เจ้าชายน้อย

หนังสือคือแสงจันทร์

เจ้าชายน้อย อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี เขียนและวาดภาพประกอบ อำพรรณ โอตระกูล แปล

..... แด่ เลออง แวร์ท สมัยเมื่อเขายังเป็นเด็กน้อย

นี่คือคำอุทิศมีความหมายที่สุดประโยคหนึ่งสำหรับมนุษย์ นักอ่านคงจำประโยคที่ฉันยกมาได้ดีว่ามาจากหนังสือ เจ้าชายน้อย เขียนโดย แซงเตก ซูเปรี ผู้หม่นเศร้า

เจ้าชายน้อยมีผู้แปลหลายสำนวน เช่น อำพรรณ โอตระกูล พงาพันธุ์ และ อริยา ไพฑูรย์ เป็นต้น ฉันหยิบมาอ่านประกอบกันสองฉบับ คือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2512 กับ ฉบับครบรอบ 60 ปีเจ้าชายน้อย สำนักพิมพ์เรือนปัญญา พ.ศ. 2546 โดยคนแปลคนเดียวกัน คือ อำพรรณ โอตระกูล

เมื่อบรรณาธิการหญิงไทยให้โอกาสเขียนคอลัมน์ หนังสือคือแสงจันทร์ ฉันคิดหมายไว้ในใจว่าจะไม่เขียนถึงหนังสือบางเล่ม เช่น เจ้าชายน้อย เพราะมีหลายท่านเขียนไว้ งดงามทั้งความหมายและคุณค่าแล้ว เมื่อเวลาเปลี่ยนใจคนเขียนก็เปลี่ยน ...ฉันจึงเลือกหนังสือระดับโลก เจ้าชายน้อย มาเขียนถึงบ้างเท่าที่ความสามารถน้อยนิดพอจะทำได้

เจ้าชายน้อย เป็นหนังสืออ่อนหวาน งดงามปนอารมณ์โศก และลึกซึ้ง

เพราะทุ่งลับของความเศร้ามีอยู่ในหัวใจมนุษย์ทุกคน

เจ้าชายน้อยเองก็อยู่ในทุ่งลับสีโศกนี้ ทุ่งซึ่งไม่มีขอบเขตและคล้ายกับจะมีจุดเริ่มต้นทบทวีขึ้นเรื่อยๆ

หากทบคิด ความโศกซึ้งละมุนละไมอย่างแรกสุดก็คือ ภาพลายเส้นที่แซงแตก ซูเปรีเขียนประกอบเรื่อง และ.....

"เจ้าชายน้อยเอ๋ย ในที่สุดฉันก็ค่อยๆเข้าใจชีวิตที่เศร้าของเธอ เธอมีเพียงอาทิตย์ยามอัสดงเท่านั้นไว้ชมและเป็นสิ่งเพลิดเพลินใจซึ่งคงระยะยาวนาน ฉันพึ่งทราบรายละเอียดใหม่นี้ในเช้าวันที่สี่ เมื่อเธอเอ่ยบอกฉันว่า....

"......แต่บนดาวดวงเล็กของเธอ เธอเพียงแต่เลื่อนเก้าอี้ไปสองสามก้าวเท่านั้น เธอก็จะสามารถชมอาทิตย์อัสดงได้ตามที่เธอประสงค์ทุกครั้งไป...."

"ในวันหนึ่งๆ ฉันเห็นดวงอาทิตย์ตกตั้ง 43 ครั้ง"

และอีกครู่หนึ่งต่อมาเธอก็กล่าวเสริมว่า "เธอรู้ไหม...ในยามที่แสนเศร้า คนเราชอบดูอาทิตย์อัสดง"

"เธอดูอาทิตย์อัสดงถึงวันละ 43 ครั้ง เธอคงเศร้ามากซินะ ? แต่เจ้าชายน้อยมิได้ตอบแต่อย่างใด"

"ฉัน" กับ เจ้าชายน้อย ก็พบกันในเวลาเศร้าสร้อย ในสถานที่โดดเดี่ยว เจ้าชายน้อยจากดอกไม้ จากดวงดาวบี 612 ที่รักของเขามาพร้อมๆกับการย้ายถิ่นของนกป่า "ฉัน" เครื่องบินขัดข้องร่อนลงกลางทะเลทรายซาฮารา คืนแรกกลางทะเลทราย พื้นทรายยะเยียบ ท้องฟ้ากว้างลึกลับ ดังผืนผ้าสีดำเย็นชื้นห่มทับความรู้สึกโดดเดี่ยววังเวง ทันใดนั้นก็มีเสียงถามขึ้นว่า

"กรุณาวาดรูปแกะให้ตัวหนึ่งเถอะ"

วาดรูปแกะในคืนเวิ้งว้างนี่นะหรือ ใครหนอจะขอร้องเช่นนี้ได้....

"ฉันเบิ่งตามองดูเด็กน้อยนั้นอย่างประหลาดใจ อย่าลืมว่าฉันอยู่ไกลแสนไกลจากดินแดนที่มีผู้คนอาศัย ทว่าเด็กน้อยนั้นไม่มีทีท่าว่าหลงทางเหนื่อยอ่อน หิวโหย กระหายน้ำ หรือเกรงกลัวแต่อย่างใด"

เด็กน้อยคนนี้ ค่อยๆเปิดเผยตนเองทีละน้อย เจ้าชายน้อยคือวัยเยาว์ของมนุษย์ วัยเยาว์บริสุทธิ์เปี่ยมจินตนาการ จิตใจอ่อนโยน อ่อนไหวและบอบบางต่อสิ่งต่างๆ ฉันเชื่อว่าดวงใจอ่อนเยาว์ยังร่ายระบายอยู่ในหัวใจทุกดวง เจ้าชายน้อยบอกให้วาดภาพแกะ "ฉัน" วาดแกะหลายตัว เจ้าชายน้อยไม่ชอบแกะสักตัว ในที่สุด "ฉัน" ผู้มีดวงใจวัยเยาว์ก็วาดบ้านแกะ เจ้าชายน้อยชอบใจทันที

บ้านแกะซึ่งมองเห็นเพียงภายนอกเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีช่องหน้าต่างกลมๆ เจ้าชายน้อยมองลอดไปในบ้านแกะและพูดว่า "กำลังนอนหลับอยู่"

เมื่อมิตรภาพทางใจงอกงาม เจ้าชายน้อยก็เอ่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ เรื่องดาวดวงเล็กชื่อ บี.612 เรื่องต้นไทร เรื่องภูเขาไฟ เรื่องอาทิตย์อัสดง และ ดอกไม้สวยงามเย่อหยิ่ง

"ถ้าใครคนหนึ่งรักดอกไม้ดอกหนึ่ง ซึ่งมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นในดวงดาวนับพันล้านดวง เพียงแต่เขาได้มองดูมันเท่านั้นก็ทำให้เขามีความสุขพออยู่แล้ว เขาจะรำพึงกับตนเองว่า 'ดอกไม้ของฉันอยู่ที่นั่นบนดวงดาวดวงหนึ่งนั้น....แต่ถ้าแกะกินดอกไม้ดอกหนึ่งไปเสียก็เปรียบเสมือนดวงดาวทุกดวงดับพรึบพร้อมกันในสายตาของเขาผู้นั้น และเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญรึ"

ขณะเดินทางเจ้าชายน้อยได้พบกับดาวอีกหลายๆดวงที่มีเจ้าของ เช่น พระราชา ชายหลงตน นักดื่ม นักสำรวจ เป็นต้น เจ้าของดวงดาวแต่ละคนมีอุปนิสัย ความคิดและแสดงออกต่างๆกัน เจ้าชายน้อยรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าสิ่งใดถูกผิด นอกจากรำพึงด้วยความช่างคิดอ่อนโยน และหัวใจอ่อนโยน คำพูดที่เป็นตัวของตัวเอง เนื้อความคม การสนทนาของเจ้าชายน้อยกับเจ้าของดวงดาวเหล่านี้ ทำให้เรื่องเจ้าชายน้อยเป็นที่คนึงหาและตรึงตราใจนักอ่านทุกมุมโลก เช่น พระราชาตรัสว่า....

"ใช่แล้ว ฉะนั้นเราต้องไม่ขอร้องให้ใครทำอะไรที่เกินกำลังเขา อำนาจย่อมตั้งอยู่บนรากฐานแห่งเหตุผลเป็นประการแรก ถ้าเจ้าสั่งให้ประชาชนของเจ้าไปกระโดดทะเลตาย พวกเขาก็จะทำการปฏิวัติ ส่วนฉันมีสิทธิ์เรียกร้องความนอบน้อมเชื่อฟัง เพราะว่าคำสั่งของฉันนั้นสมเหตุสมผล"

"เจ้าตัดสินตัวเจ้าเองซิ" พระราชากล่าวตอบ "เป็นหน้าที่ที่ยากที่สุดละ การที่คนเราจะตัดสินตัวเองมากกว่าตัดสินผู้อื่น ถ้าเจ้าตัดสินตัวเจ้าเองได้เป็นผลสำเร็จละก็ นับว่าเจ้าเป็นปราชญ์โดยแท้คนหนึ่งทีเดียว"

เป็นเรื่องยากมากที่จะตัดสินใคร หรือตัดสินตนเอง การเข้าใจตนเองดีนั้นเป็นความสามารถชั้นเยี่ยม

ซึ่งจะเป็นจริงอย่างไรในมหานครโลกที่กำลังวุ่นวายด้วยวัตถุ ด้วยความหลงตนหลงผิด อย่างไรก็ตามตราบที่หัวใจมนุษย์ยังมีความหวัง...ความหมายดีงามของโลกก็ยังมีอยู่ไม่สูญสิ้น ดวงดาวของนักดื่มดวงที่สาม กับดวงดาวที่สี่เป็นดาวของนักการค้า เขานั่งนับเงิน เขาคิดซื้อดาวบนราวฟ้า ดางดวงใดก็ตามที่เขาเห็นและชอบใจ แล้วก็นั่งนับเงินนับดาวต่อไปอีกกับความหลงเงินซ้ำๆ ชายคนนี้ทำให้เจ้าชายน้อยถึงกับรำพึงออกมาว่า "ชายผู้นี้คิดแบบเดียวกับคนเมา" นี่เองทำให้ฉันอมยิ้มได้เป็นครั้งแรกที่อ่านเจ้าชายน้อย แล้วเจ้าชายน้อยก็พูดออกมาทำให้ต้องสะท้อนคิด

"ฉันมีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง ซึ่งฉันรดน้ำให้มันทุกวัน ฉันมีภูเขาไฟสามลูกซึ่งฉันกวาดเถ้าถ่านทุกสัปดาห์ ฉันกวาดภูเขาลูกที่ดับแล้วด้วย เพราะเราไม่รู้แน่จริงไหม การที่ฉันเป็นเจ้าของภูเขาไฟและดอกไม้นั้น ฉันทำประโยชน์ให้กับมัน แต่คุณไม่เห็นทำประโยชน์ให้กับดวงดาวต่างๆนั่นเลยนี่...."

ฉันหลงรักดาวดวงที่ห้า คนจุดโคม เป็นดาวดวงเล็กที่สุด มีพื้นที่สำหรับตั้งเสาไฟหนึ่งต้นและคนจุดโคมยืนเท่านั้น คนจุดโคมผู้โรแมนติกต่อหน้าที่ ไม่สนใจตนเองแต่ทำเพื่อผู้อื่น แม้หนึ่งวันบนดวงดาวของเขาจะมีเวลาเพียงนาทีเดียว การจุดโคมของเขาก็เป็นดังที่เจ้าชายน้อยพูดว่า "เขาได้ก่อให้เกิดดวงดาวที่สุกใสขึ้นอีกหนึ่งดวง หรือเพิ่มดอกไม้ขึ้นอีกดอกหนึ่ง และเมื่อเขาดับโคมก็เป็นระยะที่ดอกไม้หรือดวงดาวพักผ่อนนอนหลับ"

ต่อมาเจ้าชายน้อยก็เดินทางมาถึงโลก ตกลงกลางผืนทรายไพศาล ได้ได้พบกับงู งูบอกเจ้าชายน้อยว่าโลกนี้กว้างมากด้วย เมื่อเจ้าน้อยซักว่า "คนอยู่ที่ไหน....เราออกจะอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทราย"

งูก็ตอบว่า

"แม้ในหมู่คนเราก็คงอยู่อย่างโดดเดี่ยว"

ความโดดเดี่ยว มีอำนาจแรงเหลือเกิน ราวจะอยู่ในลมหายใจนิรันดร ...เจ้าชายน้อยเดินผ่านทะเลทรายพบดอกไม้ ซึ่งบอกกับเจ้าชายน้อยถึงเรื่องคนอีกว่า "ฉันเคยเห็นพวกเขาเมื่อสักหลายปีมาแล้ว แต่เราจะไม่มีวันรู้ว่าจะหาพวกเขาได้ที่ใด ลมพัดพาพวกเขาไป พวกเขาไม่มีรากซึ่งคงทำความยุ่งยากให้พวกเขามากทีเดียว"

นี่คือเสน่ห์ของแซงเตก ซูเปรี ทำให้เรื่องมีเสน่ห์ด้วยถ้อยคำง่ายๆ นั่นซินะ..คนอยู่ที่ไหน ทำไมโดดเดี่ยวได้แม้กระทั่งเวลาอยู่รวมกันมากมายหลายๆคน คนไม่มีรากจึงทำให้หวั่นไหวตลอดเวลา ทำให้โลเล ล่องลอย ทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย นี่เองคือสิ่งแฝงเร้นอยู่ในเนื้อความของเรื่อง ในทุกบรรทัด ทุกภาพงาม ....เหล่านี้ดูดซับดังฟองน้ำให้หัวใจอิ่มเอม สุขหวานปนโศกของเรื่องเจ้าชายน้อย และแล้วเจ้าชายน้อยก็ได้ปีนขึ้นไปยืนบนภูเขาลูกหนึ่งแล้วร้องตะโกนอย่างน่าเอ็นดูว่า

"จงเป็นเพื่อนกับฉันเถิด ฉันอยู่คนเดียว"

"ฉันอยู่คนเดียว ฉันอยู่คนเดียว ฉันอยู่คนเดียว"

"ดวงดาวอะไรประหลาดเช่นนี้ เขาคิด มันช่างแสนจะแห้งแล้ง แหลมคมและเค็ม และพวกมนุษย์มักจะขาดจินตนาการ เขาได้แต่พูดตามสิ่งซึ่งคนอื่นพูดให้เขาฟัง....ที่โลกของฉันมีดอกไม้อยู่หนึ่งดอก เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนเสมอ...."

โอ้...ผู้ใหญ่ที่น่าสงสาร ผู้ใหญ่ขาดแคลนการมองเช่นเด็กๆ เดินหลงวนอยู่ในป่ามายา ซึ่งมีปีศาจใจดำตะครุบกัดกินความอ่อนเยาว์อ่อนโยน ความงาม และความสดชื่นเรียบง่าย

เรื่องทั้งหมดอยู่ที่นี่บนท้องฟ้ามิตรภาพงดงาม....เจ้าชายน้อยได้พบกับเพื่อนแสนดี นั่นคือ สุนัขป่า เป็นตอนที่วิเศษสุดก็ว่าได้ ฉันเชื่อว่านักอ่านทุกคนจะรู้สึกอบอุ่นใจจนน้ำตารื้นด้วยความว่า "ทำให้เชื่อง" กับเรื่อง "การสร้างความสัมพันธ์" ฉันท์มิตร สุนัขป่าได้เปิดเผยให้เจ้าชายน้อยเห็น แม้ว้าเจ้าชายน้อยจะมองเห็นด้วย "หัวใจ" อยู่แล้วก็ตาม สุนัขป่าบอกให้ฟังว่า เราต้องใช้ "หัวใจ" ในความสัมพันธ์ ประโยคแสนงามคือ

"นี่คือความลับของฉัน มันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยตา"

"มนุษย์ลืมความจริงข้อนี้" สุนัขป่ากล่าว "แต่เธอต้องไม่ลืมมัน เธอต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย เธอต้องรับผิดชอบดอกกุหลาบของเธอ..."

"ฉันต้องรับผิดชอบต่อดอกกุหลาบของฉัน....." เจ้าชายน้อยกล่าวซ้ำเพื่อให้หวนระลึกได้

"ฉัน" ซ่อมเครื่องยนต์จนถึงวันที่แปด น้ำดื่มหมดลงจนไม่เหลือสักหยดเดียว "ฉัน"จึงชวนเจ้าชายน้อยออกเดินทางเพื่อหาบ่อน้ำ แม้ว่าความหวังจะดูริบหรี่ ในวันที่แปดนี้เจ้าชายน้อยเองก็เห็นแจ่มชัดถึง "สิ่งพิเศษ" ที่ตนเองมี และ "ฉัน" ก็รู้สึกรักเจ้าชายน้อยลึกซึ้ง ทั้งสองเดินอ่อนแรงกลางพื้นทราย

"ทะเลทรายก็งดงามเช่นกัน" เขากล่าวเสริม...ซึ่งเป็นความจริง ฉันนั้นรักทะเลทรายเสมอมา เราพากันนั่งบนเนินทราย เรามองไม่เห็นอะไรเลย อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างส่องแสงเรืองท่ามกลางความเงียบ....

"สิ่งที่ทำให้ทะเลทรายสวยงามนั้นอยู่ตรงที่ว่ามันซ่อนบ่อน้ำไว้ที่ใดที่หนึ่ง...."

"เนื่องจากเจ้าชายน้อยนอนหลับ ฉันจึงอุ้มเขาแล้วเดินต่อไป ฉันรู้สึกตื่นเต้น ฉันมีความรู้สึกเหมือนประคองสมบัติล้ำค่าที่บอบบาง ฉันมีความรู้สึกประหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดในโลกอีกแล้วที่จะบอบบางไปกว่านี้ จากแสงจันทร์ฉันมองดูหน้าผากซีด ตาปิดสนิท ปอยผมซึ่งปลิวไสวตามลม และฉันรำพึงกับตนเองว่า "สิ่งซึ่งฉันมองเห็น เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่านั้นหาได้มองเห็นไม่...."

ใกล้รุ่งสางทั้งสองพบบ่อน้ำ น้ำดังมนต์วิเศษทำให้สดชื่น ทำให้ต้นไม้เติบโต ช่วยให้หัวใจเปล่งปลั่ง เป็นธาตุเดียวในธาตุทั้งสี่ที่สามารถแปลงร่างได้ เพื่อตอบสนองความฝันของมนุษย์ น้ำที่ แซงเตก ซูเปรี เขียนถึงว่า

"ฉันยกถังน้ำขึ้นจรดริมฝีปากเขา เขาดื่ม นัยน์ตาหลับพริ้ม มันช่างหวานชื่นเหมือนงานฉลอง น้ำนี้ช่างแตกต่างจากอาหารชนิดอื่น มันเกิดขึ้นจากการเดินไปใต้ดวงดาวจากเสียงเพลงของลูกรอกและจากกำลังแขนของฉัน มันนำมาซึ่งความแช่มชื่นหัวใจ"

รุ่งสาง แสงแดดเป็นสีทอง อาบทรายเป็นระลอก...ถึงเวลาเจ้าชายน้อยจากไป เรื่องจบลงอย่างอาลัยลาดวงจันทร์แห่งความเศร้าเคลื่อนตัวสู่หัวใจ ส่องฉายร้อยสร้อยโศกให้ยาวไกลขึ้น....

ความโศกสร้อยและอ่อนหวานนี้ คือความงาม ความรัก มิตรภาพ ซึ่งมิใช่อาหารดื่มกินเลี้ยงร่างกาย แต่สิ่งงดงามจับใจนี้ ช่วยหล่อเลี้ยงดวงใจมนุษย์ เรื่อง เจ้าชายน้อย ตอกย้ำให้เแจ้งชัดว่า ความงามทางศีลธรรมและจิตวิญญาณไม่สามารถตัดขาดไปจากหัวใจได้ เป็นดังรังไหมสีทองห่อหุ้มความเป็นมนุษย์ไว้ด้วยศักดิ์ศรี ความหมายและคุณค่า.....