างๆไว้บูชามากกว่าทำพระพุทธรูป อันที่จริงลักษณะของพระโพธิสัตว์ก็คล้ายๆกับพระพุทธรูปผิดกันแต่ว่าเครื่องทรงของพระโพธิสัตว์เหมือนกับกษัตริย์สมัยนั้นคือมีมงกุฎ กำไลพระพาหา กำไลข้อพระบาท สังวาลปั้นเหน่ง เป็นอาทิ หรือบางทีรูปพระโพธิสัตว์นี้จะมีนางตาราหรือศักติของพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ด้วย ส่วนพระพุทธรูปนั้นเครื่องทรงเป็นแบบพระสงฆ์คือมีการห่มจีวร และไม่มีเครื่องประดับดังพระโพธิสัตว์

ตามคติอินเดียเครื่องอาภรณ์ที่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงประกอบด้วย 1. กุณฑล หรือตุ้มหู 1 คู่ 2. สายลูกประคำ กรองศอ หรือสร้อยคอ กรองศอชนิดยาว 3. สายธุรำ 4. พาหุรัดหรือกำไลต้นแขน 1 คู่ 5. ทองกรหรือกำไลข้อมือ 1 คู่ หรือหลายคู่ 6. สายรัดองค์ หรือเข็มขัด 1 , 2 หรือ 3 สาย

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีผู้นับถือกันมาก นอกจากจะรู้จักกันทั่วไปในพระนามว่า พระอวโลกิเตศวรแล้ว ยังมีพระนามอื่นๆที่เรียกตามคุณลักษณะของพระองค์เช่น พระมหาการุณิก พระโลกนารถ พระโลเกศวร พระปัทมปาณี (พระผู้มีดอกบัวหลวงในพระหัตถ์) สิงหนาท (พระผู้มีเสียงดุจราชสีห์) พาลาพาละ นิลกัณฐ์ เป็นต้น พระองค์ทรงมีศักติหรือพระเทวีทรงพระนามว่า ดาราเทวี ดารา หรือตาลา ในฐานะที่พระองค์คือผู้เป็นเจ้าของแห่งโลกด้วยเสียงคำรามของสิงห์ ดังนั้น พระอวโลกิเตศวรจึงมีสิงห์เป็นพาหนะ และมีสิงอาสน์เป็นบัลลังก์

เชื่อกันว่าที่ประทับของพระองค์นั้นอยู่ ณ เกาะกลางทะเลทางทิศใต้ของประเทศอินเดีย บนภูเขาที่มีชื่อว่าโปตะละ ประทับอยู่ในพระราชวังโปตะละ สมณะเหี้ยนจัง หรือพระถังซัมจั๋ง พระภิกษุชาวจีนผู้อัญเชิญพระไตรปิฎกมหายานจากอินเดียสู่จีนได้พรรณนาถึงที่ประทับของพระองค์ไว้ดังนี้ "ทางแคบๆซึ่งขึ้นไปสู่ภูเขานั้นเต็มไปด้วยอันตราย ถ้ำและหุบเขาก็เต็มไปด้วยเหว บนยอดเขามีทะเลสาบซึ่งน้ำใสประดุจกระจก จากทะเลสาบมีแม่น้ำใหญ่ ซึ่งหลังจากที่ได้ไหลวนรอบภูเขา 20 ครั้ง แล้วก็ได้ไหลลงไปยังทะเลทางทิศใต้ ใกล้กับทะเลสาบมีวังของเทวะซึ่งขุดเข้าไปในภูเขา ผู้ซึ่งต้องการมองเห็นพระโพธิสัตว์องค์นี้ ไม่ได้คิดถึงชีวิตของตนเอง เขาข้ามน้ำ ไต่ภูเขา ลืมความยากลำบากและอันตรายทั้งสิ้น"

ในสมัยต่อๆมาท่านตารนาถก็ได้เล่าถึงเรื่องราวของอุบาสก นามว่า ศันติวรมันที่ได้เดินทางไปยังวังโปตะละ โดยเขาได้รับความช่วยเหลือจากอวตารของนางตารา นางภฤกุฎี พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์หัยครีพ นางเอกาชฎี และพระโพธิสัตว์ อโมฆบาศ จึงสามารถข้ามอุปสรรคเป็นจำนวนมากอันได้แก่ แม่น้ำ ทะเลสาบ ไฟ เหว และสามารถชนะการต่อต้านของลิงขนาดใหญ่ได้ เขาได้ไปถึงยังเชิงเขาศักดิ์สิทธิ์ และปีนขึ้นไปได้ด้วยบันไดเชือก ผ่านหมอกหนาทึบ เมื่อขึ้นไปได้หนึ่งในสามของทางก็พบรูปของนางตารา ไปถึงครึ่งทางก็พบรูปของนางภฤกุฎี ฯลฯ

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาก็พบพระราชวังที่ว่างเปล่า แม้ว่าจะมีดอกไม้โปรยอยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้างในห้องต่างๆ ศันติวรมันได้สวดมนต์อยู่ตลอดเวลา 1 เดือน และแล้วหลังจากได้เดินผ่านประตู 1,000 ประตู ซึ่งแต่ละประตูเขาก็ต้องหยุดบำเพ็ญสมาธิ และแล้วในที่สุดเขาก็ได้เข้าไปอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์เทพ 5 องค์ ซึ่งในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าพระโพธิสัตว์อโมฆบาศก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั่นเอง รวมทั้งเรื่องราวความยากลำบากของผู้ที่ต้องการขึ้นไปยังวังโปตะละก็เปรียบเสมือนกับผู้ที่ต้องการขึ้นไปยังพรหมโลก

พระอวโลกิเตศวรทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ต่อไปจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ จำต้องข้ามพ้นภูมิหรือดินแดนหลายขั้น โดยทั่วไปก็มีอยู่ 10 ขั้น ในขั้นเหล่านี้พระโพธิสัตว์จะค่อยๆ สะสมบุญบารมี และสิทธิที่จะได้ก็คืออาจกลายเป็นพระพุทธองค์ได้

คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริก กล่าวสรรเสริญพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์ภัยอันตรายให้สรรพสัตว์ โดยมีภาวะอยู่ทุกหนแห่ง มีอานุภาพบันดาลให้ประสบผลสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ เชื่อกันว่าเพียงแค่เอ่ยพระนามของพระองค์ ก็จะได้บุญกุศลเท่ากับถวายความเคารพบรรดาพระพุทธเจ้าซึ่งมีจำนวนหกสิบสองเท่าของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา พระองค์ยังสามารถเนรมิตให้มีพระเศียรและพระกรจำนวนมากเพื่อให้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้มากขึ้น

คัมภีร์อมิตายุสพุทธานุสัมฤติสูตรกล่าวว่า พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาของพระพุทธเจ้าอมิตายุส โดยมีพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปตะอยู่เบื้องซ้าย คัมภีร์นี้ยังกล่าวถึงพระนามพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรว่าหมายถึงแสงสว่างอันไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนปัญญาส่องทางแก่สรรพสัตว์ให้รอดพ้นจากนรกภูมิทั้งหลาย

พระองค์มีลักษณะเป็นเจ้าแห่งจักรวาล พระเกศาของพระองค์เป็นที่สถิตของพระพุทธเจ้าซึ่งมีขนาดสูงถึง 25 โยชน์ ทุกส่วนของพระองค์คือจักรวาล 1จักรวาล พระนลาฏเป็นที่บังเกิดของพระมเหศวร พระเนตรคือพระอาทิตย์และพระจันทร์ พระอังสาเป็นที่กำเนิดพระพรหม พระหทัยเป็นที่กำเนิดพระวิษณุ พระอุทรเป็นที่กำเนิดพระวรุณ พระโอษฐ์เป็นที่กำเนิดพระพาย พระทนต์เป็นที่กำเนิดพระสรัสวดี และแผ่นดินคือพระบาท

คัมภีร์การัณฑพยูหสูตรกล่าวว่า พระองค์ทรงเปล่งรัศมีอันประกอบด้วยสีต่างๆ แต่ละขุมขนของพระองค์มีโลกอยู่ภายใน และพระองค์ทรงบันดาลให้เกิดเทพสำคัญอีก 16 องค์ จากพระวรกาย เช่น พระวิษณุ พระพรหม มหาเทวะ พระอินทร์ พระวรุณ พระยม สุริยะ จันทร ปฤถิวี สรัสวดี ลักษมี และยังมีกึ่งเทพ ฤๅษี และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แสดงถึงความยิ่งใหญ่เหนือพระตถาคตทั้งปวง กล่าวกันว่า แม้พระตถาคตจำนวนเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาจะทรงรับของถวาย แต่จำนวนของบุญกุศลที่เกิดจากการถวายสิ่งของเหล่านั้นก็เท่ากับจำนวนบุญกุศลที่ปลายเส้นพระเกศาของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

การที่พระองค์เป็นพระธยานิโพธิสัตว์ที่ถือกำเนิดจากพระธยานิพุทธอมิตาภะ และทรงเป็นผู้รักษาศาสนาของพุทธกัลป์ปัจจุบัน จึงมักพบรูปพระอมิตาภะ ลักษณะเป็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิอยู่บนเศียรหรือเครื่องประดับเศียรอยู่เสมอ สัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของพระองค์คือปัทมะ หรือดอกบัวแดง ที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ บางครั้งอาจพบเห็นภาพจำลองของพระองค์ทรงแต่งกายแบบนักบวช มักถือหม้อน้ำอันเป็นเครื่องบริขารของนักบวชด้วย ส่วนใหญ่มักพบเห็นทรงเครื่องแบบกษัตริย์

เนื่องจากทรงเป็นผู้ดูแลคุ้มครองโลกด้วยความกรุณา ทั้งยังทรงปรารถนาให้มวลสรรพสัตว์รอดพ้นจากทุกข์ จึงมักพบเห็นรูปจำลองของพระองค์ในลักษณะเทพบุตรที่สง่างาม พระพักตร์อ่อนโยน มักไม่ใคร่เห็นพระองค์ในภาคดุร้าย

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมักมีสองกร ในพระหัตถ์ถือดอกบัวแดงข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งแสดงปางประทานพร ในศิลปะเขมรโบราณมีการสร้างรูปเคารพของพระองค์ขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งตรงกับยุคศิลปะแบบบายน พระองค์ทรงศรัทธาในพระอวโลกิเตศวรเป็นอันมากจึงมีการสร้างรูปประติมากรรมของพระองค์ขึ้นไว้จำนวนมากและหลากหลาย

ศิลปะที่สร้างเป็นรูปจำลองของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นี้ มักนิยมเรียกกันว่า โลเกศวร ส่วนใหญ่ทำเป็นประติมากรรมรูปบุคคลสี่กร ทรงถือดอกบัวขาบ คัมภีร์ปรัชญาปารมิตา หม้อน้ำ และลูกประคำ และยังสร้างเป็นรูปพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีด้วย โดยสร้างเป็นรูปบุคคลแปดกร ถือสัญลักษณ์แสดงคุณสมบัติอันเป็นเลิศทั้งด้านจิตใจและพลังอำนาจทั้งยังสลักรูปจำลองขนาดเล็กของพระพุทธเจ้า เทพ และเทวีอีกนับไม่ถ้วนบนพระวรกาย สื่อถึงความเป็นแหล่งกำเนิดและการหลอมละลายคืนตัวของจักรวาลและสรรพสิ่ง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า


ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือทิพยนิยายจากปราสาทหิน ของ อรุณศักดิ์ กิ่งมณี วารสารเมืองโบราณฉบับพิเศษ