ตามรอยนักเขียนไปดู "จูราสิคปาร์คเมืองไทย"

ที่นี่...รายการ "ตะวันหรรษา"

ประเทศไทยมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่งดงาม หลากหลายและน่าสนใจ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากนานาชาติและชาวไทย เดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดเป็นรายได้ให้กับประเทศ และด้วยอัธยาศัยไมตรีของคนไทยที่มีความโอบอ้อมอารี ทำให้มีการบอกต่อกันถึงความประทับใจและประสบการณ์ชีวิต ความสุข และสนุกสนานที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวโครงการ "ปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555" (Miracle Year of Amazing Thailand 2012) เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา สัมผัสมหัศจรรย์เมืองไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เหนือความคาดหมาย และส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดปี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้น

และเป็นที่มาของการจัดทำหนังสือ พ็อคเก๊ตบุ๊ค "มิราเคิล ไทยแลนด์" มหัศจรรย์เมืองไทย...ต้องไปสัมผัส ผลงานของนักเขียนสายท่องเที่ยว 11 คน รวบรวมสุดยอดมหัศจรรย์เมืองไทย 78 แห่ง จัดทำด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี ในรูปแบบ 4 สีทั้งเล่ม จำนวน 196 หน้า 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) เพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คำนิยมโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

การจัดงานเปิดตัวหนังสือ เพ็ญสุดา ไพรอร่าม ประธานกรรมการ ททท. และ ประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธีฯ โดยมี "อาร์ท ถมยา" (พลกฤษณ์ ถมยา) หนึ่งในนักเขียน นักร้องระดับอาเซียนและเอเชียของวงดนตรี Sing Out Asia พร้อมด้วย "บ๊อบ-สมอัตถ์ บุญยะรัตนเวช" อดีตมือเบสวงดนตรีโมเดิร์นด็อก มาเปิดตัวเพลงท่องเที่ยวไทย "แบ่งฝัน" และ "มหัศจรรย์เมืองไทย" (เวอร์ชั่น ไทย-อังกฤษ) ซึ่งได้แต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อร่วมโปรโมทการท่องเที่ยวไทยให้เป็นหนึ่งในภูมิภาค และรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในอนาคต

เพ็ญสุดา ไพรอร่าม ประธานกรรมการ ททท.กล่าวว่า พ็อคเก๊ตบุ๊คเล่มนี้จะช่วยส่งเสริมโครงการมิราเคิล ไทยแลนด์ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา สัมผัสความมหัศจรรย์ในเมืองไทย ในรูปแบบการตามรอยนักเขียน เพื่อสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ นอกเหนือจากเรื่องราวที่น่าอ่านจากนักเขียน 11 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวแล้ว ผู้อ่านยังจะได้ชมภาพถ่ายที่สวยงามของนักเขียน-นักถ่ายภาพมืออาชีพอีกด้วย

สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. สนับสนุนการจัดทำ พ็อคเก๊ตบุ๊คส่งเสริมการท่องเที่ยว "มิราเคิล ไทยแลนด์ มหัศจรรย์เมืองไทยต้องไปสัมผัส" ซึ่งจัดทำโดยค่ายเลิฟสไตล์แฮปปี้ นำเสนอจุดหมายการเดินทางท่องเที่ยวในแบบมหัศจรรย์เมืองไทย ที่น่าสนใจและไม่เหมือนที่แห่งใดในโลก 78 แห่ง สอดรับกับโครงการปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555 โดยนักเขียนที่มีประสบการณ์ในสายท่องเที่ยวจำนวน 11 คน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ประกิตต์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้กล่าวถึงการต่อยอดโครงการปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555 ออกมาเป็นพ็อคเก๊ตบุ๊ค ซึ่ง ททท.ให้การสนับสนุนจัดทำขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังแหล่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวทั่วประเทศไทยไปกับนักเขียนทั้ง 11 คน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

สาธิตา โสรัสสะ บรรณาธิการหนังสือ มิราเคิล ไทยแลนด์ฯ กล่าวถึงความพิเศษของการจัดทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้จัดทำเป็น 2 ภาษา เพื่อเผยแพร่ความมหัศจรรย์แหล่งท่องเที่ยวของเมืองไทยไปทั่วโลก โดยคาดหวังให้คนไทยและชาวต่างชาติได้ ท่องเที่ยวตามรอยนักเขียน สร้างเม็ดเงินกระจายรายได้ไปทั่วไทย

นักเขียนสายท่องเที่ยว 11 คน ได้แก่ อาทร จุลโลบล ไมตรี ลิมปิชาติ ปองพล อดิเรกสาร วรนันท์ ชัชวาลทิพากร รศ.ดร.กิตติ อัตถกิจมงคล จำลอง บุญสอง รัฐสยาม ศีลคุณ สาธิตา โสรัสสะ สุชาติ ศรีตะมา พฤกษณ์ ถมยา และ รสวรรณ หงษ์สุวรรณ ซึ่งได้ช่วยกันคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามของไทย แล้วนำมาถ่ายทอดทั้งในแง่ของเรื่องราวที่น่าอ่าน และรูปภาพประกอบเรื่องที่สวยงาม

เดินทางตามรอย มหัศจรรย์เมืองไทย 7 ประเภท ตาม Theme ของปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555 ได้แก่ 1. มหัศจรรย์ใต้ฟ้าพระบารมี 2. มหัศจรรย์วิถีไทย 3. มหัศจรรย์ศาสนาและมรดกไทย 4. มหัศจรรย์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 5. มหัศจรรย์ธรรมชาติล้ำค่า 6. มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ 7. มหัศจรรย์ครัวไทย

เป็นโอกาสอันดียิ่งที่ดิฉันได้รับเชิญจาก สุรชัย ศรีพลอย ผอ.ททท.อุทัยธานี (ดูแลพื้นที่ จ.อุทัยธานี และ จ.นครสวรรค์) และมอบหมายให้ประสานงานสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์เดินทางไปร่วมงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ การจัดงานแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (สนามแรก) และงานบุญบั้งจังหวัดอุทัยธานี ปี 2555 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยการสนับสนุนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี (อบจ.อุทัยธานี)

แหล่งท่องเที่ยวที่จะได้ไปเยี่ยมชมนั้น มี หุบป่าตาด จูราสิคปาร์คเมืองไทย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลกของไทยกับสัตว์ป่าหายาก รวมอยู่ด้วย จึงทำให้มีโอกาสไปเดินทาง ตามรอยนักเขียนไปดู "จูราสิคปาร์คเมืองไทย" สองในเจ็ดสิบแปดแห่งมหัศจรรย์เมืองไทยที่ต้องไปสัมผัส ในหนังสือพ็อคเก๊ตบุ๊ค มิราเคิลไทยแลนด์ฯ

การเดินทางตามรอยนักเขียน และสัมผัสมหัศจรรย์เมืองไทย จ.อุทัยธานี เริ่มต้นเวลา 08.00 น. ที่จุดนัดพบ (ปั้มน้ำมัน ปตท.ถนนวิภาวดีฝั่งขาออก) โดยมี พี่เมย์ ททท.อุทัยธานีเดินทางมารับคณะฯ เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองจะเห็นคำว่า เมืองพระชนกจักรี บนเขาสะแกกรังซึ่งเป็นทิวเขาขนาดเล็ก เพราะเป็นเมืองต้นกำเนิดแห่งราชจักรีวงศ์ มีประเพณีที่สำคัญคือ ประเพณีตักบาตรเทโว

แหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกคือ วัดสังกัสรัตนคีรี ตั้งอยู่บนเชิงเขาสะแกกรัง ภายในวิหารประดิษฐ์ฐาน พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์พระคู่บ้านคู่เมือง บนยอดเขามี พลับพลาพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระราชบิดาแห่งราชวงศ์จักรี (รัชกาลที่ 1) ทิศใต้มี มณฑปสิริมหามายากุฏาคาร ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทจำลอง ด้านหน้ามี ระฆังสัมฤทธิ์โบราณอายุกว่าร้อยปี และวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิม หมุดแผนที่โลก จุดศูนย์กลางในการจัดทำแผนที่เพื่อความมั่นคงและเพื่อการพัฒนาประเทศ

ไปซื้อของฝาก ยาหอมตราทับทิม (หมอวิรัติ) ที่ร้านวิรัติพาณิช ประเภทยาหอมยาลมจีนโบราณ มีสรรพคุณแก้ลม จุกเสียด หน้ามืดตาลาย เวียนศีรษะ ท้องขึ้นท้องเฟ้อ คลื่นเหียนอาเจียน ฯลฯ หนึ่งห่อบรรจุ 12 ขวดราคา 240 บาท และได้อุดหนุน ข้าวต้มมัดของคุณยาย และไอศกรีมเสวยป้าแจว หวานมันชื่นใจจอดรถเข็นขายอยู่หน้าร้านขายยาหอม ก่อนไปรับประทานอาหารมื้อกลางวันที่ ร้านบ้านนอกริมนา

สุรชัย ศรีพลอย ผอ.ททท.อุทัยธานี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอุทัยธานีตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 222 กิโลเมตร มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ทั้ง ไทย จีน ลาว มอญ กระเหรี่ยง ละว้าและขมุ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีอารยะธรรมโบราณ งานประเพณีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติที่มีอากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชาวแพลุ่มน้ำสะแกกรัง มีเรือนแพและชุมชนคนบนน้ำ จอดเรียงรายอยู่สองฟากฝั่ง

เดินทางต่อไป หุบป่าตาด ที่ได้ชื่อว่าเป็น Unseen Thailand ของจังหวัดอุทัยธานี โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนและหน้าผาสูง มีต้นตาดพันธุ์ไม้ในยุคดึกดำบรรพ์อยู่หนาแน่น มีสัตว์ป่าที่หายากอาศัยอยู่หลายชนิดเช่น เลียงผา (แพะภูเขา) ฯลฯ มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ต้องเดินเท้าผ่านเข้าไป มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องลอดถ้ำมืดสนิทระยะทางประมาณ 40 เมตร ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของค้างคาว จึงได้พบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ผ่านพ้นออกมาได้จะเข้าสู่ดินแดนแห่งใหม่ ป่าดึกดำบรรพ์หรือป่าดงดิบ และหุบเขาที่มีโพรงถ้ำต่างๆ มีหินงอกหินย้อยงดงามแปลกตา พันธุ์ไม้มากมาย อากาศเย็นสบาย ในแต่ละวันจะมีแสงอาทิตย์ส่องถึงพื้นดินเฉพาะตอนเที่ยงวันๆ ละไม่เกิน 3 ชั่วโมง จึงเป็นที่มาของคำว่า "จูราสิคปาร์คเมืองไทย" จุดถ่ายภาพที่ระลึกที่ต้องไม่พลาด เมื่อเข้ามาในหุบป่าตาดนั่นคือ ก้อนหินหัวไดโนเสาร์ที่กำลังอ้าปาก ค่ะ

ออกจากหุบป่าตาดแล้ว เดินทางมาร่วม งานแถลงข่าวการจัดงานแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานฯ และงานบุญบั้งไฟ จ.อุทัยธานี ปี 2555 ผู้ร่วมแถลงข่าวคือ บุญเลิศ พรหมจิระโชติ รอง ผวจ.อุทัยธานี เผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี ณรงค์ ศรีพลเรือน ผู้ชำนาญการภูมิปัญญาความเป็นมาของงานบุญบั้งไฟ และผู้แทนจากสมาคมเรือยาวแห่งประเทศไทย โดยมี สุรยุทธ รุทระกาญจน์ ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.อุทัยธานี เป็นผู้ประสานงาน

บุญเลิศ พรหมจิระโชติ รอง.ผวจ.อุทัยธานี กล่าวว่า การจัดงานแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และงานบุญประเพณีบั้งไฟอุทัยธานี เป็นการจัดงานที่สำคัญของจังหวัด ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รู้จัก และตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ ที่จะต้องอนุรักษ์และหวงแหนไว้

เผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า จังหวัดอุทัยธานีมีประชาชนที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยอีสาน ที่ยังคงมีวิถีชีวิตและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ได้ เช่นเดียวกับชายไทยอีสานที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และเนื่องจาก วิถีชีวิตของชาวอุทัยธานีจะอาศัยอยู่ใกล้น้ำ มีความผูกพันกับแม่น้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงเกิดมีประเพณีการแข่งขันเรือยาวขึ้นในทุกปี ประกอบกับมีชาวไทยอีสานมาอยู่เป็นจำนวนมากถึง 23 หมู่บ้าน จึงได้กำหนดให้มีงานบุญบั้งไฟขึ้นที่นี่ด้วย เพื่อพี่น้องชาวไทยอีสานจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลกลับไปยังถิ่นฐานบ้านเกิด แต่สามารถร่วมงานประเพณีสำคัญได้ที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งในปี 2555 นี้จะเป็นการจัดงานบุญบั้งไฟครั้งที่ 7

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ ประเภทเรือยาว 55 ฝีพาย 40 ฝีพาย และ 30 ฝีพาย การประกวดริ้วขบวนบั้งไฟ การแข่งขันจุดบั้งไฟ (บั้งไฟหมื่น) และการแข่งขันมอเตอร์ไซด์วิบากต่อต้านยาเสพติด การแสดงดนตรีของศิลปินนักร้อง และหมอลำพื้นบ้านไทยอีสาน ฯลฯ

นายก อบจ.อุทัยธานี กล่าวต่อไปว่า "สนามแข่งขันเรือยาวแห่งนี้ จะมีความสวยงาม เพราะมีพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกทางธรรมชาติของโลก และเป็นการจัดงานที่ปราศจากสารเสพติดและน้ำเมาต่างๆ ดำเนินงานโดยจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น และประชาชนชาวเมืองอุทัยธานี เพื่อเทิดพระเกียรติฯ และอนุรักษ์ประเพณีของจังหวัด"

จากนั้นได้เดินทางไปบริเวณสนามกีฬาภายใน โรงเรียนลานสักวิทยา ใกล้ๆถ้ำเขาฆ้องชัย เพื่อชมฝูงค้างคาวบินออกจากถ้ำจำนวนมากมายมหาศาล ราวกับเป็นเส้นริบบิ้นสีดำขนาดใหญ่ ยาวเป็นทางทาบลงบนผืนฟ้า เพราะท่วงท่าบินของฝูงค้างคาวพลิ้วไหว สะบัดไปมา ตามกระแสลม ซึ่งงดงามและน่าชมจริงๆ ค่ะ

เข้าที่พัก บ้านพักสวัสดิการ สะอาด สะดวกและสบาย มีให้เลือกทั้งแบบห้องปรับอากาศและห้องพัดลม มีจุดชมวิวของเขื่อนทับเสลา เป็นเขื่อนชลประทานขนาดใหญ่กั้นลำห้วยทับเสลา มีทัศนียภาพสวยงาม บริเวณตอนใต้ของเขื่อนเป็นป่าเต็งรังและส่วนป่าปลูก คณะของเราได้รับการดูแลจาก ป้าป้อม และทีมงาน ในด้านของอาหารมื้อค่ำ-มื้อเช้าและที่พัก ซึ่งต้องขอบขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้นเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยมี สมโภชน์ มณีรัตน์ นักวิชการป่าไม้ชำนาญการและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เป็นผู้บรรยายและนำเยี่ยมชมบ้านพักของ "สืบ นาคะเสถียร" พักรับประทานมื้อกลางวันที่ ร้านแตน หลายคนติดใจเมนูเด็ด สมุนไพรทอด ขอซื้อกลับบ้านคนถุงสองถุงเชียวนะคะ เดินทางไป วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) เพื่อสักการะหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่บรรจุในโลงแก้ว ภายในวิหาร แล้วจึงเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯค่ะ

แหล่งท่องเที่ยว "มหัศจรรย์เมืองไทย" ที่ต้องเดินทางไปสัมผัสนั้นยังมีอีกมากมายจริงๆ ค่ะ