'เงินถุงแดง' ค่าปรับไถ่เมือง

เวียงวัง

 คุณอาทิสุดา ณ นคร แห่งสภาพัฒน์ ซึ่ง Fax มาถามเชิงบอกเล่า...   จึงขออนุญาตนำคำถามเชิงบอกเล่า น่ารู้และเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านมาลงเพียงบางตอน เพราะทั้งฉบับนั้นค่อนข้างยาวมาก ก่อนที่จะตอบคำถาม
  

 “ได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่องเงินถุงแดงของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ในนิตยสารสกุลไทยฉบับที่ ๒๖๕๘ ปีที่ ๕๓ รู้สึกประทับใจและเกิดแรงผลักดันที่จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเงินถุงแดงในเชิงลึกจากสื่ออื่นๆเพิ่มเติม ซึ่งผลจากการค้นหาข้อมูลของหลายแห่ง พบว่าเงินถุงแดงนั้นถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคนไทยทั้งแผ่นดิน เพราะตลอดรัชสมัยที่ทรงเก็บเงินถุงแดงไว้ในรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ไม่ได้ทรงนำเงินถุงแดงมาใช้ในการส่วนพระองค์เลย ทุกพระองค์ยังทรงคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์เดิมของเงินถุงแดง คือเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นเช่นการไถ่ถอนเอกราชของชาติ

    ดิฉันได้อ่านบทความและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังกล่าว พบว่า ในสมัยของพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ก็ยังทรงยึดถือพระราชประณิธานของรัชกาลที่ ๓ โดยทรงถือให้เงินถุงแดงเป็นเสมือนเงินทุนสำรอง มิได้พระราชทานให้เป็นประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ ยังทรงเก็บไว้ตามเดิม มิได้ทรงนำออกมาใช้ตลอดรัชกาลของพระองค์เมื่อไม่มีเงินเบี้ยหวัดจ่ายให้เจ้านายขุนนางก็โปรดฯให้เลาะทองเบญจา ออกจ่ายแทนเงินสด โดยไม่แตะต้องเงินก้อนนี้ พระคุณและพระเนตรอันกว้างไกลของรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔  ทำให้เงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเก็บสะสมเอาไว้ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ชั่ง (เวลานั้น = ๒,๔๐๐,๐๐๐ .-บาท) ยังคงอยู่ตลอดมา จนกระทั่งได้นำออกมาใช้กู้เอกราชของไทยจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕”

    ตรงนี้มีคำถามแทรกว่า 'ทองเบญจา' หมายถึงอะไร ซึ่งจะเก็บไว้ตอบในตอนหน้า
    ก่อนจะถาม ได้เล่าต่อไปอีกอย่างน่าสนใจ
    “เมื่อดิฉันค้นคว้าข้อมูลไปเรื่อยๆ ดิฉันพบว่าเงินถุงแดงได้ถูกนำมาใช้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ช่วงเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เมื่อกองเรือรบติดอาวุธของฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองกรุงเทพมหานครฯ เป็นเวลา ๑๒ วัน ทำให้คนไทยหมดหนทางที่จะต้านทาน”
    “ดังนั้น เพื่อที่จะปกป้องพระนครและรักษาเอกราชของชาติไทยเอาไว้ ในระหว่างการระดมพลเพื่อปกป้องพระนครไว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่ฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดให้ไทยต้องจ่ายค่าปรับสินไหมภายใน ๔๘ ชั่วโมงนั้น ไม่เช่นนั้นจะปิดอ่าวไทยและยึดเมืองไทยทันที พระองค์จึงได้ทรงตัดสินพระทัยชนิดไม่มีทางเลือก มอบผืนแผ่นดินในพระราชอาณาเขตบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ลาว เขมร) พร้อมด้วยเงินค่าไถ่เป็นค่าปฏิกรณ์สงคราม ที่ฝ่ายไทยถูกกล่าวหาว่าก่อขึ้นก่อนโดยการเปิดฉากยิงเรือฝรั่งเศส คิดเป็นเงินทั้งสิ้นห้าล้านฟรังก์ โดยแยกเป็นเงินชดใช้ค่าเสียหายที่ไทยต้องชำระให้ชาวฝรั่งเศส สองล้านฟรังก์ และเงินประกันที่ไทยต้องวางทันทีภายในเวลากำหนด อีกจำนวน สามล้านฟรังก์
    มิฉะนั้น ฝรั่งเศสจะจัดการขั้นเด็ดขาด ระดมกระสุนจากปืนใหญ่บนเรือรบ ๓ ลำ ที่ทันสมัยที่สุด บุกเข้าไปในน่านน้ำเจ้าพระยา ระดมยิงพระที่นั่งจักรีฯ
    เหตุการณ์นี้ทำให้ไทยต้องเร่งแสวงหาเงินจำนวนมากมาชำระให้ทันเส้นตาย ในเวลาจำกัดภายใน ๔๘ ชั่วโมง เงินที่มีอยู่นั้นยังไม่เพียงพอกับที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จึงได้กราบทูลถึง 'เงินถุงแดง' ๓๐,๐๐๐ ชั่ง โดยสะสมไว้ในรูปเหรียญทองรูปนกของเม็กซิกัน ซึ่งในขณะนั้น ใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศซื้อขายกันได้ในไทย”
    “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จึงต้องทรงตัดสินพระทัย เทเงินถุงแดงออกมาเป็นเงินประกันที่กำหนดให้ต้องวางทันที สามล้านฟรังก์ ทว่าก็ยังไม่พอ ดังนั้น พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในซึ่งทรงมีเงินเก็บไว้จากเบี้ยหวัดเงินปีบ้างจากรายได้อื่นๆบ้าง จึงทรงร่วมกันเสียสละทรัพย์ส่วนพระองค์เทเงินถวายกันจนเกลี้ยงจนได้เงินเพียงพอ คิดเป็นเงินฟรังก์ประมาณ สามล้านฟรังก์
    ทีนี้คำถาม นอกจากถามมาเรื่อง “ทองเบญจา' แล้ว มีคำถามสรุปในตอนท้ายว่า
    “จากข้อมูลที่ค้นคว้ามาได้ ดิฉันใคร่ขอกราบเรียนถามว่า อาจารย์พอจะทราบไหมคะว่า จำนวนเงินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเร่งรีบหาเงินประกันส่วนที่ยังขาดอยู่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงร่วมกันเสียสละจนสามารถกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองได้นั้นเป็นจำนวนเท่าใด
    หลังจากได้อ่านบทความเรื่องเงินถุงแดงในสกุลไทยแล้ว ดิฉันรู้สึกสำนึกในพระปรีชาญาณและความเสียสละของพระมหากษัตริย์ไทยและบรรพบุรุษของชาติที่ได้อุทิศตนอุทิศทรัพย์สินเงินทองกอบกู้รักษาเอกราชของประเทศเรา ให้คนรุ่นดิฉันได้มีแผ่นดินอาศัย และมีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ที่ไม่เคยเป็นข้าของชาติใด”

    เรื่องเงิน สามร้านฟรังก์ นั้น ในสัญญาที่มีผู้แปลจากภาษาฝรั่งเศสว่าเป็นเงินมัดจำ เพื่อเป็นประกันเงินที่จะต้องเป็นค่าปรับไหมและทำขวัญแก่ลูกเมียทหารฝรั่งเศสที่ตายในการรบที่ทุ่งเชียงคำ ตลอดจนกะลาสีเรือฝรั่งเศส
    ดังในสัญญาข้อที่ (๕) และ (๖) ว่า
    “ข้อ ๕ เงินทำขวัญที่ไทยจะต้องเสียนั้นรวมสองล้านฟรังก์
    ข้อ ๖ ให้ไทยเอาเงินสามล้านฟรังก์ คิดเป็นราคาเหรียญมาวางมัดจำไว้ทันที (คือจะให้เป็นทองเป็นเหรียญทองของเม็กซิกันก็ได้ แต่ต้องตีราคาให้ได้สามล้านฟรังก์) เพื่อเป็นประกันเงินที่จะต้องทำขวัญ ถ้าไม่เอาเงินรายนี้มาวางประจำไว้ก็ต้องให้ฝรั่งเศสมีอำนาจเก็บภาษีอากรสมพัตสร (ภาษีสวนผลไม้) หรือเงินส่วยต่างๆในเมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐเป็นจำนำยึดเอาไว้ก่อน”
    เงินสามล้านฟรังก์ที่ว่าเป็นเงินประกันนี้ แท้ที่จริงก็คงเป็นค่าปรับไหมเอาเฉยๆนั่นเอง
    เฉพาะเงินสามล้านฟรังก์นี้ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าไว้ในปาฐกถา ที่ราชนาวิกสภา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๐๒ ว่า
    “จนวันหนึ่งฝรั่งเศสขอจะเอาเรือรบเข้ามาจอดหน้าสถานทูตเพื่อรักษาคดีของเขา (คดีเรื่องพระยอดเมืองขวาง และการรบที่ทุ่งเชียงคำ-จุลลดาฯ) เราก็ไม่ยอมว่าเข้ามาไม่ได้ เวลานั้นพระยาชลยุทธโยธิน (รัชเชริว ชาวเดนมาร์ก) เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือของเราอยู่ เอาเรือรบของเราคือพาลีและสุครีพ (ที่จริงคือเรือมกุฎราชการและมุรธาวสิตสวัสดิ์ คงจะทรงจำผิดไป) ไปจอดเรียงลำอยู่ที่ปากน้ำส่งโทรเลขบอกไปว่าจะเข้ามาพ้นปากน้ำไม่ได้ ฝรั่งเศสก็ให้เรือค้าขายของฝรั่งเศส ชื่อ Say เดินอยู่ระหว่างไซ่ง่อน-กรุงเทพฯ เป็นเรือนำ แล้วเอาเรือรบแล่นตามเข้ามา ๒ ลำ ชื่อ Constant ลำหนึ่ง Comet ลำหนึ่ง เราห้ามแล้วไม่ยอมหยุด ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งแล้วใหม่ๆ ก็ปล่อยตูมเข้าไปให้ โดนท้ายเรือค้าขายนั้นลงนั่งอยู่บนดิน เท่านั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ เรียกค่าเสียหายของเรือเสีย สามล้าน บาท (ที่จริงเป็น สามล้านฟรังก์แบงก์โน้ตก็ไม่เอา ต้องเป็นเงินกริ๋งๆ คราวนี้ต้องถึงเทถุงกันหมด เงินถุงแดงข้างพระที่ที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเก็บไว้ด้วยมีพระราชดำรัสว่า 'เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง' ก็ได้ใช้จริงคราวนี้ ผู้ใหญ่เล่าว่า เจ้านายฝ่ายในในพระราชวังเทเงินถวายกันจนเกลี้ยง ใส่ถุงขนออกจากในวังทางประตูต้นสน ไปลงเรือทางท่าราชวรดิฐกันทั้งวันทั้งคืน จนครบสามล้านบาท (ฟรังก์ หมายถึงว่าคิดจากเงินทั้งถุงแดงและที่เจ้านายเสียสละตีราคาแล้วเท่ากับ ๓ ล้านฟรังก์ ไม่ใช่บาท คงจะทรงจำผิดเป็นบาท)”

    ดังนั้น ที่ถามมาว่า จำนวนเงินที่เจ้านาย ช่วยกันเสียสละทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นจำนวนเท่าใด จึงไม่อาจตอบได้ เพราะท่านถวายทั้งที่เป็นเงินเก่า เช่นพดด้วงที่ทรงเก็บไว้ ทั้งเงินเหรียญที่ออกใช้ในรัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕ รวมทั้งผู้เล่าไม่ทราบอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์กับเงินบาท แต่คิดว่ากว่าจะตีราคาทรัพย์ของไทยที่คิดเป็นชั่ง (๘๐ บาท) คงจะต้องเป็นล้านๆกว่าจะถึงสามล้านฟรังก์ และเจ้าพนักงานคงต้องนั่งนับนั่งเทียบราคากันอยู่หลายวัน

ว่าด้วยเรื่องเงินถุงแดง ๓๐,๐๐๐ ชั่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระราชทานไว้ให้แก่ 'แผ่นดิน' สุดแต่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะทรงใช้สอย
    ทว่า ขณะเดียวกันก็ทรงพระราชปรารภแก่ขุนนางเสนาบดีใกล้ชิดพระองค์ ตั้งแต่ทรงเก็บเอาไว้ว่า 'จะได้เอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง'
    ที่รับสั่งดังนี้ มิใช่จะไม่มีสาเหตุ คงเป็นด้วยเมื่อต้นรัชกาลของพระองค์ พม่าเกิดมีเรื่องรบกับอังกฤษ ซึ่งพม่าเป็นฝ่ายแพ้ ต้องเสียค่าปรับไถ่เมืองที่อังกฤษตีไว้ได้ ถึงล้านปอนด์อังกฤษ คิดเป็นเงินไทยก็แสนชั่ง เงินแผ่นดินในคลังหลวงไม่พอ ต้องเรี่ยไรเงินราษฎรใช้หนี้อยู่ประมาณ ๓๐ ปี ระยะนั้นบ้านเมืองจึงยากจน ราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส

    ด้วยเหตุที่เกิดกับพม่าครั้งนั้น จึงทรงเป็นห่วงถึงบ้านเมืองในภายภาคหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์นั้นทรงปกครองแผ่นดินด้วยน้ำพระราชหฤทัย อันนึกถึงแต่ความอยู่รอดของพระราชอาณาจักร และความร่มเย็นเป็นสุขของ 'ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์' เมื่อถึงรัชกาลที่ ๔ จึงเห็นกันว่า มิได้ทรงใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ ทั้งยังทรงพระราชบันทึกประกาศชี้แจงให้เจ้านายขุนนางราษฎรทุกคนทุกถ้วนหน้าได้รับรู้ถึงรายละเอียดของเงินจำนวนนี้ ทั้งๆว่าที่จริงท่านเป็น 'พระเจ้าแผ่นดิน' และ 'เจ้าชีวิต' ของคนทั้งแผ่นดิน จะทรงเอาเงินของแผ่นดิน เป็นส่วนพระองค์อย่างไรก็ย่อมได้
    นอกจากนี้ยังทรงบอกกล่าวแก่คนทั้งปวงว่าที่จริงเงิน ๔๐,๐๐๐ ชั่ง ที่สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระราชทานไว้โดยทรงขอ ๑๐,๐๐๐ ชั่ง สร้างวัดทำวัดที่ยังค้างอยู่นั้น ไม่ได้มีแค่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง มีจริงๆเกินกว่านั้น ๕,๐๐๐ ชั่งเศษ รวมเป็น ๔๕,๐๐๐ ชั่งต่างหาก
    ส่วนทองคำที่พระราชทานไว้ ๑๐๐ ชั่ง โดยทรงขอให้แผ่เป็นทองคำเปลวปิดในการวัดให้เสร็จ เหลือเท่าใดจึงพระราชทานสุดแต่พระเจ้าแผ่นดิน นั้น
    ก็ทรงประกาศชี้แจงว่า ที่จริง ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ ชั่ง จริงๆแล้วมีอยู่อีก ๑๐๐ ชั่งเศษ รวมเป็น ๒๐๐ ชั่งเศษๆ
    ทรงพระราชบันทึกว่า
    “ชรอยท่าน (สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช) จะทรงจำไม่ได้ จะทรงพลั้ง (เผลอ) ไป...”
    จากนั้นก็ทรงชี้แจงอย่างละเอียดยิบว่า เงิน ๑๐,๐๐๐ ชั่ง ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงขอให้ทำวัดที่ยังค้างอยู่นั้น ทรงจ่ายให้วัดอะไรบ้าง ทำไปแค่ไหนเท่าใด มีประมาณ ๑๐ วัด ทั้งโลหปราสาทที่ยังค้างอยู่ด้วย
    ทีนี้เงินที่เกินอยู่ ๕,๐๐๐ ชั่งเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงแจงว่า

    “พระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เหลือกว่านอกจำนวน ๓๐,๐๐๐ ชั่งนั้น ได้ชักส่วนที่เหลือนอกจำนวน ๓๐,๐๐๐ ชั่ง ออกทรงแจกพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ๒๙ พระองค์ พระเจ้าหลานเธอพระองค์หนึ่ง (คือพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี -จุลลดาฯ) รวมเป็น ๓๐ พระองค์ พระองค์ละ ๒๐ ชั่ง ให้ไปทำบุญในการพระบรมศพ กับได้ชักพระราชทานเจ้านายที่เลื่อนที่เป็นต่างกรมไปใช้ในการโรงครัวเมื่อตั้งกรมอีก ๒๐๐ ชั่ง รวมเป็น ๘๐๐ ชั่ง”

    ก็คงจะได้ประจักษ์แล้วว่า พระเจ้าแผ่นดินท่านทรงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและไพร่ฟ้าของท่านอย่างไร
    ตรงนี้แถมสักนิดว่า สมัยโน้นเจ้านายลูกเธอทั้งองค์หญิงองค์ชายนั้นทรงมี 'เบี้ยหวัดเงินปี' พระองค์ละเล็กน้อย หากเป็นองค์ชายรับราชการ ก็ได้เบี้ยหวัดจากการทำราชการ เมื่อพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคต มิได้ทรงมีพระราชมรดก แม้แต่วังที่ประทับก็มิได้เป็นของส่วนพระองค์ หากสิ้นพระชนม์ หรือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไปทรงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานแก่ผู้อื่น หรือจะทรงใช้ที่สำหรับทำการแผ่นดินก็ต้องถวายคืน เจ้านายในครั้งกระโน้นหาได้เสวยสุขสมบัติลงไปชั่วลูกชั่วหลานดังที่มีบางคนเข้าใจกันนั้นมิได้

    ทีนี้เล่าถึงพระราชบันทึกประกาศ เรื่องพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ต่อไป
    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ นั้น ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สมถะ เก็บออม มีผู้เขียนพระราชประวัติกล่าวถึงพระองค์ท่านว่า “เงินของท่านเป็นวัด เป็นของแผ่นดิน ลูกท่านท่านก็ไม่ให้”
    เมื่อเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงพระเมตตา บรรดาพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งว่าที่จริงก็เป็นหลานอาของพระองค์ท่านนั่นเอง
    เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯสวรรคต ปรากฏว่า ยังทรงมีพระราชทรัพย์ คือ ทองแท่งจีนอยู่อีก ๑๙ แท่ง ที่ทรงฝากชาวคลังเอาไว้ (เห็นจะทรงลืมเช่นกัน เพราะเมื่อสวรรคตนั้น  พระชนมายุเข้าพระวัยชราแล้ว)

    “ทองคำแท่งจีนของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงฝากชาวคลังไว้ ๑๙ แท่ง เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วชาวคลังนำมาทูลเกล้าฯถวาย ได้พระราชทานพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระองค์ละแท่ง ยังไม่พอได้ทั่วทุกพระองค์ ก็ได้พระราชทานทองแท่งเป็นของที่มาใหม่ให้ได้ทั่วทุกพระองค์เสมอกัน เพราะราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ นอกกว่านั้นยังคงอยู่หมด ไม่ได้เอาไปใช้สรอยจับจ่ายอะไรที่ไหน”

    ทีนี้ทรงบันทึกประกาศ เรื่องทองคำ ๑๐๐ ชั่ง ซึ่งที่จริงมีอยู่ ๒๐๐ ชั่ง นั้นว่า
    “ทองคำ ๒๐๐ ชั่ง เป็นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ได้เอาไปแผ่ทำเป็นเบญจา เมื่อถวายพระเพลิงทั้ง ๒๐๐ ชั่ง สูญเพลิงไปเสียบ้าง ช่างฉ้อเอาไปบ้าง ตกหายเสียบ้าง ยังให้ชำระบาญชีอยู่ เมื่อขาดไปเท่าไรจะทรงรับใช้ให้เต็ม แต่ส่วนที่ทองคำเปลวไปปิดวัดนั้น ล้วนเป็นทองของแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่ของแผ่นดินเก่า”
    เป็นอันว่า 'ทองเบญจา' ที่ถามมานั้นคงหมายถึงทองทำเบญจา (แท่นซ้อน ๕ ชั้นลดหลั่นกันใช้ประดิษฐานบุษบกหรือพระโกศ-พจนานุกรม) แต่ที่ว่า 'ทรงเลาะทองเบญจาแจกเบี้ยหวัดแทนเงิน' นั้น เห็นจะไม่ใช่ 'ทองเบญจา' ที่พระองค์ท่านรับสั่งถึงคราวนี้