Keep Calm And Carry On ประโยคเด็ดเตือนใจคนอังกฤษ

โน้ตบุ๊ค

จากเกาะบอร์เนียว "บันนี่" ชีพจรลงเท้ากระโดดไปไกลถึงกรุงลอนดอนโน่นแน่ะ! เมื่อตะลุยไปถึงเมืองผู้ดีขนาดนี้แล้ว นอกจากเที่ยวๆกินๆสังสรรค์กับเพื่อนๆ "บันนี่" ก็ไม่พลาดที่จะตะลอนช็อปปิ้งแบบสุดสุดอีกด้วย

สินค้าที่เลี่ยงไม่ได้อันดับแรก คือของที่ระลึก แปลกตาจริง! อะไรๆในอังกฤษนั้นราคาแพงหมด ตั้งแต่ค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน รถเมล์ ตลอดไปจนถึงอาหาร แต่ของที่ระลึกกลับไม่ได้แพงเหมือนในประเทศอื่นๆในยุโรป ซ้ำยังมีราคามาตรฐานเดียวกันในเกือบทุกเมือง โดยเฉพาะในร้านที่มีฝรั่งเป็นเจ้าของ สำหรับในร้านที่มีคนเอเชียเป็นเจ้าของหรือบริหาร ซึ่งมักจะเป็นแขกเสียส่วนใหญ่ ยังสามารถต่อรองราคาได้ ถ้าซื้อจำนวนมากก็อาจได้ของแถมเพิ่มอีก แต่หากเป็นร้านที่ฝรั่งขายละก็ อย่าเผลอไปต่อรองเด็ดขาด มิฉะนั้น คุณอาจเป็นเป้าสายตาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าได้ เคล็ดลับในการเลือกตั้งคือต้องไปสำรวจราคาที่ร้านของฝรั่งก่อน แล้วค่อยมาต่อรองกับแขก ก็จะได้ของถูกและของแถมพร้อมๆกัน

อังกฤษน่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าแห่งของที่ระลึก เพราะมีสินค้ามากมายหลายประเภท ดีไซน์สวยงามน่ารัก ตามประสานักช็อป "บันนี่" ได้สังเกตเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีประโยค "Keep Calm And Carry On" พร้อมรูปมงกุฎด้านบนข้อความ ปรากฏอยู่บนสินค้าหลายชนิดตั้งแต่เสื้อยืด เสื้อแจ๊คเก้ต ถ้วยกาแฟ พวงกุญแจ กรอบโทรศัพท์มือถือ หมองอิง ถุงช็อปปิ้ง กระเป๋าสตางค์เล็ก กระเป๋าถือ และอื่นๆอีกมากมาย "บันนี่" จึงเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ได้ เลยต้องไปสอบถามข้อมูลจากเพื่อนชาวอังกฤษผู้เปรียบเสมือน "กูรู" รู้ทุกเรื่องราวของอังกฤษว่าประโยคนี้เป็นคำขวัญหรือสโลแกนของใคร? เพื่ออะไร? ถึงได้แพร่หลายขนาดนี้ รู้แล้วก็ต้องมาแบ่งปันให้คุณผู้อ่านได้ทราบกันด้วย เผื่อมีโอกาสไปอังกฤษ จะได้ไปคุยทับให้ฝรั่งที่ไม่รู้ฟังได้ไงคะ!

"Keep Calm And Carry On" ไม่ใช่ประโยคเด็ดทันสมัยแต่อย่างใด หากแต่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1939 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อังกฤษตกอยู่ในสถานการณ์ไม่แน่นอน ว่าจะแพ้หรือชนะสงคราม รัฐบาลโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการสื่อสารเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนและทหาร เพื่อปลุกความกล้าหาญ ระแวดระวังในการใช้ชีวิต และต้องดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีสติ จึงให้กระทรวงสารสนเทศจัดทำโปสเตอร์ออกมาเป็นซีรี่ส์ 3 แบบ ตามลำดับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยมีมงกุฎอยู่บนข้อความ เพราะเป็นสาส์นจากพระมหากษัตริย์ถึงประชาชน

แบบแรกออกมาเพื่อปลุกความกล้าหาญและสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารหาญ เนื่องจากคิดว่าอังกฤษต้องชนะสงครามแน่นอน มีใจความว่า

"Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring US Victury" แปลว่า "ความกล้าหาญ กำลังใจ และการต่อสู้ของคุณจะนำชัยชนะมาสู่เรา"

แบบที่สอง ออกมาเพื่อรุกเร้าให้ทหารตื่นตัวมากขึ้น และให้ประชาชนระแวดระวังในการใช้ชีวิตเนื่องจากสถานการณ์พลิกผัน อาจแพ้สงครามได้ มีใจความว่า

"Freedom Is In Peril, Defend It With All Your Might" แปลว่า "อิสรภาพกำลังตกอยู่ในอันตราย ขอให้สู้ด้วยกำลังที่เรามีทั้งหมด"

แบบสุดท้าย เป็นแผนที่รัฐบาลอังกฤษไม่ปรารถนาจะใช้ เนื่องจากเตรียมไว้ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด คือแพ้สงคราม มีใจความว่า

"Keep On And Carry On" แปลว่า "อยู่อย่างมีสติและดำเนินชีวิตต่อไป"

โปสเตอร์แบบที่ 1 และ 2 ได้ถูกตีพิมพ์ออกมาจำนวน 800,000 และ 400,000 แผ่น ส่วนแบบที่ 3 ได้
เตรียมไว้ถึง 2,500,000 แผ่น ในที่สุด อังกฤษเป็นฝ่ายชนะสงคราม แผ่นหลังสุดนี้จึงไม่ได้ถูกเผยแพร่และไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน จนกระทั่ง ค.ศ.2000 เจ้าของร้านหนังสือมือสอง ชื่อร้าน "บาร์เทอร์" ในเมืองอันนิคได้ค้นพบโปสเตอร์นี้ในกล่องหนังสือเก่าที่ประมูลมา แม้จะไม่ทราบที่มาและมีความสำคัญอย่างไร แต่ก็ชอบประโยคนี้และดีไซน์มากจึงนำไปใส่กรอบแล้วประดับไว้ที่ร้าน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบ ขอซื้อเสนอราคาเท่าไร เจ้าของก็ไม่ยอมขาย ในที่สุด เขาจึงสั่งพิมพ์ใหม่เพื่อจำหน่าย ซึ่งทำรายได้ให้เขามากเกินคาด โปสเตอร์นี้เริ่มแพร่หลายตั้งแต่นั้นมาเมื่อคราวที่ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีขึ้นรับตำแหน่งใหม่ๆก็พูดประโยคนี้เช่นกันเลย ยิ่งทำให้เป็นประโยคยอดฮิตมากขึ้น ปัจจุบันโปสเตอร์ต้นฉบับพบอยู่เพียงสองแห่งเท่านั้น คือร้านหนังสือบาร์เทอร์ และบริษัท Wartime Posters. Co.UK. นอกจากนั้นอาจมีอยู่ในครอบครองของนักสะสมรายย่อยอื่นๆอีกบ้าง แต่สำหรับ "บันนี่" คงขอสะสมเพียงข้อความบนของที่ระลึกก็พอ เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอังกฤษแล้ว ยังมีความหมายเตือนใจได้ดีอีกด้วย!