คำสาปครูบาศรีวิชัย (๗)

บันทึกวันวาร

เมื่อชาวเชียงใหม่ทราบข่าวการอาพาธของครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ได้พากันมาเยี่ยมท่านเป็นจำนวนมากและได้กราบขออาราธนาให้ท่านไปรักษาตัวที่เมืองเชียงใหม่ แต่ท่านครูบาเจ้าไม่ยอมไป แม้จะขอท่านไปสัก ๓ วันหรือ ๗ วันเพื่อตรวจอาการแล้วกลับ ท่านก็ไม่ยอม จนต้องเชิญหมอจากเชียงใหม่ไปรักษาถึงเมืองลำพูน

          ชีวิตมนุษย์เรานี้ หากจะคิดมากไปก็ดูเป็นสิ่งที่น่าขบขันและตลกสิ้นดี มีทั้งโชคดีและโชคร้าย มีทั้งหัวเราะและร้องไห้ บางครั้งเราปรารถนาจะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดใจแทบขาด แต่ก็ไม่ได้สมดั่งใจนึก บางสิ่งไม่นึกไม่ฝันก็ได้มาอย่างไม่ตั้งใจเช่นนี้ก็มี จงดูอย่างชีวิตของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยตั้งแต่ต้น มีทั้งการใส่ร้ายป้ายสี มีทั้งการแซ่ซ้องสรรเสริญในบุญญาธิการ

เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ ในระยะ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เจ้าคณะจังหวัดเคยมีหมายจับควบคุมตัวท่านอย่างนักโทษคดีอาญา ขนาดใช้เจ้าหน้าที่อยู่ยามมีอาวุธครบมือเพื่อป้องกันการแย่งชิง แต่แล้วการไต่สวนพิจารณาคดีก็ไร้ผล แม้จะส่งตัวท่านไปไต่สวนที่กรุงเทพฯ ท่านก็ปลอดภัยกลับมา หลังจากนั้นท่านก็ประกอบคุณงามความดีโดยไม่ย่อท้อ การรับตัวท่านเพื่อไปรักษาพยาบาลในครั้งนี้ผิดกับการรับเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมาเพราะเป็นการรับโดยสมัครใจ ทุกคนเกรงท่านจะเป็นอันตราย จึงประคับประคองด้วยความระมัดระวัง

ละครชีวิตของพระครูบาเจ้าศรีวิชัยกำลังจะปิดฉากลงแล้ว ท่านกำลังจะจบชีวิตซึ่งมีแต่คุณงามความดีที่สถิตอยู่ในดวงใจของมหาชน

ณ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน การรักษาเป็นไปอย่างดีที่สุดแต่อาการของท่านมีแต่ทรุดกับทรง เป็นที่หนักใจของศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย อาการของท่านหนักถึงกับต้องพยุงลุกพยุงนั่ง ดังนั้นในวันแรม ๕ ค่ำเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๑ ท่านได้ขอร้องให้นำท่านกลับสู่วัดบ้านปาง บรรดาสานุศิษย์ได้ปฏิบัติตามโดยนิมนต์ท่านขึ้นรถยนต์ แวะพักที่ห้วยกาน ๑ คืน รุ่งขึ้นหลังจากฉันเช้า ขบวนก็ได้เดินทางไปอย่างช้าๆ เมื่อสุดทางรถยนต์ก็ต้องใช้เสลี่ยงคานหาม เมื่อถึงวัดบ้านวังหลวงได้แวะพักผ่อน ๑ คืน พอรุ่งขึ้นหลังจากฉันเสร็จแล้วพร้อมกับบรรดาศรัทธาในย่านนั้นได้สมทบติดตามไปสู่วัดบ้านปางอันเป็นจุดหมายปลายทาง

เมื่อถึงวัดบ้านปางอาการของท่านแช่มชื่นขึ้น ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่กุฎิในวัดบ้านปางจนถึงแรม ๖ ค่ำ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ อาการป่วยของหนักทรุดหนักจนไม่สามารถพลิกตัวได้ โรคริดสีดวงทวารของครูบาเจ้าฯ เป็นรูทะลุถึง ๓ รู น้ำเหลืองไหลซึมอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ท่านผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกหมดเรี่ยวแรง แต่ท่านก็ยังมีสติเป็นเยี่ยม

ท่านได้มีคำสั่งให้ศิษย์นำเสลี่ยงมาหามท่าน นำท่านไปชมรอบวัดและออกไปนอกกำแพงวัด เมื่อขึ้นกุฏิแล้วท่านก็ให้เอาคนโทหลั่งน้ำประกาศต่อสานุศิษย์ว่าขอมอบวัดวาอารามทั้งหมดนี้ให้อยู่ในความปกครองของสงฆ์สืบต่อไป ท่านครูบาเจ้ายังได้สั่งให้นายช่างชาวจีน ช่างประจำตัวท่านชื่อนายช่างหลิ่ม ให้สร้างโลงศพและปราสาท ๕ ยอด นายช่างหนานสิระสาเป็นผู้ประดับลายรดน้ำรอบโลงและปราสาท ๕ ยอดอย่างวิจิตรสวยงาม

ครูบาเจ้าเคยพูดถึงโรคภัยของท่านว่า

“เราเป็นโรคกรรมแต่อดีตมาตามทัน คือเมื่ออดีตชาติเราเคยเป็นพระ ได้ถือไม้เท้าปลายแหลม ๓ ง่ามไปแทงก้นกบตัวหนึ่งเข้า กบได้รับเวทนา จึงเป็นเวรแก่กัน เวทนาของเราเดี๋ยวนี้คงไม่ต่างอะไรกันกับกบตัวนั้น ถึงอย่างไรเราก็ปลงตกแล้ว จะไม่ให้กรรมเป็นเวรเป็นภัยแก่กันอีกต่อไป เราหวังให้สิ้นภพสิ้นชาติ ขอให้มาเป็นพระโปรดโลกรูปหนึ่งในวันข้างหน้า เราจะละสังขารไปในเดือนนี้แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายดูความวิปริตของท้องฟ้าไว้เป็นสัญญาณ”

คืนวันแรม ๒ ค่ำ ดวงจันทร์มีเพียงเสี้ยวเดียวที่ประดับฟ้ากลับดูรางเลือน ท้องฟ้าเหมือนมีพยัพเมฆมาบดบังดูมืดทะมึน ฟ้าที่เคยมีดาวประดับกลับมืดมน มองดูก้อนเมฆคล้ายอสรร้ายมาจับกลุ่มอย่างแน่นหนา ทุกคนมองท้องฟ้าในคืนนั้นด้วยความรู้สึกสะท้าน จริงหรือ? ที่ท่านครูบาเจ้าบอกไว้ว่าจงดูความวิปริตของท้องฟ้าเป็นสัญญาณ

ความเงียบเข้าครอบงำบ้านปางทุกหัวระแหง แมลงและสัตว์ทุกชนิดที่หากินกลางคืนไม่ส่งเสียง คล้ายกับมันกำลังสงบนิ่งไว้อาลัยอย่างสุดเศร้า ในกุฏิน้อยที่มุงด้วยหญ้าคาของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นเล่า ร่างของท่านนอนเหยียวยาวดวงตาหลับสนิท แต่ท่านก็ประคองสติให้ตั้งมั่นอยู่ในพุทธานุสติมิได้ขาด เสียงของท่านพูดออกมาอย่างอิดโรยและแผ่วเบาว่า

ขอให้ตุ๊เจ้าเอาธรรมมาเทศนาให้ฟังด้วย เราอยากฟังพุทธโอวาทเป็นครั้งสุดท้าย”

ธรรมที่บรรดาสานุศิษย์นำมาเทศน์ทั้งหมด ๔ ผูกคือ

  1. ธรรมมังคละสูตร ๒. ธรรมโลกวุฒิ ๓. ธรรมบารมี ๔. ธรรมจักร

ขณะที่ท่านข่มโรคาพาธ สงบจิตฟังธรรมเทศนาอยู่นั้น ท่านมักจะถามด้วยเสียงแหบแห้งแทบจะไม่ได้ยินว่า

“ถึงเวลา ๑๒ โมงหรือยัง”

ถามเช่นนี้เป็นระยะๆ นานๆครั้งจะได้ยินเสียงถอนหายใจและเสียงสะอึกอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงเวทนาอันแรงกล้าที่กำลังคุกคามตัวท่าน ซึ่งถูกความอดทนคือขันติเข้าข่มเป็นอาการถอนหายใจ พอท่านถามอีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า

“ใกล้เที่ยงคืนแล้ว” ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงโบกมือให้หยุดอ่านธรรมเทศนาผูกที่ ๔ ลง (พระครูบาตาเป็นผู้เทศนา) ซึ่งอ่านไปได้ครึ่งผูกแล้ว ท่านครูบาเจ้าได้สำรวมจิตตั้งมั่นอยู่ในฌานสมาบัติ ร่างของท่านก็นิ่งไม่ไหวติง มีแต่ลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา และขาดห้วงเป็นระยะๆ

ในที่สุดลมปราณก็ขาดออกจากร่างของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญอมตะแห่งล้านนาไทยในเวลาเที่ยงคืน ๕ นาที ๓๐ วินาที ตรงกับวันอังคารที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ปีขาล รวมสิริอายุ ๖๑ ปี ๕ เดือน ๙ วัน

ในขณะที่ท่านครูบาเจ้าดับขันธ์ นายวังเงิน สุนับหงส์ นายน้อยแก้ว พลเมฆเป็นผู้ตีกังสดาลตามธรรมเนียมนิยม ถือว่าเป็นการบอกทิศทาง พอบรรดาศิษย์ทั้งหลายตั้งสติได้ พระทองสุขได้เอาน้ำผึ้งใส่ปากของท่านครูบาเจ้าเพื่อดับไม่ให้ศพเน่าเหม็น พอรุ่งขึ้นก็นำร่างของท่านออกมาชำระน้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบ น้ำหอม เอาร่างของท่านนอนไว้ ๗ วัน ๗ คืนเพื่อให้ศิษย์ได้เห็นและทำการถวายสักการะ จึงได้บรรจุในโลงลายรดน้ำที่ท่านสั่งเตรียมไว้ แต่เป็นเรื่องแปลกที่ร่างของท่านเก็บไว้ ๗ วัน ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพใดๆ

ต่อมาครูบาผ้าขาวปี๋ได้สั่งให้นายช่างหนานหมวกสร้างเมรุปราสาทด้านทิศตะวันตก และได้นำคนแผ้วถางทางรอบวัดที่จะนำร่างของท่านครูบาเจ้าจากด้านทิศใต้ที่ท่านมรณภาพไปสู่ทิศตะวันตกของวัด ต่อมาบรรดาศิษย์ได้อาราธนาศพของท่านขึ้นสู่ปราสาท ๕ ยอดที่เตรียมไว้ในเมรุที่สร้างขึ้นใหม่ในวันจันทร์ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่(เหนือ) พ.ศ. ๒๔๘๒

ระหว่างที่ศพของท่านตั้งบำเพ็ญกุศล บรรดาศิษย์ก็ได้เร่งสร้างวิหารที่ยังค้างคาให้สำเร็จในปี ๒๔๘๒ แล้วทำบุญถวายสังฆทานพร้อมเรื่องอัฐบริขารหลายร้อยชุด เมื่อข่าวการมรณภาพของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยทราบถึงสำนักพระราชวัง จึงได้มีการกราบบังคมทูลของพระราชทานเพลิงศพจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการให้ช่างหลวงจัดเตรียมสร้างโกศบรรจุศพ พร้อมกับพระราชทานเพลิง

พอเรื่องจากสำนักพระราชวังทราบถึงเจ้าวรทัศน์ ณ ลำพูน (ราชบุตรของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย) ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น จึงได้ร่วมกับชาวลำพูนอาราธนาศพของท่านไปประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดจามเทวี เพราะวัดบ้านปางอยู่ไกล ถนนหนทางไม่สะดวก พอทางเชียงใหม่รู้ข่าวก็อยากจะได้ศพครูบาไปประกอบพิธีที่เชียงใหม่ ทำให้เกิดการโต้เถียงจนเกือบจะเกิดการนองเลือด ในที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อชาวลำพูนที่อ้างเอาอมตะวาจาของท่านครูบาเจ้ามายืนยันอย่างเข้มแข็งว่า

“ตราบใดน้ำแม่ปิงแม่ใหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด

            การนำศพของครูบาออกจากถิ่นฐานของท่าน ไม่มีใครในบ้านปางเต็มใจให้ไปแต่ก็เกรงกลัวอำนาจฝ่ายบ้านเมือง ร่างอันไร้วิญญาณของนักบุญต้องถูกนำออกจากมาตุภูมิอีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านปางซึ่งในสมัยนั้นมีไม่เกิน ๗๐ หลังคาเรือน สุดแสนจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ศพของครูบาเจ้าฯตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดจามเทวีนานถึง ๗ ปีจึงได้มีหมายกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๘๙

            เจ้าหน้าที่ฝ่ายพระราชพิธีได้อาราธนาร่างของท่านไปประกอบพิธี ชำระตามแบบเจ้านายในพระราชวงศ์ พลตรีพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญเพลิงพระราชทานมาจุด พระภิกษุสงฆ์สวดหน้าไฟเป็นเสร็จราชพิธี ต่อจากนั้นเวลาเที่ยงคืนจึงได้จุดเพลิงเผาจริง แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นมหาชนก็ยังเนืองแน่น เฝ้าดูพระเพลิงเผาร่างนักบุญของเขา ไฟยังไม่ทันจะมอดสนิทดี ประชาชนต่างพากันเข้าไปแย่งอัฐิธาตุของท่านอย่างชุลมุน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถรวบรวมได้เป็นส่วนใหญ่ จึงปล่อยให้ประชาชนแย่งกันไปถึงขนาดว่าขี้เถ้าก็ไม่มีเหลือ แม้แต่พื้นดินที่เผาก็ยังขุดกันเอาไปสักการะบูชาถึง ๒-๓ เมตร

            การใช้จ่ายในงานพระราชทานเพลิงศพ ๑๕ วัน ๑๕ คืน รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ ๗๕,๐๐๐ บาท ปัจจัยทั้งหมดได้มาจากการบริจาคจากความศรัทธาของประชาชนและได้จากการจำหน่ายเหรียญของท่านครูบาเจ้ารุ่น ๒๔๘๒ หลังงานผ่านพ้นไป คณะกรรมการฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ปรึกษาหารือกันเป็นเรื่องใหญ่อีกว่าควรทำประการใดกับอัฐิธาตุของท่าน ในที่สุดได้ลงมติว่าควรแบ่งเป็น ๖ ส่วน ๕ จังหวัดคือ

            ส่วนที่ ๑ มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน บรรจุไว้ที่วัดจามเทวี ส่วนที่ ๒ มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บรรจุไว้ที่วัดสวนดอก ส่วนที่ ๓ มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง บรรจุไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ส่วนที่ ๔ มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรจุไว้ที่วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ส่วนที่ ๕ มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ บรรจุไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮ

และส่วนที่ ๖ มอบให้บรรจุไว้ที่วัดบ้านปาง บรรจุในถิ่นกำเนิดและเป็นสถานที่มรณภาพของท่านครูบาเจ้า ซึ่งคณะศรัทธาสาธุชนผู้เคารพเลื่อมใสในแต่ละแห่งได้พร้อมกันสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นองค์แทนคุณงามความดีของท่านเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม ส่วนวัดบ้านปางก็ได้สร้างสถูปหินอ่อนและมณฑบปราสาทหินอ่อน ณ บริเวณสถานที่ที่ท่านมรณภาพและสร้างเสาศิลาจารึกไว้ ณ สถานที่กำเนิด และได้สร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรักษาเครื่องอัฐบริขารและสิ่งของที่ท่านเคยใช้

จึงนับได้ว่าวัดบ้านปางเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับชีวิตของท่านครูบาศรีวิชัย ผู้เป็นนักบุญแห่งล้านนาไทยเพราะเป็นวัดที่ท่านเริ่มสร้างเป็นแห่งแรกและยังเป็นสถานที่ที่ท่านดับขันธ์เป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย

ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ทำประโยชน์ให้แก่ปวงชนชาวไทยและต่างชาติ ทำให้มีทางขึ้นดอยสุเทพให้สาธุชนได้ขึ้นไปสักการะบูชาพระธาตุดอยสุเทพ ความดีของท่านนั้นพวกเราชาวพุทธซึ่งมีเป็นล้านๆคนในประเทศไทย ควรที่จะแสดงความกตเวทีสนับสนุนให้ความตั้งใจของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยสำเร็จผลตามเจตนาของท่าน เพราะท่านได้ฟันฝ่าอุปสรรคมาหนักหนา มีความอดทนและบุกเบิกสร้างวัดวาอารามต่างๆ บูรณะซ่อมแซมวัดสำคัญต่างๆเป็นสาธารณกุศลมากมาย

หลังจากที่ครูบาเจ้ามรณภาพ ได้มีการสร้างสะพานเชื่อมลำพูน-เชียงใหม่ที่คั่งค้างอยู่ คณะศิษย์และผู้เคารพเลื่อมใสในตัวท่านได้ร่วมกันสร้างขึ้นอีกครั้งด้วยความศรัทธาและพลังแห่งความสามัคคี ผลงานที่ท่านครูบาเจ้าได้มอบไว้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สานุศิษย์ได้เจริญรอยตามบาทวิถีของนักบุญ

แม้ในยุคนั้นจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังจากสงครามโลกสงบลง ภัยสงครามก็ทำให้การครองชีพลำบากยากเข็ญ แต่หัวใจของสานุศิษย์และชาวล้านนาไทยก็ยังฝังใจอยู่ว่า ท่านครูบาเจ้ายังสถิตอยู่ในดวงใจของทุกคน พลังแห่งความศรัทธา คุณงามความดี ความบริสุทธิ์ของท่านได้ทำให้การสร้างสะพานสำเร็จลุล่วงไปได้ และได้ทำบุญฉลองพร้อมกับตั้งชื่อว่า “สะพานศรีวิชัย”เป็นอนุสรณ์ถึงท่านตราบจนทุกวันนี้