หลวงโยนกการพิจิตร จากมอญสัญชาติพม่าสู่คหบดีเชียงใหม่

บันทึกวันวาร

            หลวงโยนกการพิจิตร เกิดที่เมืองเมาะละแหม่ง ตำบล เย่ามินเส่ง ประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ในปัจจุบัน เขาติดตาม Mr.Hallet ชาวอังกฤษเข้ามาสำรวจทางรถไฟที่เชียงใหม่ แต่เขากลับติดใจพิศมัยเมืองเชียงใหม่ ต่อมาเจ้านายฝ่ายเหนือวางใจในความสามารถ ความกตัญญูและความซื่อสัตย์ของเขา จึงยกสัมปทานทำป่าไม้ภาคเหนือให้ บุญกุศลส่งให้เขาเศรษฐีที่มีคนนับหน้าถือมากไปทั่วล้านนา

หลวงโยนกการพิจิตร หรือปันโหย่ เป็นมหาเศรษฐที่ที่ร่ำรวยชนิดที่ว่าตัวเองก็ยังไม่ทราบว่าเงินเหรียญบาทและเงินรูปีของมีเท่าไร เขามีเงินจนสร้างวัดไว้ในบวรพระพุทธศาสนา จนมีชื่อเป็น “เจนตะก่า” หรือ “จองอุปะก่า” ของพม่าและไทยใหญ่ในภาคพายัพ

ในเวลานั้นสยามเป็นประเทศเล็กๆ แต่ชาติมหาอำนาจ เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศสกลับมองเห็นเป็น “เหยื่ออันโอชะ” และหาทางครอบครองแผ่นดินนี้ ต่างฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบกัน ทั้งๆที่ตกลงกันแล้วว่าตลอดฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา สุดกรุงเทพฯ จันทบุรี ตราด เป็นของฝรั่งเศส ส่วนตลอดฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาให้อังกฤษยึดครองลงไปใต้สุดแหลมมลายู (มาเลเซียในปัจจุบัน)

ถึงกระนั้นปัญหาก็ยังเกิดขึ้นอีก ตรงที่ว่าแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเริ่มต้นที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ที่เริ่มเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ก็แล้วเหนือขึ้นไปถึงเชียงตุงนั้นจะแบ่งกันอย่างไรโดยไม่มีปัญหากระทบกระทั่งกัน

            นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้!

 

เมื่อแรกที่ได้รับช่วงสัมปทานทำป่าไม้ซึ่งบริษัทบอมเบย์เบอร์มารับสัมปทานผูกขาอ ทำอยู่ในป่าแม่แจ่ม (ท้องที่อำเภอแม่แจ่มในปัจจุบันนี้) ในการทำไม้ครั้งนี้ เจ้าอุบลวรรณา ธิดาของเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้หนุนหลังและสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยได้จัดช้างให้หนุ่มใหญ่ชาวมอญผู้ชื่อ “ปันโหย่” ทำการชักลากไม้สัก หนุ่มผู้นี้เป็นผู้ที่เจ้าอุบลวรรณาและเจ้ากาวิโลรสได้ชุบเลี้ยงไว้ เขาได้แสดงความสามารถและธาตุแท้แห่งความเป็นคนทำงานอย่างแท้จริง งานชักลากไม้ขอนสักด้านอำเภอแม่แจ่มสำเร็จเป็นผลดียิ่งแก่บริษัท และทำเงินมหาศาลแก่ปันโหย่ด้วย

เมื่อเสร็จจากงานป่าไม้ของบริษัทบอมเบย์ฯ หมดสัญญาผูกพันกันแล้ว บริษัทบอร์เนียวก็ให้เขารับช่วงทำป่าไม้เขตท้องที่อำเภอฝางต่อไปอีก แล้วก็สำเร็จด้วยดี ได้ผลทั้งบริษัทและตัวเขาอีกตามเคย ตามปกติแล้วผู้ที่จะรับช่วงทำสัมปทานป่าจากบริษัทใหญ่ๆของชาวต่างประเทศอย่างบริษัทบอมเบย์ฯและบอร์เนียวนี้ ถ้าบริษัทไม่วางใจในความสามารถและการเงินแล้ว จะไม่มีหวังได้ทำงานร่วมกับบริษัทนั้นเลยเป็นอันขาด

แต่หม่องปันโหย่ผู้นี้ได้แสดงให้บริษัทเห็นแล้วทั้งสองอย่างคือความสามารถและ ผู้สนับสนุนคือเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เขาจึงได้ร่วมงานกับบริษัทมาเป็นเวลานาน ๒๐-๓๐ ปี เมื่อตั้งตัวได้ด้วยกำลังกาย กำลังความคิด เขาก็สามารถต่อทุนออกไปได้มากพอจนมีช้างทำงานถึง ๓๐๐ เชือก

หลังจากหมดงานบริษัทบอมเบย์แล้ว ปันโหย่ก็ได้ไปทำงานให้แก่กิจการงานป่าไม้ของพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ที่ป่าไม้เมืองยวม (อำเภอแม่สะเรียงในปัจจุบัน) แล้วจึงมาทำป่าไม้กับบริษัทบอร์เนียว

วันเวลาผ่านไป ผลงานที่เขาได้ทำ ทำให้ปันโหย่มั่งคั่งเข้าขั้นมหาเศรษฐี พอที่จะจัดหาอุปกรณ์ทำป่าไม้เป็นส่วนตัวได้ เหตุที่เขามีช้างสำหรับลากไม้ถึง ๓๐๐ เชือก จึงได้ไปขอสัมปทานป่าไม้ของมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุณยวาทย์วงศ์มานิตย์ (บุญทวงศ์ ณ ลำปาง) เจ้าผู้ครองนครลำปาง ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี เขาได้สัมปทานป่าแม่ต้าน เขตเมืองสอง (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดแพร่) นับแต่นั้นมาชื่อของหม่องปันโหย่ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วภาคเหนือ ต่อมาเขาก็เริ่มเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชาวพม่า ชาวมอญ ชาวไทยใหญ่ซึ่งอยู่ในบังคับของกงสุลอังกฤษ ต่อมามิสเตอร์แบร็กเก็ต กงสุลใหญ่ได้เสนอให้ปันโหย่รับตำแหน่งผู้แทนชุมชนชาวพม่าในเชียงใหม่

ต่อมาเขาก็ได้รับการยกย่องจากอุปราชแห่งอินเดีย แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษและได้ปกครองประเทศพม่า มอญและไทยใหญ่ (พม่าถูกผนวกเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดียในเวลานั้น) ปันโหย่ได้รับตราตั้งให้เป็นผู้แทนชุมชนชาวพม่าในเชียงใหม่ และสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งอังกฤษก็ได้พระราชทานขนน้ำพานทองให้เป็นเกียรติแก่เขา

นับตั้งแต่หนุ่มๆมาแล้ว ปันโหย่ได้รับความอุปการะจากพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ และเจ้าอุบลวรรณา จนมั่งคั่งร่ำรวย เขามิได้ละเลยในการสนองคุณท่านทั้งสอง และเมื่อตนเองมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นก็ได้เอาใจใส่ช่วยเหลือทางราชการอย่างมากมายนานัปการ เมื่อทางราชการออกปากในเรื่องใด เขาก็ไม่ขัดข้องที่จะช่วยเหลือ นับตั้งแต่คราวเกิดกบฏเงี้ยว ก่อการจลาจลปล้นเมืองแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ เกิดความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวเมืองในฝ่ายเหนือ สมัยนั้นพระยานริศราชกิจ (สาย โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลพายัพ และมีมหาอำมาตย์โท เจ้าอินทวโรรส (สุริยะ ณ เชียงใหม่) เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

ปันโหย่ได้ช่วยเหลือทางการเงินและส่งช้างมาช่วยเหลือเป็นพาหนะที่จะใช้ในทางราชการจนเป็นที่ซึ้งใจแก่ข้าราชการไทยสมัยนั้นมาก ช้างที่เขาส่งมาช่วยนั้นได้ขนส่งเครื่องยุทโธปกรณ์ของทหาร ทำให้ได้รับความสะดวกอย่างมากและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยช้าง

เมื่อ เสร็จสิ้นการปราบกฏบเงี้ยวครั้งนั้น พระยาสุรสีห์ ( เชย ) ข้าหลวงมณฑลพายัพ จึงกราบบังคัมมูลความดีความชอบต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงแต่งตั้งเป็นหลวงโยนการวิจิตร รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ในปี พ . ศ . ๒๔๕๐ ต่อมาอีก ๓ ปี คือ พ . ศ . ๒๔๕๓ ก็ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกเป็นเกียรติยศ

ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสาธารณะประโยชน์ หม่องปันโหย่ได้ทิ้งอนุสรณ์ไว้ในเมืองเชียงใหม่อย่างมากมาย เช่นการสร้างวัดที่มีศิลปะแบบพม่า ท่านได้อุทิศที่ดิน และสร้างวัดอุปคุตขึ้นที่เชิงสะพานนวรัฐให้เป็นที่จำพรรษาและอุปสมบทของบุตรหลานชาวพม่าในเชียงใหม่ ภายหลังบุตรชายของท่านคือ อูบ๊ะส่วย อุปโยคิน (บิดาสุมินทร์ อุปโยคิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ )ได้มอบถวายวัดอุปคุตแก่ทางราชการ

และในปัจจุบันนี้วัดอุปคุตแห่งนี้ก็เป็นที่ตั้งของ “พุทธสถานเชียงใหม่” ศูนย์กลางการประชุมกิจกรรมต่างๆ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณี ศีลธรรมของภาคเหนือ นับว่าเป็นอนุสรณ์ชิ้นสำคัญในเกียรติคุณของปันโหย่ที่ได้สละที่ดินไว้เป็นสาธารณะสถาน นอกจากนั้นว่ากันว่าท่านยังเป็นหนึ่งในผู้ดำริในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพอีกด้วย

คุณงามความดีของหลวงโยนกการพิจิตร ที่ได้ช่วยเหลือราชการและสังคมนานาประการนี้ ในสมัยที่เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลป์ยาณมิตร) มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ จึงได้รู้จักคุ้นเคยกับหลวงโยนกการพิจิตรเป็นอย่างดี ท่านได้แสดงความจงรักภักดีต่อราชการบ้านเมืองและเทิดทูนพระราชอำนาจของพระเจ้าอยู่หัวอย่างสูงส่ง ช่วยเหลือข้อข้องใจของคนในบังคับอังกฤษให้มีความเกรงกลัวและเคารพกฎหมายไทยให้จงหนัก เพราะถือว่าคนในบังคับอังกฤษได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

เจ้าพระยาสุรสีห์ฯได้ตระหนักในเกียรติคุณของหลวงโยนกการพิจิตร จึงได้นำเกียรติคุณงามความดีของท่านกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ เพื่อขอพระราชทานบรรดาศักดิ์และตั้งเป็นกรรมการพิเศษประจำเมืองเชียงใหมเพื่อเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลสืบไป ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “อุปโยคิน”

หลวง โยนการวิจิตร ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่ออายุประมาณ ๘๘ ปี เมื่อ พ . ศ . ๒๔๕๙ หลังจากได้เข้าเฝ้าถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จเยือนมณฑลฝ่ายเหนือเพียงไม่กี่วัน เป็นการจบตำนานชีวิตของหนุ่มพม่าเชื้อสายมอญที่สร้างตัวขึ้นมาจากสองมือเปล่าจนเป็นถึงคหบดีที่คนเชียงใหม่รักใคร่นับถือ

คนรักนับถือเขาด้วยความดี มิใช่เงิน!