การดูแลต้นไม้ในสวน

เกษตรพอเพียง

พูดถึงผักมาหลายตอนแล้ว ฉบับนี้ ขอเอาใจคนมีสวนสวยกันบ้างนะคะ

ขึ้นชื่อว่า "สวน" ก็ต้องมีต้นไม้อยู่หลายประเภท เช่น ไม้ยืนต้น ไม่พุ่ม ไม้คลุมดิน ไม้เลื้อย ไม้น้ำ ซึ่งวิธีการดูแลรักษาต้นไม้แต่ละประเภทก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ตามแต่ชนิดของพืชนั้นๆ แต่พื้นฐานหลักในการดูแลรักษาตันไม้ก็จะเหมือนๆกันค่ะ ประการสำคัญก็คือ ต้นไม้ทุกต้นในสวนต้องการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คงความงามอย่างสมบูรณ์ของรูปแบบสวน

ความยากง่ายในการดูแลรักษาต้นไม้ภายในสวนนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดกลุ่มต้นไม้ลงในพื้นที่ของสวน โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบสวน หากในตอนออกแบบสวนได้คำนึงถึงข้อนี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อการดูแลรักษาต้นไม้ในสวนก็ไม่ยากเลย

มาดูกันดีกว่าว่า การดูแลรักษาต้นไม้ในสวนให้คงความสวยและต้นไม้มีสุขภาพดีนั้น เราจะต้องทำอะไรกันบ้าง...

1. การกำจัดวัชพืช วัชพืชกับสวนนั้น แทบจะเป็นคู่หู (แต่ไม่ฮา) ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้จริงๆ หรือที่ถูกคงต้องเรียกว่า เป็นศัตรูที่ตามมาจองล้างจองผลาญกันไม่เลิกรามากกว่านะคะ การป้องกันและกำจัดวัชพืชจึงนับเป็นงานหลักที่เจ้าของสวนจะต้องคอยดูแลอย่างสม่ำเสมอ และลงมือกำจัดในทันทีที่เห็น เพราะละเลย รีรอให้นานไป มันก็จะขยายอิทธิพลครอบครองพื้นที่และเบียดเบียนต้นไม้ในสวนของเราอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องเปลืองพลังมากขึ้นอีกเยอะ ซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ฆ่าล้างโคตร เอ๊ย! ล้างโคน ด้วยการขุดแซะเพื่อถอนทั้งรากทั้งโคนออกให้เกลี้ยง

การกำจัดวัชพืชให้แก่ต้นไม้ในสวนนั้น อาจจะกำหนดด้วยการสับแนวของขอบพุ่มไม้หรือโคนต้นไม้ ให้ห่างออกมา 5-6 นิ้ว ตามรูปร่างของพุ่มไม้หรือต้นไม้ จากนั้น จึงทำการพรวนดินพร้อมกับขุดถอนวัชพืชออก โดยพยายามรักษาแนวที่สับไว้ ไม่ให้หญ้าในสนามหรือวัชพืชขึ้นรกล้ำ หรือขึ้นแซมได้ การสับแนวเพื่อกำหนดขอบเขตนี้ จะสับให้ลึกลงไปจากผิวดินในสนามประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อยับยั้งไม่ให้หญ้าสนามรุกเลื้อยเข้าไปใกล้พืชพรรณไม้ในสวนเร็วเกินควร

วัชพืชที่สำคัญที่มักพบในสวนและกำจัดยากมีไม่กี่ชนิด ส่วนใหญ่มักเป็นพวกที่แข็งแรง ตายยาก รากลึก ถ้าใช้มือถอน บางทียอมขาดไม่ยอมขึ้น หมายถึงลำต้นขาดแต่รากเหง้ายังฝังอยู่ในดิน ซึ่งถ้าเรามีการวางแผนป้องกันและเตรียมดินที่ดีในตอนเริ่มต้นจัดสวน ปัญหาในเรื่องนี้ก็จะลดลงไปมาก วัชพืชที่ว่านี้ ได้แก่ หญ้าต่างๆ เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าชันกาด หญ้าตีนกา หญ้าขน ส่วนหญ้าคา แม้จะปราบยากแต่ก็ไม่ค่อยพบในสวนที่โปร่ง นอกจากนี้ยังมีวัชพืชพวกผักโขมหนาม ที่มีรากลึกมาก ถ้าปล่อยให้วัชพืชพวกนี้มีต้นสูงสักประมาณ 1 ฟุต แล้วจะถอนไม่ขึ้นเลย ส่วนวัชพืชพวก ไมยราบ บานไม่รู้โรยป่า น้ำนมราชสีห์ วัชพืชพวกนี้ก็โตเร็วและกำจัดยากเช่นกัน

ที่สวนหน้าบ้านของ "ผักหวาน" ก็มากันครบเชียวละค่ะ และจริงดังที่ว่า ถ้าเผลอปล่อยให้เจ้าพวกนี้สูงขึ้นมาเมื่อไหร่ ถอนกันจนหงายหลัง ก็ยังไม่ยอมหลุดง่ายๆ ถ้าปล่อยให้รกเรื้อแล้ว จะเหนื่อยแรงกับการถอนทิ้ง ยิ่งกว่าการปลูกต้นไม้ในสวนหลายเท่านักเลยค่ะ

การป้องกันกำจัดวัชพืชที่ดีที่สุดจึงอยู่ที่การให้เวลากับสวนของเราอย่างสม่ำเสมอด้วยการเดินตรวจดูสวนสัปดาห์ละครั้ง พร้อมอาวุธครบมือ อันได้แก่ เครื่องมือสำหรับขุด ได้แก่ เหล็กปากแบนแหลม หรือเสียมปากเล็ก เมื่อพบเห็นวัชพืชขึ้นมาเมื่อไหร่ ควรรีบกำจัดทันที และหมั่นขุดคุ้ยดึงเหง้าของวัชพืชที่ซ่อนอยู่ใต้ดินออก โดยเฉพาะหญ้าที่มีหัวลึกอย่างแห้วหมู และหญ้าที่มีลำต้นใต้ดินแข็งแรง เช่น หญ้าชันกาด และหญ้าขน ถ้าหากเจ้าของสวนให้เวลากับสวนเพียงสัปดาห์ละครั้ง ก็จะทำให้ต้นไม้ปราศจากวัชพืชรบกวนได้ นอกจากนี้แล้วการกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานของเราเอง ยังถือเป็นการคลายเครียด และเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วย

2. การพรวนดินและใส่ปุ๋ย โดยปกติควรทำประมาณ 2 เดือนต่อครั้ง โดยพรวนเพียงตื้นๆ 2-3 นิ้วก็พอ และไม่ต้องให้ร่วนละเอียดเกินไป ต้นไม้ที่มีรากตื้นและไม่ได้คลุมดินต้องพรวนด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลังจากพรวนดินแล้ว ก็ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15 :15 :15 ซึ่งเป็นสูตรที่แนะนำให้ใช้กับสนามหญ้า ใส่เพียงเล็กน้อย คือ ถ้าเป็นไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มโดดๆ ก็ให้ปุ๋ยต้นละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หากขึ้นเป็นกลุ่มก็เพิ่มปุ๋ยมากขึ้น โดยใส่ให้ทั่วถึงทุกต้นภายในกลุ่ม แต่ถ้าหากเป็นพืชคลุมดิน ระวังอย่าให้เม็ดปุ๋ยหรือเศษปุ๋ยค้างอยู่ตามใบและซอกใบ โดยทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องรดน้ำตามทันที และใช้น้ำฉีดพ่นชะล้าง เศษปุ๋ยที่ตกค้างตามส่วนต่างๆ ของพืชออกให้หมดด้วยนะคะ

ในช่วงต้นฤดูฝนและก่อนฤดูหนาว เราสามารถหมักปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองด้วยวิธีง่ายๆ คือใช้วัสดุเหลือใช้จากในครัวเรือน ผสมกับเศษหญ้าสนาม ใบไม้ มูลสัตว์เลี้ยง นอกจากประหยัดแล้ว ยังได้ผลดีอีกด้วย

3. การให้น้ำ หากในช่วงที่ไม่ได้พรวนดินใส่ปุ๋ย การให้น้ำแก่ต้นไม้ในสวนจะให้พร้อมกับสนามหญ้า เนื่องจากต้นไม้มีระบบรากที่ลึกและแผ่กว้างกว่าหญ้าสนาม ดังนั้น หากว่าให้น้ำพร้อมหญ้าสนาม 2-4 วันต่อครั้ง ต้นไม้ในสวนจะไม่ขาดน้ำเลย

อย่างไรก็ตาม การให้น้ำแก่ต้นไม้ในสวนไม่ควรให้มากเกินไป เพราะนอกจากเปลืองแล้วยังเป็นการชะล้างธาตุอาหารในดินอีกด้วย และมีข้อควรระวังเวลาให้น้ำแก่ต้นไม้อยู่บ้าง คืออย่าให้น้ำตอนแดดจัด ควรให้ตอนเช้าหรือเย็น และควรจะให้ทั่วพุ่มใบด้วย เป็นการชะล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกตามใบพืช ไม่ควรปล่อยให้ต้นไม้เริ่มมีอาการเหี่ยวเฉาแล้วค่อยรดน้ำ เพราะจะทำให้ต้นไม้อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย

ในหน้าแล้ง หากคลุมโคนต้นไม้ด้วยเศษวัสดุต่าง ๆ เช่น หญ้าแห้ง ฟาง ก็จะช่วยทำให้ต้นไม้ไม่ขาดน้ำ และประหยัดปริมาณน้ำที่จะให้กับต้นไม้ด้วย การคลุมโคนต้นไม้ในหน้าแล้งนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะจะช่วยเก็บความชื้นไว้ให้พืชได้นาน และเป็นวิธีการป้องกันวัชพืชที่เกิดขึ้นในแปลงต้นไม้อย่างได้ผลดีอีกด้วย แต่หากเป็นหน้าฝนไม่ควรคลุมโคนต้นไม้ เพราะอาจจะกลายเป็นที่สะสมของโรคและไข่แมลงศัตรูพืช ตลอดจนอาจจะกลายเป็นแหล่งซ่อนตัวของแมลงศัตรูพืชได้อย่างดีอีกด้วย

4. การป้องกันกำจัดโรคและแมลง หากต้นไม้ได้รับการดูแลรักษาให้เจริญเติบโตดี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ก็จัดเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ช่วงเวลาที่ต้นไม้มักเกิดโรคระบาดหรือแมลงศัตรูเข้าทำลาย มักจะเป็นช่างเปลี่ยนฤดูกาล โดยเฉพาะจากช่วงฤดูฝนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง หรือฤดูหนาว จึงควรระวังป้องกันและทำการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

สาเหตุของการเกิดโรคอีกประการหนึ่ง คือการขาดการดูแลรักษาที่ถูกวิธี เช่น การให้น้ำกับพืชบางชนิดมากเกินไป ก็จะเกิดโรคเน่า การไม่กำจัดวัชพืช หรือไม่เก็บกวาดเศษของพืชออกจากสวน ปล่อยให้เป็นที่สะสมของโรคและแมลงก็จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชได้เช่นกัน

วิธีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช มีหลักกว้างๆ ดังนี้

- บำรุงรักษาให้พืชพรรณในสวนสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ถือเป็นการสร้างภูมิต้านทานเบื้องต้นให้กับต้นไม้

- กำจัดวัชพืช เก็บกวาดเศษใบไม้ใบหญ้าให้สวนดูสะอาด

- ให้น้ำแก่พืชพรรณอย่างพอเหมาะตามต้องการของพืชแต่ละชนิด

- กำจัดมดภายในสวน เพราะมดเป็นพาหะของโรคและแมลงหลายชนิด โดยเฉพาะพวกเพลี้ย

- ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่ม

- อย่าให้ต้นไม้เกิดบาดแผลโดยไม่จะเป็นบาดแผลที่เกิดจากการตัดแต่งกิ่งใหญ่ๆ หรือเกิดจากใบมีดรถตัดหญ้า จะต้องใช้ยาป้องกันเชื้อราหรือปูนแดงทาแผล

การเอาใจใส่และสละเวลาดูแล ตรวจตราสวนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สวนของเราคงความสวยงามได้ยาวนาน ที่สำคัญยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายและเติมความสุขให้กับชีวิตได้อย่างง่ายๆอีกด้วย

สำหรับคนที่บ้านไม่มีพื้นที่มากนัก และอยากมีสวนผักเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร พลาดไม่ได้กับเรื่อง "สวนผักเดลิเวอรี่" ที่จะมีมาบริการคุณถึงบ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้สักบาท แต่ต้องแลกด้วยจิตเมตตาเท่านั้น...จะเป็นอย่างไร ติดตามอ่านในฉบับหน้านะคะ