เจ้าหญิงอุบลวรรณา เจ้าหญิงม่ายผู้มาดมั่นแห่งราชสำนักเชียงใหม่ (๑)

บันทึกวันวาร

            เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว ได้มีฝรั่งชาวอังกฤษผู้หนึ่งชื่อนายฮอลท์ เอส.ฮอลแลตต์เดินทางจากประเทศพม่าขึ้นมาท่องเที่ยวทัศนาจรอยู่ในจังหวัดภาคเหนือเป็นเวลาหลายเดือน วัตถุประสงค์ของนายฮอลแลต์ที่ขึ้นมาตระเวนจังหวัดภาคเหนือคราวนั้นก็เพื่อสำรวจเส้นทางรถไฟ ซึ่งอังกฤษจะขอสร้างจากมะละแหม่งผ่านเชียงใหม่ไปเชื่อมกับมณฑลยูนนานของจีน

            นายฮอลแลตต์ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเชียงใหม่โดยพักอยู่กับพ่อครูแมคกิลวารี หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันนิกายเพรสไบทีเรียนที่ถนนเจริญราษฏร์ข้างๆโรงพยาบาลจินดา สิงหเนตรในปัจจุบัน และได้อาศัยพ่อครูแมคกิลวารีเป็นล่ามติดต่อกับพ่อเจ้ากาวิโลราสและเจ้านายฝ่ายเหนือ เพื่อขออนุญาตสำรวจภูมิประเทศเพื่อสร้างทางรถไฟผ่านจังหวัดภาคเหนือในยุคนั้น

            นายฮอลแลตต์เล่าไว้ในหนังสือ “พันไมล์บนหลังช้าง”ว่าฝรั่งคนแรกที่ได้เดินทางขึ้นมาถึงแคว้นล้านนาไทยเป็นชาวอังกฤษ ชื่อนายโธมัส แซมมวล นายโธมัสได้เดินทางมาถึงเชียงใหม่โดยทางเรือเมื่อประมาณ ๓๕๐ ปีก่อนและระหว่างที่กองทัพพม่ายกมาล้อมตีได้เมืองเชียงใหม่เมื่อปี ค.ศ. ๑๖๑๕ ปลายสมัยราชวงศ์เม็งราย นายโธมัสก็ยังอยู่ที่เชียงใหม่ด้วย

            ครั้นต่อมาเมื่ออังกฤษยึดได้พม่าตอนใต้แล้ว ลอร์ดวิลเลี่ยม เบนทิงค์ผู้สำเร็จราชการประเทศอินเดียที่ส่งคณะผู้แทนภายใต้การนำของหมอริชาร์ดสันให้เดินทางจากมะละแหม่งมาเจริญสัมพันธไมตรีและเปิดการค้าทางบกกับเชียงใหม่อีกวาระหนึ่ง หลังจากต้องเลิกร้างกันไปนานเป็นเวลาถึง ๑๒๕ ปี และหลังจากที่อังกฤษได้เข้าครองประเทศพม่าแล้วประมาณ ๑๐ ปี คือในปี พ.ศ. ๒๓๗๐ ลอร์ดออคแลนด์ ผู้สำเร็จราชการพม่าก็ได้จัดส่งนายพลแมคลอยด์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายร้อยเอกให้เดินทางขึ้นมาเยือนนครพิงค์อีกครั้งหนึ่งด้วยวัตถุประสงค์จะเปิดการค้าระหว่างพม่า เชียงใหม่ เชียงรุ้งและหัวเมืองทางภาคใต้ของประเทศจีน

และถึงแม้รายงานของคณะผู้แทนของอังกฤษตั้งแต่ดร.ริชาร์ดสัน นายแพทย์แมคลอยด์และบุคคลอื่นๆจะชี้ให้เห็นว่าอังกฤษจะได้รับประโยชน์อย่างมากมายในการเปิดเส้นทางคมนาคมทางบกติดต่อกับหัวเมืองภาคเหนือของประเทศไทยกับพรมแดนตอนใต้ของประเทศจีน แต่รัฐบาลอินเดียของอังกฤษในยุคนั้นก็หาได้ยอมลงทุนในเรื่องนี้แต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นคงไม่เก็บเรื่องไว้เฉยๆเป็นเวลานานถึง ๖๐ กว่าปี

ครั้นต่อมา ใน ค.ศ. ๑๘๗๙ ฝรั่งเศสได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในเอเชียตะวันออกโดยเข้ามาปกครองเขมรและญวนและพยายามทุกวิถีทางที่จะทำร้ายอิทธิพลและการค้าของอังกฤษในแหลมอินโดจีน พ่อค้าวาณิชชาวอังกฤษในพม่าจึงมีความกระตือรือร้นที่จะให้รัฐบาลอินเดียวของอังกฤษเดเส้นทางคมนาคามทางบกระหว่างพม่ากับเชียงใหม่และพรมแพนตอนใต้ของประเทศจีนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันมิให้สินค้า

ท้องถิ่นเหล่านี้หลั่งใหลผ่านไปออกทางเมืองท่าของฝรั่งเศสที่แคว้นตังเกี๋ยซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อการค้าของอังกฤษ

            นายฮอลแลตต์ได้ใช้เวลาท่องเที่ยวไปเกือบจะทุกจังหวัดในภาคเหนือเป็นเวลาหลายเดือน และถึงแม้งานสร้างรถไฟระหว่างมะละแหม่ง เชียงใหม่และยูนนานจะไม่เป็นผลสำเร็จ แต่หลังจากกลับไปประเทศอังกฤษแล้ว นายฮอลแลตต์ก็ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง เล่าถึงสิ่งที่ตนได้พบเห็นในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนล้านนา หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า A Thousand Miles on an Elephant หรือ พันไมล์บนหลังช้าง

            หนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นหนังสือที่มีค่าที่สุดสำหรับนักโบราณคดีและบรรดาผู้ที่สนใจวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ล้านนาไทย เพราะนายฮอลแลตต์เป็นคนช่างสังเกต และมีความสนใจในเรื่องต่างๆของล้านนา ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถจดจำสังเกตแม้แต่ของเล็กๆน้อยๆ เช่นการแต่งกายของแม่ค้าในตลาด การสูบบุหรี่ การกินการอยู่ของราษฎรสามัญตามบ้านนอก ตลอดจนประเพณีพื้นบ้านของชาวล้านนาไทยในสมัยนั้นเกือบทุกอย่าง ซึ่งล้วนแต่น่ารู้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

            ด้วยเหตุนี้คณะพ่อค้าจึงได้ติดต่อขอให้นายฮอลแลตต์ซึ่งขณะนั้นได้ลาออกจากราชการแล้ว เป็นหัวหน้านำคณะเดินทางขึ้นมาสำรวจภูมิประเทศทางล้านนาไทยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองมะละแหม่งของพม่ากับเชียงใหม่และเมืองเชียงรุ้งในประเทศจีน

            ในการเดินทางมาสำรวจภูมิประเทศเพื่อเลือกหาเส้นทางสำหรับสร้างทางรถไฟสายมะละแหม่ม เชียงใหม่และเชียงรุ้ง นายฮอลแลตต์ได้รับความร่วมมือจากบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือของล้านนาไทยอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะพ่อเจ้าชีวิตกาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๖ และ เจ้าอุบลวรรณา พระธิดา

            เจ้าอุบลวรรณา เจ้านายฝ่ายเหนือท่านนี้ เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวล้านนาในยุคนั้นในหลายๆแง่มุม และอาจจะผิดไปจากภาพที่คนอื่นมองสาวเหนือว่าอ่อนหวาน งดงาม เป็นช้างเท้าหลัง เพราะเจ้าอุบลวรรณานั้น ถ้าจะพูดกันแบบภาษายุคปัจจุบันก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็น “สาวเปรี้ยว”ของล้านนาเลยทีเดียว

            เจ้าอุบลวรรณา เป็นพระธิดาขององค์รองของเจ้ากาวิโลรสฯ กับแม่เจ้าอุษามหาเทวี เป็นพระขนิษฐาของเจ้าแม่ทิพเกสร พระมารดาของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี มีบันทึกกล่าวไว้ว่าเจ้าอุบลวรรณา เป็นสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาความงดงาม สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เป็นสตรีล้านนาที่ค้าขายเก่ง จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็น "นักธุรกิจหญิงผู้เฉลียวฉลาด”ด้วยสายตายาวไกลในด้านการค้า เจ้าอุบลวรรณาเป็นผู้ขอให้พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ซื้อป่าไม้ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายไปจรดแดนพม่า และป่าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้ง หมด แล้วให้ชาวต่างชาติเช่า และยังเป็นกำลังสำคัญในการตั้งโรงงานต่างๆ เช่น โรงงานทอผ้า โรงทำเครื่องเงิน โรงแกะสลักไม้ โรงต้มเหล้า ฯลฯ

เมื่อชาวต่างชาติเริ่มเข้าไปยังดินแดนล้านนา เจ้าอุบลวรรณาผู้เป็นสาวทันสมัยในยุคนั้นจึงได้คบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติเป็นอันดีจนบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือเกรงว่าจะ “เข้ารีต”แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น ดังปรากฏในบันทึกของคาร์ล บอค นักธรรมชาติวิทยาชาวนอร์เวย์ ได้บันทึกเนื้อความกล่าวถึงเจ้าอุบลวรรณา ไว้ตอนหนึ่งความว่า

 

…เจ้าหญิงอุบลวรรณาเป็นผู้สนับสนุนมิชชันนารีเป็นอย่างดี ทั้งนี้มิใช่เพราะเธอเลื่อมใส หากแต่เธอฉลาด มองเห็นข้อได้เปรียบในการคบหาสมาคมกับชาวต่างประเทศ…”

 

 

 

 

 

เนื่องจากนายฮอลแลตต์จำเป็นจะต้องท่องเที่ยวเดินทางไปสำรวจตามบ้านเล็กเมืองน้อยหลายแห่งเพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทำทางรถไฟสายนี้ พ่อเจ้าจึงมีโองการให้กรมเวียงออกอาชญาคุ้มกันเป็นทำนองหมายรับสั่ง มอบให้นายฮอลแลตต์ไปฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความปรากฏดังต่อไปนี้

 

“เจ้าพระยาแสนหลวง เจ้าพระยาสามล้าน ตลอดจนข้าทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยแห่งราชสำนักเชียงใหม่ ขอประกาศต่อท้าวราชแห่งเชียงดาว พระยานานเพ็กแห่งเมืองงาย พระยาก่อนแห่งเมืองพร้าว และพระยาสุริยยิดแห่งเมืองฝาง ได้ทราบทั่วกันว่าบัดนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ประทานอนุญาตให้นายฮอลแลตต์ นายมาร์ติน และพ่อครูแมคกิลวารี ๓ คน พร้อมทั้งคนใช้และผู้ติดตามอีก ๑๙ คน รวมทั้งมหด ๒๒ คน มีช้าง ๖ เชือก ม้า ๑ ตัว และปืน ๗ กระบอก ผ่านเข้าไปได้ในเขตเมืองเชียงแสน เมืองงาย เมืองพร้าวและเมืองฝาง

เมื่อพวกนายต่างชาติเหล่านี้มาถึง และมีความประสงค์จะไปที่ใดในเวลาใดก็ดี ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ลำห้วยหรือตามดอย จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง หรือจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง ก็ให้พวกท่านจัดหาคนดีอันเป็นที่ไว้วางใจได้ติดตามไปพิทักษณ์รักษาพวกเขา อันเป็นประเพณีของบ้านเมืองด้วย และหากเขาร้องขอความช่วยเหลืออย่างใดแล้วก็ให้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้เขาเต็มที่ อย่าให้เขาต้องได้รับความไม่สะดวกสบายไม่อย่างใดทั้งสิ้น”

นี่คือโองการของเจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งสั่งเหนือเกล้าฯ ณ วันที่ ๑๓ ข้างขึ้นเดือน ๘ จ.ศ. ๑๒๒๖

นายฮอลแลตต์เล่าว่าหนังสืออาชญาฉบับนี้ พ่อเจ้าชีวิตกาวิโลรสเป็นผู้ออกให้ โดยจารลงในใบลานด้วยเหล็กจารและมีตราแผ่นดินประทับหัวท้าย นับว่าเป็นหนังสือเดินทางที่แปลกประหลาดที่สุดและมีค่าที่สุดในโลก!

ด้วยหนังสือเดินทางฉบับนี้ นายฮอลแลตต์จึงสามารถท่องเที่ยวไปทั่วแคว้นล้านนาไทยโดยปราศจากอุปสรรคและได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากเจ้าบ้านพานเมืองทุกแห่งที่ผ่านไปเป็นอย่างดี เนื่องจากนายฮอลแลตต์เป็นคนละเอียดและช่างสังเกต ในบันทึกประจำวันของเขาจึงมีเรื่องน่าสนใจที่นำมาเขียนเกือบทุกวัน และหนึ่งในเรื่องน่าสนใจนั้นคือเรื่องราวของเจ้าอุบลวรรณานั่นเอง

แม้พ่อเจ้าชีวิตจะเป็นใหญ่อยู่ล้านนาไทยเวลานั้น แต่บุคคลที่น่าสนใจที่สุดของนครพิงค์ยุคโน้นในสายตาของพวกฝรั่ง กลับไม่ใช่พ่อเจ้าชีวิต แต่เป็น “เจ้าอุบลวรรณา”กุลสตรีสูงศักดิ์ ผู้ครองศักดิ์เป็นหญิงม่ายที่บรรดาชาวต่างชาติกันว่าเธอมีชีวิตที่ “โรแมนติกที่สุดแห่งยุค” ขณะเดียวกันก็เป็นผู้สร้างทั้งความภาคภูมิใจและความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ราชสำนักเชียงใหม่ในยุคนั้นเป็นอย่างมาก