เผ่าทอง ทองเจือ

นักสะสมกรุผืนผ้าโบราณล้ำค่าของโลก
สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

 ในอดีต...ภาพแห่งความทรงจำเกี่ยวกับ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ คือหนุ่มหล่อผิวเข้มหน้าตาดีด้วยความสูง ๑๘๔ เซนติเมตร ผู้ชายคนนี้มีความสามารถหลากหลาย เคยเป็นทั้งนายแบบชื่อดังขึ้นปกนิตยสารมากมาย พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักแสดง ที่ปรึกษากรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะผู้เชี่ยว นักประวัติศาสตร์ไทยนักโบราณคดี วิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) โรงเรียนจิตรลดา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าโบราณจากทั่วโลก เป็นที่คาดหมายว่ากินเนสส์ บุ๊ค จัดลำดับให้เป็นนักสะสมผืนผ้าลำดับต้นๆ ที่มีกรุผ้าโบราณไว้ในครอบครอง 

 อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ เป็นคนที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนรุ่นใหม่แต่ขณะเดียวกันก็ชอบย้อนรอยวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่โบราณ ทำให้ต้องจัดชีวิตให้สมดุลอยู่ทุกเวลานาทีเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนภายในจิตใจ 

  "ผมเก็บผ้าที่มีคุณค่าทางวิชาการ ผมกล้าท้าว่าผมเป็นที่หนึ่ง ผมไม่ได้เก็บผ้าสวย แพง ดูสมบูรณ์ ผมเก็บผ้าขี้ริ้วที่เสมือนหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์สอนเรา ไม่ต้องเลือกครูสวยที่สุดรวยที่สุดมาสอนหนังสือ เราเลือกครูจนๆมาสอนแล้วมีความรู้สึกดีจริงๆ ให้ความรู้ได้เยอะแยะ ผมได้เห็นผ้านานาพรรณมาแล้วทั่วทุกมุมโลก ผ้าไทยด้อยที่สุดในบรรดาผ้าทั้งหลายบนโลกนี้ ผ้าตีนจกของไทยก็สู้ลาวไม่ได้ เทคนิคลาวชนะเลิศ เทคนิคปักของไทยก็สู้ฝีมือจีนไม่ได้อีก จกลาวก็ดีกว่าไทยของเขาละเอียดสวยกว่าไทย มัดหมี่อินเดีย อินโดก็สวยกว่าและเลิศกว่าเราอีก ทุกประเทศชนะเลิศหมด แต่ของไทยรู้จักที่จะผสมผสานคือไม่เหมือนเขาเมื่อนำมารวมกันแล้วออกมาเป็นเลิศ ไทยเราเป็นลูกผสมที่ดีที่สุด ความเป็นไทยเราผสมผสานดีเลิศ คนไทยในอดีตเก่งที่สุดในการดึงสิ่งที่ดีที่สุดเอามาใช้เป็นวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันคนไทยสอบตก" อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักสะสมกรุผืนผ้าโบราณล้ำค่าของโลกกล่าว

 บรรยากาศที่อาจารย์เผ่าทองเล่าทำให้นึกถึงนวนิยายเรื่อง รอยไหม จากบทประพันธ์ของ 'พงศกร' ที่เคยเป็นละครทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ เรรินสนใจผ้าโบราณ เมื่อได้ชมผ้าผืนหนึ่งที่ยังทอไม่เสร็จ เพียงเห็นผ้าผืนนั้นเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เธอเริ่มต้นนั่งทอผ้าและได้พบกับชายแปลกหน้าในยามวิกาล ทำให้เธอหลุดไปสู่อีกมิติหนึ่งและได้รู้จักเจ้านางมณีรินเจ้าหญิงจากแคว้นเชียงตุงที่ถูกส่งตัวมายังเชียงใหม่เพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าศิริวัฒนา

 ผ้าทุกชิ้นที่อาจารย์เผ่าทองสะสมจะให้ความรักเสมือนหนึ่งเป็นลูกๆ ที่ต้องเลี้ยงดูฟูมฟัก บางครั้งจะแอบลำเอียงอยู่บ้าง แต่ถึงเวลาก็ต้องให้ความรักเท่าๆกัน ผ้าเก่าพวกนี้ต้องซักด้วยมือใช้แชมพูเด็ก เอาน้ำใส่กะละมังผ้าปูลงไปกดให้จมน้ำแช่ทิ้งไว้ถึงหนึ่งชั่วโมง สิ่งสกปรกจะค่อยๆออกมา ใช้ฝาชีเป็นกระชอนช้อนผ้า เปลี่ยนน้ำเอาแชมพูลงไปตีในน้ำ เอาผ้าไปแช่เอามือกดเหมือนการนวดผ้าบนฝาชี สิ่งสกปรกน้ำดำๆก็จะออกมา เปลี่ยนเป็นน้ำสองน้ำสาม ใช้ฝาชียกใส่ในน้ำสะอาด เขย่า ส่ายและนวด

 "วันหนึ่งซักได้ ๕-๖ ผืน เอาวิญญาณเจ้าของเก่าออกไป เชื้อโรคบัคเตรีก็ยังอยู่ก็อยู่กันไป ก็ที่เป็นมะเร็งก็คงเพราะเหตุนี้ พูดอย่างกับว่าคนเราไม่เจอบัคเตรีเราจะไม่ตายอย่างนั้นเถอะ หมอรักษาผมก็ตาย ตายกันคนละครั้งเท่านั้น เวลาม้วนเก็บก็ต้องม้วนดีเท่ากัน การหลบแสงก็ต้องหลบเท่ากัน เราคลี่ผ้าเหมือนเราอาบน้ำให้ลูก ผ้าที่มาใหม่จะเข้ามาอยู่บนห้องนอน นอนด้วยกันให้คุ้นเคยกันก่อน แล้วค่อยๆเลื่อนมาอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว ผมไม่เคยกลัวผีผ้าเก่า เพราะทำบุญใส่บาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าให้เขาไปแล้ว ถึงจะเป็นผ้าฝรั่งผ้าชาติต่างๆ ก็ทำบุญแบบไทยๆ ไปให้เหมือนกันทั้งหมด ทำบุญแล้วก็อุ่นใจ

 ผมเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ การที่เรามีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ถือบัตรประจำตัวประชาชนไทย เราได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกนี้มากมาย ถึงเวลาแล้วที่เราต้องนับถอยหลัง ผมคิดแต่ว่าเราโชคดีได้เกิดใหม่อีกครั้งหลังชีวิตเฉียดความตายมาแล้วถึง ๒ ครั้ง ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมทำงานหนักเพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน บุญคุณประเทศชาติที่เราเกิดมาบนโลกใบนี้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนักทรงเป็นแบบอย่างให้กับเรา ชีวิตผมมีสองภาคไม่แพงเลยก็ฟรีเลย ผมทำงานให้ความรู้ด้วยการเป็นครูโดยไม่คิดค่าตัวเพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผม ด้วยการมารับมาส่งเลี้ยงอาหารเสมือนหนึ่งปฏิบัติกับพระ เพราะผมไม่ชอบการขับรถ เราอยู่บ้านมีความสะดวก มีน้ำมีไฟใช้ แต่ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ร่วมแผ่นดินกับเรา มีความยากลำบากอีกมาก หากคนกลุ่มนี้รวมตัวกันประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ บ้านเมืองที่เคยสงบก็ต้องวุ่นวาย ดังนั้น ชีวิตที่จะต้องอยู่ร่วมกันต้องถือหลักถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำงานชดใช้สังคมต่อไปเรื่อยๆทำงานจนถึงวันตาย เดือนหนึ่งเรื่องฟรีๆเป็นวิทยาทานเยอะมาก แต่อีกภาคหนึ่งผมจะมีค่าตัวครั้งละห้าหมื่นบาทในการทำงานอบรมให้กับองค์กรธุรกิจใหญ่โตต่างๆ ที่ติดต่อให้มาทำงาน เพราะเราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตเหมือนกัน" อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ กล่าวถึงจุดยืนในการทำงาน

 อาจารย์เผ่าทองกล่าวคำคมว่าความสุขนั้นไม่ต้องเอื้อมคว้า ทว่าทุกวันนี้ได้นั่งอยู่บนกองเงินกองทองแห่งความสุข ถ้ายังเอื้อมอยู่แสดงว่ายังไม่ได้ กองเงินกองทองของความสุขในความหมายที่แท้จริงคือความสุขที่ตัวเองเป็นผู้เลือกเองทั้งหมด 

 "ทุกวันนี้ถือว่าใช้ชีวิตอยู่กับความสุขที่เลือกได้ เพราะเลือกที่จะทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองรักโดยลาออกจากราชการมาทำงานภาคเอกชน เป็นที่ปรึกษาไทยธนาคาร ผมเบื่อที่จะสอนหนังสือแล้ว เพราะทำมา ๓๐ ปี แต่เลิกสอนไม่ได้ คือโรงเรียนจิตรลดา และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงก สอนประวัติศาสตร์ไม่เกี่ยวกับเรื่องผ้า ทั้งสองแห่งนี้สอนฟรีไม่ได้รับเงิน" 

 อาจารย์เผ่าทองมีความผูกพันกับผ้าไทยนับตั้งแต่เกิดและจำความได้ว่า พระยาไพชยนต์เทพ (ทองเจือ ทองเจือ) และ ท้าวอนงค์รักษา (พร้อง ทองเจือ) คุณปู่ และคุณย่าถวายงานรับใช้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อรัชกาลที่ ๗ เสด็จสวรรคต คุณย่าถวายงานรับใช้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ส่งผลให้อาจารย์เผ่าทองได้เข้าเฝ้าฯ ที่วังศุโขทัยทุกสัปดาห์ วิ่งเล่นอยู่ในวังท่ามกลางบรรยากาศมหาดเล็กชาววังสวมใส่ผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงิน ผ้าม่วงไหมจากประเทศจีนเนื้อทิ้งรีดเรียบพร้อมอัดกลีบ ส่วนเจ้านายใช้ผ้าไทยฉลองพระองค์ชุดลำลองด้วยผ้าซิ่นไหม เสื้อผ้าไหม เสื้อโขมพัตรพิมพ์ลายล้วนเป็นภาพพิมพ์ใจในวันวารจนถึงวันนี้

  "คุณแม่ผมชื่อ ไพบูลย์บุญ (เนติกุล) ทองเจือ เรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ แม่ได้เห็น สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งเป็นพระคู่หมั้นมาโดยตลอด ผมจึงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯสมเด็จที่พระตำหนักสวนจิตรลดา คุณท้าววนิดาพิจารีเป็นเสด็จยายของสมเด็จพระนางเจ้าฯ (มารดาของ หม่อมหลวงบัว กิติยากร) ผมได้มีโอกาสถวายงานสมเด็จพระนางเจ้าฯ ในงานเฉลิมฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงเทพมหานคร เปิดพระบรมมหาราชวังพระที่นั่งจักรี มีพระราชอาคันตุกะต่างชาติเข้ามา เมื่อมีพระราชพิธีต่างๆ โปรดฯให้จัดดอกไม้ มีครั้งหนึ่งจัดงานวันวาเลนไทน์ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ โปรดฯให้จัดสถานที่จัดดอกไม้สีแดงทั้งงาน พระองค์ท่านทรงชุดขาว ข้าราชบริพารสตรีทั้งหลายใส่ชุดสีแดง สุภาพบุรุษใส่เสื้อแจ๊คเก้ต วันนั้นผมใส่สูทสีขาวพอเสด็จออกมาทรงชุดสีขาว มีผมสวมชุดสีขาวเพียงคนเดียว จึงโปรดฯให้เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานรางวัลของที่ระลึกให้ด้วย ภาพที่เห็นนั้นเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกๆ ที่ผมได้ถวายงานงานมัดหมี่ไหมไทยสายใยชนบทต้นกำเนิดงานศิลปาชีพ" อาจารย์เผ่าทองกล่าวด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทำงานถวายรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิดในเวลาต่อมา 

 เมื่อเติบโตขึ้นอาจารย์เผ่าทองจึงเลือกเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิชาเกี่ยวกับการซ่อมแซมผ้าซึ่งเป็นงานละเอียดที่สุดในส่วนงานซ่อมส่วนโบราณวัตถุประเภทหิน ทับหลัง งานสัมฤทธิ์ งานไม้ 

 "สมัยนั้นไม่ค่อยมีใครเลือกเรียนงานซ่อมแซมผ้า ด้วยเป็นงานละเอียดที่สุด แต่เราถูกใจชอบที่จะสัมผัสผ้า สมัยเรียนทุกวันพระจะมีตลาดนัดที่วัดมหาธาตุ เราจะไปเดินตลาดนัดมีคนเอาผ้าส่าหรีเก่าๆ จากอินเดียมาขายตอนนั้นผืนละ ๓๐ บาท เก็บตังค์อยู่นานกว่าจะซื้อได้ มีผ้าทอไหม ทอยก ช่วงนั้นปี ๒๕๑๘ ผมเรียนอยู่ปี ๑ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ยกป้ายปลอดการเมือง ในขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อยู่ติดๆกันคึกคักด้วยเรื่องการเมือง"

 การเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรใช้เวลาเรียนในช่วงปีหนึ่งในห้องเรียน แต่หลังจากนั้นก็เรียนนอกห้องเรียนทำให้อาจารย์เผ่าทองเดินทางครบ ๗๒ จังหวัดในขณะนั้น ได้เห็นผ้าหลากหลายที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ผ้าที่ใช้ในงานพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ หลายครั้งต้องไปอยู่ภาคสนามกับชาวบ้านเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ หรือบางครั้งอยู่นานเดือนครึ่งถึงสองเดือน การอยู่ยาวในชนบทก็ไปพักอาศัยอยู่กับชาวบ้านเป็นเรื่องปลอดภัยมากกว่า ถ้าเราแยกไปอยู่กันเองไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่กับชาวบ้าน ยกเว้นจะไปเป็นคณะใหญ่ๆ จึงเลือกพักตามศาลาวัด หรือตามโรงเรียน สมัยนั้นไม่ค่อยมีโรงแรม ให้เลือกพักได้ เมื่อไปตามวัดวาอารามได้เห็นผ้าห่อคัมภีร์ทิ้งไว้เป็นผ้าขี้ริ้ว บางวัดขนทั้งสมุดข่อยและผ้าห่อคัมภีร์มาเผาทิ้งบอกว่าทำให้ปลวกขึ้นทำให้ศาลาการเปรียญ ตู้เก็บพระไตรปิฎกพังหมด บางครั้งจะขนบานประตูตู้พระธรรมออกมาเพราะเขาจะนำไปเผาทิ้ง 

 เมื่อใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกนานๆ ย่อมมีความผูกพันกับชาวบ้าน... 

 "เช้าขึ้นเราก็ต้องไปตักน้ำ ตำข้าว เชือดไก่ ไปขุดแมงกุดจี่ขุดหอยขม เราต้องไปตามหัวไร่ปลายนาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ตักน้ำใส่ปี๊บใส่รถล้อลุนเราถนัดหมด อยู่กรุงเทพฯเราเป็นคุณหนูวิ่งเล่นอยู่ในวัง ไปวันแรกๆ ทำอะไรไม่ถูกแต่ด้วยความมานะของเราก็คิดว่าเราต้องทำให้ได้ ทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้ เวลาเราจะกลับกรุงเทพฯ ชาวบ้านเขาผูกพันกับเราบางทีก็ให้หมอน ให้ผ้า ให้เป็นของเป็นที่ระลึก เราเก็บของพวกนั้นมาเรื่อยๆ ก็เยอะขึ้นๆ เรามีผ้าจากทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลท้องถิ่นทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดของประเทศ ในที่สุดลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จีน ลาว เขมร พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รอบตัวเราเก็บผ้าของเขาจนหมด" 

 จากนั้นก็เริ่มสะสมผ้าไปในแถบถิ่นแดนไกลทั่วโลก ยิ่งได้มาเปิดบริษัททัวร์อัญญมัญญา ไปทัวร์ต่างประเทศที่เป็นศิลปวัฒนธรรมก็มีเรื่องของผ้า ไปประเทศฟิลิปปินส์ อินเดีย จอร์แดน ตุรกี คาซัคสถาน โรมาเนีย กรีซ ยุโรปล้วนแล้วแต่มีผ้าทั้งนั้น เนปาล ภูฏาน สิกขิม เริ่มเก็บมาเรื่อยๆ 

 จุดเริ่มต้นของการเปิดร้านขายผ้าเก่าโบราณและตัดเย็บเสื้อผ้าไทย คือในช่วงปี ๒๕๓๒ คุณแม่อยากจะย้ายหลักปักฐานมาอยู่เชียงใหม่ 

 "ผมย้ายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาอยู่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงนั้นเข้าไปที่อำเภอแม่แจ่ม ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เจอลูกศิษย์ธรรมศาสตร์ที่เคยสอนกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ผู้ชายเป็นลูกศิษย์จบคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนผู้หญิงจบคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เขาแต่งงานกันแล้วไปอยู่เชียงใหม่ ไปอยู่แม่แจ่ม ก็ดีใจเพราะสมัยเขาเป็นลูกศิษย์เขาเป็นเด็กกิจกรรม เขาชวนเราไปลงหลักปักฐานซื้อที่ดินมีบ้านอยู่ที่แม่แจ่ม ช่วงนั้นเราอยู่เชียงใหม่ห่างจากแม่แจ่มเพียง ๑๒๐ กิโลเมตร เราก็เดี๋ยวแวบๆ เข้าไปสองชั่วโมงจนกลายเป็นเข้าไปเดินเล่นตอนเย็นๆตามหมู่บ้าน ตอนนั้นหมู่บ้านแม่แจ่มคนยากจนเยอะมาก ยังไม่มีการทอผ้า ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมลูกบ้านพูดปัญหาความยากจนแร้นแค้นทั้งหลาย เราก็ไปนั่งรับฟังปัญหาของเขา เรากลับมาทบทวนนั่งคิดว่าเออ เรามาอยู่บ้านเขา เขาทุกข์เราก็น่าจะทุกข์ไปกับเขาด้วย ทำกิจกรรมที่จะช่วยเหลือเขาได้ เราก็ให้เขาควานหาครอบครัวที่ยากจนจริงๆ ๒๐ ครอบครัว จนถึงร้อยหลังคาเรือน เขาเป็นหนี้สินกันทุกคน เราก็เลือกครอบครัวยากจนที่สุดเพื่อจะให้ความช่วยเหลือ"

 การพัฒนาเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อลูกศิษย์ทำเรื่องขอทุนจากรัฐบาลออสเตรเลียได้เงินจำนวนหนึ่งแสนบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน รับซื้อฝ้ายจากตลาดเชียงใหม่เพื่อนำมาทอผ้าจากแม่แจ่ม 

 "คุณโอ่ง-สันทนา อัมพุช ผู้จัดการใหญ่สายบริหารสินค้าบริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป ตอนนั้นยังไม่ได้ทำสยามพารากอน รับซื้อตลอดจนกระทั่งสร้างห้างเอ็มโพเรี่ยม ติดต่อผมว่าแพนเอาผ้ามาลงสิ จะให้พื้นที่ชาวบ้านมาขาย คุณโอ่งดีมากจริงๆ ต้องชมเชยในความเป็นเจ้าของกิจการ เราก็พาชาวบ้านมานั่งคุยกันจนได้ คุยกันไปคุยกันมาไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านบอกว่าผ้าฉันเอามาจากบ้านฉันนะก็ต้องได้สตางค์ แต่คุณโอ่งบอกว่าเป็นระบบฝากขายเอามาก็ต้องรอให้ขายได้เสียก่อนแล้วค่อยเก็บสตางค์ต้องรออีก ๔๕ วันจะจ่ายเช็คให้กับชาวบ้าน ขอให้ไปเปิดบัญชีกระแสรายวันจึงจะโอนเช็คได้ชาวบ้านฟังแล้วก็สงสัยว่าเอาผ้าเขาไปแล้วทำไมเขาไม่ได้สตางค์ทันที คุยกันไปคุยกันมาไม่ลงตัวทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านบอกว่าไม่ขายแล้ว ผมก็บอกว่าไม่ลงตัวก็ไม่ต้องขายกันแล้ว ส่งชาวบ้านกลับบ้านแม่แจ่ม 

 คุณโอ่งขอให้ผมเป็นคนกลาง ตอนนั้นผมไม่คิดจะทำแต่ผมให้เพื่อนอีกสองคนมาลงหุ้นกัน ตั้งบริษัทเผ่าทองทองเจือและเพื่อน จำกัด ใช้วิธีการรับซื้อผ้าจากชาวบ้านจ่ายเงินสดแล้วมาฝากขายที่ห้างเอ็มโพเรี่ยม ลงเงินกันคนละสองแสนบาท เจ๊งก็เจ๊ง เงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมาย ตอนนั้นมีผ้าคลุมไหล่ ทอพรม ผ้าเมตรขายลูกค้าญี่ปุ่น คนซื้อเริ่มบ่นว่าหาช่างตัดเย็บยากมาก เราก็เริ่มต้นหาช่างเย็บให้พร้อมกับออกแบบเสื้อด้วย ตัดไปตัดมาคนนั้นเอวไม่พอดิบพอดีจะนั่งแก้ไขก็เสียดายเสียค่าแรง ก็คิดกันว่าถ้าลูกค้าใส่ไม่ได้ก็ใส่ราวแขวนไว้เตรียมขาย คนที่ใส่ไม่ได้ก็ตัดให้เขาใหม่ เดี๋ยวสักวันหนึ่งเสื้อที่เจ้าของพอดีตัวต้องมีสักคนหนึ่ง คนมีตั้ง ๖๐ ล้านคน ยังไงก็ต้องเจอกันจนได้ ขายได้หมด ตอนนั้นเลือกทำแต่ผ้าฝ้าย ลูกค้าก็เริ่มถามว่าทำไมมีแต่ผ้าฝ้ายไม่มีผ้าไหมบ้างหรือ ผ้าฝ้ายทอแม่แจ่ม ผ้าไหมเส้นเดียวสองเส้นทอที่ปักธงชัย โคราช และที่ชัยภูมิ บ้านเขว้า เมื่อทำไปแล้วตลาดยอมรับอย่างดีขยายงานออกไปเรื่อยๆ เราทอผ้าเองใช้ไหมเต็มจำนวนที่ควรจะเป็น ไหมเส้นเดียวของเราเท่ากับคนอื่นสองเส้น คุณภาพดีไหมดีทอแน่นผ้าจะไม่ยับถ้าไหมเนื้อดีจะไม่ยับเท่ากับผ้าลินิน ที่เห็นใส่ไหมยับเป็นหมาฟัดนั่นน่ะเป็นไหมไม่ดี ไหมคุณภาพต่ำมาก" 

 ปัจจุบันนี้ได้ขยายมาสร้างโรงงานสำหรับเป็นแหล่งตัดเย็บที่จังหวัดลำพูนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่เดินทางได้สะดวก จากแม่แจ่มมาลำพูนเป็นกึ่งกลางทางลงมาจากดอยอินทนนท์ลัดเลียบแม่น้ำปิงเข้ามาถึงลำพูนได้ เนื่องจากกลุ่มทอผ้าฝ้ายที่แม่แจ่มขาดความสามารถในการตัดเย็บ ต้องหาอาชีพเสริมให้กับเขาด้วย 

 "ครอบครัวที่ทำผ้าขายไปทำข้าวเผ่าทอง สบู่เผ่าทอง แหนมเผ่าทอง จึงไม่ได้ใช้เครื่องบดแหนมซึ่งราคาแพง ตอนแรกเขาพูดกันว่าอาจารย์ต้องซื้อเครื่องบดหมู พวกเธอมาหาฉัน ของานทำ ๒๐ คน ถ้าฉันซื้อเครื่องบดหมูก็จ้างคนเดียวเธอไปจับสลากกันเอง จะเอาใคร (หัวเราะ) เงียบกันหมด สมัยก่อนสมัยโบราณรุ่นปู่ รุ่นย่า ตายาย ไฟฟ้าก็ไม่มีแล้วเธอทำแหนมกินกันยังไง เขาก็บอกว่าซอยเขียงซอยมือ บอกให้ชาวบ้านซอยด้วยมือด้วยเขียงทุกคนจะได้มีงานทำ ขิงดองเผ่าทอง กระเทียมดองเผ่าทอง ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์อยากหาน้ำอบหอมๆ ให้ถูกใจ เราทำน้ำอบน้ำปรุงเผ่าทองใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหมด ถ้าเรามัวมานั่งคิดแต่เรื่องกำไร เรามาทำเสื้อขายดีกว่า ตัวหนึ่งเราก็ได้กำไรดีกว่า แต่ถ้าจะเลิกทำ คนที่เขาจะต้องพึ่งพาเราก็ต้องเดือดร้อนกันเป็นจำนวนมาก"

 กิจการทอผ้าของชาวบ้านที่แม่แจ่มนั้นเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เป็นความจริงที่ว่าไม่สามารถจะหยุดความยากจนได้เพียงแต่ว่ามีค่าขนมกับข้าวมากขึ้น รายจ่ายไม่มากเท่าเดิม ถนนหนทางเข้าไปยังหมู่บ้านยังทุรกันดาร ไฟฟ้าไม่มีต้องจุดตะเกียง ไฟฟ้าเข้าถึงบ้านของอาจารย์เผ่าทองเป็นบ้านหลังแรก หลังจากที่หิ้วปั๊มน้ำเข้าไปตั้งริมบ่อน้ำ 

 "ผมต้องโพล้งน้ำใช้เองเป็นบ้านแรก ปั๊มน้ำตั้งอยู่ที่ปากบ่อเข้าไปต่อท่อแล้วดูดน้ำขึ้นมาใช้งาน คนทั้งหมู่บ้าน ๔๐๐-๕๐๐ คน มาดูน้ำไหลบนบ้านผมที่ต่อออกมาแล้ว ตื่นเต้นกันมาก เราเป็นก๊อกแรกของอำเภอแม่แจ่ม ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยตั้งแต่รอกบ่อน้ำ"

 การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมเป็นสิ่งที่อาจารย์เผ่าทองเลือกเส้นทางนี้ 

 "ผมถือว่าเป็นความประทับใจร่วมกับชาวบ้านที่เลือกได้ เมื่อถึงวันเกิดเพื่อนฝูงจะพาไปเลี้ยงมื้อหนึ่งเป็นพันเป็นหมื่นบาทผมรู้สึกเสียดายสตางค์ เปิดแชมเปญแล้วก็เมาไม่เห็นเป็นสาระอะไรเลย เป็นการเอ็นจอยไลฟ์อีกแบบหนึ่งก็ไม่ได้ผิดนะ แต่บังเอิญจริตเรานี่มันไม่ไปทางนั้น จริตเราไม่ใช่นั่งที่โต๊ะกินข้าวแล้วจิบไวน์คุยกัน มันเบื่อ มีความรู้สึกว่าเราฆ่าเวลาไปเฉยๆ มันเบื่อ ผมประกาศกับเพื่อนว่าต่อไปนี้วันเกิดไม่เลี้ยงเหล้าต่อไปอีกแล้ว เพื่อนฝูงให้ของขวัญอะไร ก็ไม่ได้อยากได้ ไม่ใช่ร่ำรวยแต่ใครซื้ออะไรมาให้ถ้าไม่ถูกใจ อย่ามาให้ฉันเลย ให้ของอื่นที่ไม่ได้ใช้ก็คือของรกบ้าน เพราะฉะนั้นเอาเงินคนละ ๖๐๐ บาทไปซื้อลูกหมูตัวเมีย ๑ ตัว ได้ลูกหมู ๒๑ ตัว เขียนเลข ๑-๒๑ ใต้ท้องหมูแล้วแจกหมูให้ไปเลี้ยงทำให้เขามีรายได้จากการเลี้ยงหมู จากเดิมที่เขาไม่มีสตางค์เงินสดติดตัว ทำให้เขามีเงินสดติดตัวมากขึ้น จากเดิมที่ครอบครัวหนึ่งมีเงินสดทั้งปีเพียง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท มีเงินใช้วันละไม่ถึงสิบบาท เขาอยู่รอดด้วยการปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัวกินเอง ทอผ้าใช้เอง เขาไม่มีสวัสดิการอย่างอื่น ไม่มีบัตรทองรักษาโรค ไม่มีอะไรสักอย่างเราเหมือนเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน เราไม่ได้มีสตางค์มากพอที่จะให้เขาพึ่งพาได้ก็จริง การให้เขาได้ช่วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ"

 "ผมโชคดีที่ได้ฟังในหลวงรับสั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่เด็กทำให้เราคิดได้ พระราชดำรัสในหลวงที่รับสั่งจะต้องตรงกับปัญหาของเราข้อใดข้อหนึ่งอย่างแน่นอน พระราชดำรัสเป็นพันเป็นหมื่นข้อตอบโจทย์เราได้สักข้อหนึ่งแน่ๆ ชาวบ้านยากจนเป็นคอหอยพอกกันเยอะ ก็เอาเกลือไอโอดีนจากกระทรวงสาธารณสุขไปแจกด้วย พร้อมกับบังคับถ้าใครรับฝ้ายและหมูจากเราไปแล้วก็ต้องบังคับให้รับเกลือไอโอดีนไปกินด้วย อีกทั้งสาบานกับพระว่าหมูที่ได้จะไม่ไปเชือดหรือฆ่านำไปขาย แต่จะต้องเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ออกลูกแล้วครอกที่หนึ่งจะต้องเอามาคืน ๑ ตัว ที่เหลือจะเชือดจะฆ่ากินได้ทั้งหมด ครอกที่สองออกลูกก็ต้องเอามาคืน ๑ ตัว ผมเอาแค่สองครอกเท่านั้น ครอกอื่นผมไม่ยุ่งเลย ถามว่าชาวบ้านรวยขึ้นไหม ก็มีเงินสดมากขึ้นขี้หมูขี้หมาหมูออกครอกละ ๖ ตัว ๓๖ ตัว ขายในหมู่บ้านได้เงินเท่าไหร่ หมูตัวหนึ่งออกลูกปีละ ๒ ครั้ง ชาวบ้านพูดอย่างนั้นหมูท้องเท่าขาหมาท้องเท่าหู คือหมูท้องสี่เดือนหมาท้องสองเดือน เราก็ได้หมูคืนมาครอกละ ๑ ตัว เพื่อแจกคนจนต่อไป คิดดูสิครับทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ จนถึงปีนี้ปี ๒๕๕๔ แล้ว เราไม่ต้องเข้าไปยุ่งแล้วเขาดูแลตัวเองกันได้กลายเป็นจิตสำนึก"

 อาจารย์เผ่าทองกล่าวว่าบทเรียนที่ล้ำค่า คือสิ่งที่คุณแม่ไพบูลย์บุญสั่งสอนมาโดยตลอดด้วยความเชื่อในบาปบุญคุณโทษและการทำกุศล ที่ผ่านมาคุณแม่ได้อุปถัมภ์นักเรียนเรียนดีแต่ยากจนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อุปถัมภ์ค่าอาหาร เสื้อผ้า ค่ารถจนกว่าจะเรียนหนังสือจบโดยไม่มีข้อผูกพัน ไม่ได้เป็นการแจกทุนแล้วถ่ายรูปตากหน้ารับทุนการศึกษาลงหนังสือพิมพ์ทำให้เด็กมีปมด้อย เด็กที่รับทุนจากคุณแม่เรียนจบการศึกษาไปแล้วหลายรุ่น ปัจจุบันเรียนจบเป็นวิศวกร แพทย์ ฯลฯ

 ด้วยปูมหลังของ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ เป็นทายาทรุ่นที่ ๓ ของ พระยาไพชยนต์เทพ (ทองเจือ ทองเจือ) ซึ่งเป็นบุตรของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ หรือ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ และหม่อมที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ย่านพาหุรัด เมื่อหม่อมมีทายาทเป็นชาย ทำให้ หม่อมเจ้าเม้า รองทรง หม่อมชายาเอกซึ่งเป็นพระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารองทรง กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ ราชสกุลวังหน้าในรัชกาลที่ ๒ ไม่พอใจจึงบังคับพระยาไพชยนต์เทพไม่ให้รับรองทายาทเป็นบุตรและมิให้มีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า ไม่ได้ใช้นามสกุลทองแถม คือเป็นบุตรนอกสมรส อันเนื่องมาจากหม่อมมีทายาทเป็นชายก่อนที่หม่อมเจ้าเม้าจะมีทายาทคือ หม่อมเจ้าทองเติม ทองแถม 

 ต่อมา สมเด็จพระพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระเมตตาสงสาร จึงทรงรับอุปการะท่านเจ้าคุณตั้งแต่ยังเยาว์วัยพร้อมพระราชทานชื่อว่า ทองเจือ ทองเจือ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวงมาจนเสด็จสวรรคต จึงได้ย้ายไปรับราชการในพระราชสำนักรัชกาลที่ ๖ ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ ได้ทรงชุบเลี้ยงต่อมา 

 "ผมเป็นทายาทรุ่นที่ ๓ ของทองเจือ ถ้าเปรียบเทียบพ่อเป็นหม่อมราชวงศ์ ปู่เป็นหม่อมเจ้า เราสนิทกับสกุลทองแถม เรานับญาติฝ่ายคุณปู่ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลสมัยรัชกาลที่ ๖ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา (หม่อมเจ้าสุทธสิริโสภาจุฑาธุช) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ประสูติแด่ หม่อมลออ จุฑาธุช ณ อยุธยา เรียกคุณปู่ผมว่าพี่เจือ พระองค์หญิงสุทธ บอกผมให้เรียกว่า เสด็จอา เวลาที่ผมเข้าไปกราบ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หรือพระองค์ชายใหญ่แล้วเรียนพระองค์ท่านว่าฝ่าพระบาทก็รับสั่งว่าให้เรียกเสด็จลุง เราเป็นญาติในสายเลือดก็จริง แต่ปู่บอกว่าเราต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เราเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินถึงจะมีสายเลือดเกี่ยวดองกับพระมหากษัตริย์ แต่เราเป็นขี้ข้าเราจะไปนับญาติกับพระมหากษัตริย์ไม่ได้เด็ดขาด" อาจารย์เผ่าทอง เล่าถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษ

 "ผมเกิดที่โรงพยาบาลเนิร์สซิ่งโฮม พอผมเกิดคุณพ่อขับรถไปบ้านคุณป้าซึ่งแต่งงานกับตระกูลเทวกุล เพื่อจะบอกข่าว คุณพ่อยังไม่ทันลงจากรถ คุณป้าก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับถามว่าตาหนูแกเกิดแล้วเป็นผู้ชายใช่ไหม? คุณพ่อผมก็ตกใจเพราะยังไม่ทันจะบอกเลยรู้ได้อย่างไร คุณป้าบอกว่า กรมหลวงสรรพศาสตร์ มาเข้าฝันฉัน ตาหนูเกิดแล้วให้บอกตาหนูด้วยว่าให้ชื่อ แพรวสุวรรณ ผมเกิดมาได้ชื่อแพรวสุวรรณ จนถึงอายุ ๓ ขวบ ผมโยเยงอแงเจ็บป่วยบ่อยครั้ง คุณพ่อ คุณแม่ ไปให้พระดูก็คำนวณกันว่า ส.เสือ เป็นกาลกิณีสำหรับคนที่เกิดวันพุธ ให้เปลี่ยนชื่อจากสุวรรณเป็นทอง เป็นแพรวทอง ต่อมาพ่อผมเสียชีวิตอีกคราวนี้ญาติพี่น้องก็บอกว่าชื่อนี้อาจจะไม่ดีนัก ผมเปิดหนังสือเยลโล่เพจเจสตั้งชื่อตัวเองว่า เผ่าทอง เป็นชื่อที่ไม่เหมือนใคร คนอื่นแตกต่างกว่าเราหมดเลย ผมก็มีชื่อว่า เผ่าทอง ทองเจือ แต่วันนั้น ส่วนชื่อเล่นผมคือแพนมาจากเจแปน พ่อแม่ตั้งชื่อเล่นให้เพราะแม่ท้องผมที่ประเทศญี่ปุ่น พ่อแม่แต่งงานกันแล้วไปฮันนิมูนกันที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มาคลอดเมืองไทย" อาจารย์เผ่าทอง เล่าความหลังความเป็นมาของชื่อเสียงเรียงนามได้น่าประทับใจยิ่ง ทั้งยังมีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดากับ ปรางทิพย์ ทวีพาณิชย์ (ทองเจือ) เจ้าของโรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์ และ ภิญโญ ทองเจือ นักธุรกิจและอดีตนักแสดงชื่อดัง

 ครั้งหนึ่งในชีวิต อาจารย์เผ่าทอง ในวัย ๓๗ ต้องเผชิญกับชีวิตที่เฉียดความตายมาแล้วถึง ๓ ครั้ง เท่ากับว่าเกิดใหม่ ๓ ครั้ง เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นที่ ๔ เมื่อ ๑๘ ปีก่อน หมอระบุว่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๓ เดือน วินาทีแรกที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง โลกทั้งโลกแทบดับลงตรงหน้าถึงกับหมดอาลัยตายอยากในชีวิตนอนซมด้วยหมดกำลังใจอยู่หลายวัน จนกระทั่งนึกถึงคำพูดของแม่ ทำให้มีสติตั้งใจฮึดสู้กับโรคมะเร็งอีกครั้ง

 "กูตายมึงก็ตาย ผมจะตะโกนขู่มะเร็งทุกเช้า เพื่อปลุกใจตัวเอง และคิดตลอดว่าเราต้องอยู่เพื่อแม่ แล้ววันนี้ผมก็ชนะ อ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างที่เห็นครับ"

 โรคมะเร็งเป็นโรคคลาสสิคที่เป็นพญามัจจุราชคร่าชีวิตผู้คนบนโลกนี้มาแล้วเป็นอันดับ ๑ มักเกิดกับอวัยวะภายใน พบเนื้องอกหรือแผลเรื้อรังที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมาอันเกิดจากความไม่สามารถทำหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งจะขาดออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้เซลล์กลายพันธุ์ กลายเป็นเนื้องอกเนื้อร้าย ออกซิเจนและสารอาหารถูกลำเลียงผ่านเลือดไปสู่เซลล์ที่มาของมะเร็งก็คือเลือด อย่างไรก็ตามยังมีคนที่โชคดีรอดชีวิตได้อย่างมหัศจรรย์ มีชัยชนะเหนือพญามัจจุราชสีดำ

 "จุดเริ่มต้นของโรคมะเร็งเป็นเรื่องบังเอิญมาก ตอนนั้นผมไปทำงานวิจัยด้านโบราณคดีที่ประเทศอังกฤษ ๓ เดือน ผมคลำเจอก้อนเนื้อขนาดเท่าเม็ดถั่วลิสงที่ราวนมด้านขวา เพราะปกติชอบอาบน้ำจากตุ่ม ไม่ใช้ฝักบัวเลย แต่พอไปอยู่อังกฤษต้องอาบฝักบัวทำให้คลำพบความผิดปกติ ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะกดยังไงก็ไม่เจ็บ เพียงแต่สังเกตว่าขนาดก้อนเนื้อโตขึ้นเรื่อยๆ จนใหญ่เท่าไข่เป็ด พอกลับเมืองไทยต้องขึ้นเหนือไปทำธุระที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลยแวะไปหาเพื่อนที่เป็นหมอประจำโรงพยาบาลสวนดอก แล้วเล่าอาการให้ฟัง พร้อมกับวินิจฉัยตัวเองแบบเบ็ดเสร็จว่าคงไม่เป็นอะไรเพราะกดแล้วไม่มีอาการเจ็บ ปรากฏว่าเพื่อนหน้าเสียเลย รีบเรียกหมอเฉพาะทางมาตรวจ ถ้าถึงขั้นกดแรงๆ ยังไม่เจ็บแสดงว่าอาการหนัก ตอนนั้นคุณหมอสั่งให้เข้าห้องผ่าตัดทันทีเพื่อตัดก้อนเนื้อออกมาตรวจ" อาจารย์เผ่าทองเล่าถึงที่มาของโรคภัยไข้เจ็บเสมือนหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

 "คุณหมอบอกว่าคุณต้องทำใจนะ เพราะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นที่ ๔ คงมีชีวิตอยู่ได้แค่ ๓ เดือน ตอนนั้นปล่อยโฮเลยเหมือนถูกพิพากษา ผมไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งการขยับตัว คิดแต่ว่ายังไม่อยากตาย และไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เราอายุแค่ ๓๗ กำลังมีหน้าที่การงานรุ่งโรจน์ มีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของตัวเอง มีทรัพย์สิน มีบ้านทั้งหมด ๑๑ หลัง จะมาตายตอนนี้ไม่ได้ แล้วแม่จะอยู่ยังไง มีลูกเพียงคนเดียว แม่เคยพูดตลอดว่าความทุกข์ที่สุดของแม่ คือเห็นลูกตายก่อนแม่ นึกถึงคำพูดนี้แล้วทำให้ฮึดสู้ คิดว่าเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อแม่ เราจะตายก่อนแม่ไม่ได้ ถ้าไม่อยากตายก็ต้องมารักษากัน คุณหมอกระตุ้นให้สู้ แล้วบอกให้ลองรักษาด้วยการให้คีโมดับเบิลโดส โดยหมอจะอัดเข้าไปที่เส้นเลือดโดยตรง ถ้ารอดก็รอดไปเลย เราอยากรอดเพื่อแม่ เลยตอบตกลง แต่ยังไม่กล้าบอกแม่ว่าเป็นมะเร็งเพราะยังทำใจไม่ได้ ปรากฏว่าพอหมอฉีดยาดับเบิลโดส ร่างกายเราทนไม่ไหว หัวใจหยุดเต้นและไม่รู้สึกตัว ปั๊มหัวใจยังไงก็ไม่ขึ้น จนทางโรงพยาบาลเข็นร่างไปไว้ที่ห้องซี.ซี.ยู. มีคนไข้นอนตายอยู่แล้ว ๑ คน ตอนนั้นสลบไป ๗ วัน จนวันสุดท้ายคุณหมอลองใช้ไฟฟ้าช็อต ทำให้ฟื้นขึ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ยังลืมตาไม่ขึ้น ผมจำได้แม่นเลยว่ามีนักศึกษาแพทย์เข้ามาดู และได้ยินเสียงพูดว่าศพนี้ซวยมากเลย เป็นทั้งโรคหัวใจ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผมตะโกนเถียงสุดแรงว่า ไม่ซวยๆๆ"

 หลังจากรอดชีวิตจากการให้คีโมดับเบิลโดสมาได้ หมอก็เริ่มให้คีโมปกติทั้งหมด ๔๐ เข็ม ต้องนอนโรงพยาบาลต่อเนื่องอีก ๔๐ สัปดาห์ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก มากด้วยอาการทั้งอาเจียน ไข้ขึ้น เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว สลับกันทุก ๓ ชั่วโมง หมอบอกว่าให้คีโมแล้วผมจะร่วง พอเข็มแรกผ่านไป ผมก็ร่วงจริงๆ เรียกว่าไม่มีขนเหลือสักเส้นบนร่างกาย พร้อมๆกับข่าวลือว่า "เผ่าทอง" เป็นเอดส์ แต่คุณแม่คอยให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด บอกว่าขอให้ลูกหายเร็วๆนะ ตั้งใจรักษาตามหมอสั่ง แม่อยู่กรุงเทพฯคนเดียวได้ไม่ต้องห่วง ระหว่างที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลวันไหนที่ทนไม่ไหวรู้สึกท้อแท้ก็จะโทรศัพท์หาแม่แต่จะพยายามทำเสียงเข้มแข็งบอกแม่ว่าลูกอยู่ทางนี้สบายดี 

 แม้การรักษาในช่วงปีแรกจะได้ผลเกินความคาดหมาย แต่ทว่ามะเร็งร้ายกลับลุกลามไปยังร่างกายส่วนอื่นๆอีกหลายแห่งด้วยกันที่รักแร้ ต้นคอทั้งสองข้าง ตับ ขาหนีบ และต่อมลูกหมาก ส่งผลให้ผู้ชายหนึ่งเดียวคนนี้ต้องระทมทุกข์ทรมานกับการให้คีโมอย่างต่อเนื่องถึง ๖ ปีเต็ม พร้อมกับการผ่าตัด ๙ ครั้ง สิ่งสำคัญที่สุด คือการมีสติและมีกำลังใจที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการพิชิตมะเร็ง 

 หลังจากเป็นมะเร็งยังค้นพบสัจธรรมหลายอย่าง รู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน เริ่มมีความพอเพียงมากขึ้น ไม่โลภมาก อยากมีอยากได้แบบสมัยก่อน ได้ปรับเปลี่ยนชีวิตการกินอยู่ทุกอย่าง เพราะอาหารบางอย่างมีผลต่อโรคภัยไข้เจ็บมาก เวลาเป็นอะไรต้องแก้ด้วยอาหาร อย่าไปพึ่งยา รับประทานอาหารย่อยง่ายๆ ไม่เผ็ด ไม่มัน เลิกรับประทานไก่ และหมู เพราะมีฮอร์โมนกระตุ้นมะเร็ง เปลี่ยนมารับประทานปลาย่าง ปลาลวกแทน ผัก ผลไม้เยอะๆ 

 อาจารย์เผ่าทองไม่เคยมีประสบการณ์ในการบวชพระ เพียงแต่เคยบวชเณรตอนเด็กๆ แต่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

 "ผมเลื่อมใสหมดทั้งพระ ทั้งผี นับถือพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ไปวัดไหนเป็นพิเศษ ผมนับถือศาสนาเป็นศาสนาครับ ไม่ได้ยึดเรื่องเปลือกของการปฏิบัติ คนใส่บาตรพระเยอะแล้ว แต่ผมเลือกทำบุญกับคนยากจน สัตว์ ทำบุญโรงสีข้าว ที่วัดแห่งหนึ่งปราณบุรี แม่ชีเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว จะส่งข้าวไปให้ครั้งละ ๕๐-๑๐๐ กิโลกรัม ฝากไปต้มแจกๆกัน" 

 อาจารย์เผ่าทองตั้งปณิธานว่าเมื่อหมดลมหายใจแล้ว จะถวายทรัพย์สินทั้งหมด นับตั้งแต่พิพิธภัณฑ์กรุ ผ้าเก่า ห้องสมุดที่มีหนังสือหลายหมื่นเล่มแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกับเล่าอย่างเป็นเรื่องธรรมดาๆว่า เมื่อสิ้นชีวิตแล้วสวดพระอภิธรรมศพเพียง ๓ วันก็เพียงพอแล้ว ให้ทำพิธีเผาเชิงตะกอนกลางแจ้ง ที่จังหวัดลำพูน ไม่ต้องเผาในเมรุ เผาด้วยฟืน ใช้ยางรถยนต์เอามาเรียง ใช้น้ำมันก๊าซใส่ถุง เอาฟืนมากอง เอาศพมาตั้งแล้วจุดไฟเผานั่งยาง กระดูกไม่ต้องเก็บ ไม่ต้องมีโกศ เครื่องเกียรติยศ ปี่แตร ไม่ต้องเป่า ไม่ต้องตี 

 "เราอุบัติขึ้นมาในโลกนี้แล้วเป็นแค่ธุลีดิน คนทั่วโลก ๖,๐๐๐ ล้านคน เราจะมีความสำคัญอะไรไม่ต้องเป็นที่จดจำ ไม่ต้องมีการประกาศเกียรติคุณ อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องมานั่งจดจำ"

 ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ หนึ่งเดียวเจ้าเสน่ห์ผู้เป็นที่รักของทุกคนเมื่อได้เข้ามารู้จักและคุ้นเคย.....