คำสาปครูบาศรีวิชัย (๖)

“ตราบใดน้ำแม่ปิงแม่ใหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด”
บันทึกวันวาร

หลังจากการพิจารณาคดีแล้วเสร็จ ก่อนเดินทางกลับเมืองลำพูน ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เข้าเฝ้าฯเพื่อกราบสมเด็จพระสังฆราช และพระผู้ใหญ่ที่เป็นคณะกรรมการสอบสวน เสร็จแล้วจึงเตรียมตัวเดินทางขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯสู่ภูมิลำเนา

            เมื่อชาวลำพูนทราบข่าวการกลับมาของท่านต่างก็พากันดีใจ วันนั้นบรรยากาศที่สถานีรถไฟจังหวัดลำพูนเต็มไปด้วยความสดชื่น เมื่อรถไฟเข้าเทียบชานชาลา บรรดาพระภิกษุสามเณรและศรัทธาสาธุชนได้มาพร้อมกันเพื่อต้อนรับท่านครูบาอย่างมากมาย

            บางคนที่ศรัทธาแก่กล้าถึงกับนอนราบกับพื้นให้ท่านเหยียบไปบนร่างของตน เพราะเชื่อว่าเท้าของท่านบริสุทธิ์เกินกว่าจะย่ำบนพื้นดินอันสกปรกที่เต็มไปด้วยธุลีของความอิจฉาริษยาใส่ร้ายให้โทษ และเบียดเบียนซึ่งกันและกันของคนจำพวกหนาไปด้วยกิเลสตัณหา ในจำนวนผู้ที่พากันไปต้อนรับ มีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนรวมอยู่ด้วย แล้วได้นิมนต์ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยจำวัดที่วัดพระธาตุหริภุญชัย และทำพิธีถวายเครื่องสักการะทำบุญทำทานเป็นเวลา ๗ วัน จนของและจตุปัจจัยที่ผู้คนมาร่วมทำบุญมีมากมายแทบไม่มีที่จะเก็บ

            วันหนึ่งเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนพร้อมด้วยเจ้านายข้าราชการได้พากันไปกราบอาราธนาท่านไปจำพรรษา ณ วัดจามเทวี โดยมีความประสงค์จะให้ท่านบูรณะซ่อมแซมวัดจามเทวีอันเป็นวัดเก่าแก่ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตกาล สมัยพระนางจามเทวีเมื่อความเจริญขึ้นสู่ยอดสุดแล้วก็เสื่อมลง คงทิ้งไว้แต่ซากที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม มีแต่ซากปรักหักพังมีต้นไม้ขึ้นรกรุงรังเถาวัลย์พันอยู่บนซากเจดีย์อันเก่าแก่เป็นสภาพที่ถูกทอดทิ้งรกร้างมานาน ท่านครูบาเจ้ามองเห็นความสำคัญจึงได้รับนิมนต์

            ในวันรุ่งขึ้นเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ นายบุญมี และเถ้าแก่โหงวจึงได้พร้อมกันจัดขบวนรถยนต์ทั้งหมด ๖ คัน เพื่อส่งท่านกลับไปยังวัดบ้านปางและได้มีพระภิกษุสามเณรทายกทายิกาติดตามไปส่งท่านถึงวัดบ้านปางเป็นจำนวนมาก

            หลังจากที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางไปถึงวัดบ้านปางไม่กี่วัน ท่านจึงได้รื้อพระวิหารหลังเดิมแล้วทำการก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยเทคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง ระหว่างการก่อสร้างได้มีชาวบ้านและพระเณรมาช่วยทำงานจำนวนมาก และจะต้องหาบน้ำจากในหมู่บ้านขึ้นมาบนวัดเพื่อผสมปูนในการเทคอนกรีต แต่ละวันต้องหาบน้ำคนละหลายๆเที่ยว

            มีอยู่วันหนึ่งท่านครูบาเจ้าเห็นพระเณรต้องหาบน้ำด้วยความยากลำบาก ทำให้ท่านเกิดความเวทนา จึงรำพึงว่า

            “สาธุ ขอเทวบุตรเทวดาเจ้าทั้งหลายโปรดได้เอ็นดูสงสารพระเณร จงช่วยบันดาลให้ฝนตกลงมา มีน้ำสร้างพระวิหารหลังนี้ให้สำเร็จด้วยเถิด”

          เวลานั้นประมาณ ๑๐.๐๐ น. พอถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. ฝนได้เทลงมาห่าใหญ่จนน้ำขังเต็มสระบนวัด สามารถนำมาสร้างพระวิหารได้จนสำเร็จ วันนั้นตรงกับเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ นายช่างที่ทำลวดลายหน้าบันด้านตะวันออกชื่อนายช่างหนานแก้ว หน้าบันด้านหลังชื่อนายช่างหนานหมวก ช่างทำแทนพระประธานชื่อนายช่างดิ่ง และนายช่างแล่ง นายช่างสร้างพระประธานชื่อพระหน่อคำ (ชาวอำเภอดอยสะเก็ด โดยเอาแบบจากพระเก้าตื้อในวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่)

การก่อสร้างพระวิหารยังไม่ทันเสร็จ บรรดาท่านผู้มีความปรารถนาดีและต้องการบูรณะซ่อมแซมวัดจามเทวีก็เดินทางมานิมนต์ท่านไปจำพรรษา ได้พากันมารับท่านเข้าสู่เมืองลำพูนอีกครั้งหนึ่ง ชาวลำพูนที่ได้รู้ข่าวว่าท่านครูบาเจ้ามาบูรณะวัดจามเทวี ท่านได้ให้สานุศิษย์ลงมือแผ้วถางสถานที่รกรุงรังและลงมือก่อสร้างพระวิหาร โดยมีพระเถระและชาวลำพูนได้ร่วมมือทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ การก่อสร้างจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนพระวิหารสำเร็จ แล้วจึงได้สร้างกำแพงรอบวัดด้วยบุญบารมีของท่าน

            ภายในเวลาไม่กี่เดือน การบูรณะก่อสร้างก็เรียบร้อย จึงได้ทำการทำบุญฉลองสมโภชจัดปอยหลวงเป็นที่สนุกสนานอย่างมโหฬาร ในงานเจ้าจักรคำขจรศักดิ์มาร่วมเป็นประธานตลอดงานฉลอง ๑๕ วัน ๑๕ คืน

            เมื่อการทำบุญฉลองที่วัดจามเทวีเสร็จแล้ว ท่านจึงได้เดินทางกลับมาสร้างพระวิหารวัดบ้านปางที่ยังไม่เรียบร้อยต่อไปอีก มาทำได้ไม่ทันไรชาวลำพูนก็ได้พากันเดินทางไปสู่บ้านปาง มาปรึกษาขออาราธนาท่านไปสร้างสะพานใหญ่เพื่อเชื่อมการคมนาคมระหว่างเชียงใหม่กับจังหวัดลำพูน สถานที่จะสร้างสะพานข้ามแม่ปิงระหว่างอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดลำพูน ถ้าหากใช้สายนี้จะทำให้การติดต่อรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะสินค้าทางสันป่าตองจะส่งไปทางลำพูนรวดเร็วยิ่งขึ้น การคมนาคมสายนี้อำนวยประโยชน์อย่างมากทั้งปัจจุบันและอนาคต ท่านครูบาเจ้าเคยคิดและมองเห็นประโยชน์ในการสร้างสะพานขึ้นมาก่อน แต่เมื่อมาคำนึงถึงสังขารก็นิ่งอึ้งอยู่ชั่วขณะ

            ท่านรู้ดีว่าการสร้างสะพานในช่วงชีวิตของท่านจะไม่มีทางสร้างสำเร็จเป็นอันขาด เพราะขณะนี้ร่างกายของท่านได้ชราลง วันคืนกำลังมาแย่งพลังกายของท่านไปทุกขณะ ร่างกายซึ่งเคยมีเนื้อหนังอันเปล่งปลั่งก็ซูบผอมลง สังขารอันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนกำลังใกล้ความแตกดับไปทุกที ในอนาคตอันใกล้นี้ ท่านจะต้องจากสานุศิษย์ทั้งหลายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ทั้งๆที่รู้ว่าในชีวิตของท่านจะสร้างสะพานไม่สำเร็จ แต่ท่านก็หยั่งรู้ว่าสะพานแห่งนี้จะสำเร็จหลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านจึงยินดีรับนิมนต์เพื่อจะสร้างเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่าน

หลังจากนั้นท่านจึงได้เดินทางไปสำรวจสถานที่เพื่อไม่ให้เสียศรัทธาตามความประสงค์ของผู้นิมนต์ เมื่อทำการสำรวจแล้วงานสร้างสะพานก็เริ่มขึ้นด้วยความร่วมมือของประชาชนเช่นเคย ทั้งชาวลำพูนและชาวเชียงใหม่ได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ทุกคนทำงานด้วยความเต็มใจโดยมุ่งหลังที่จะให้การสร้างสะพานสำเร็จ แต่แล้วการเจ็บป่วยอันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายก็ได้เกิดขึ้นกับครูบาเจ้าศรีวิชัย

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่ทำความทรมานแก่สังขารของท่านเป็นอย่างมาก เมื่อท่านเห็นว่าอาการอาพาธที่เป็นอยู่เวลานี้ไม่เป็นการสะดวกที่จะนั่งให้ศีลให้พรมากๆ จึงได้ขอไปพักรักษาตัวที่วัดจามเทวี ทำให้การสร้างสะพานหยุดชะงักลง คณะศิษย์ต่างก็มุ่งมาเอาใจใส่ในตัวของครูบาเจ้า

ขณะที่ท่านครูบาเจ้าพำนักอยู่ที่วัดจามเทวีเพื่อมารักษาอาการอาพาธอยู่นั้นอายุของท่านย่างเข้า ๖๑ ปี ท่านจึงคิดที่จะบำเพ็ญและทำทานเป็นการส่วนตัว ข่าวนี้รู้ไปทั่วถึงหมู่ศรัทธาและสานุศิษย์ จึงได้เดินทางมาจากที่ต่างๆเพื่อร่วมทำบุญกับท่าน นับว่าเป็นการทำบุญครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่านอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากการทำบุญสิ้นสุดลงอาการอาพาธของท่านก็ทรุดหนักลง ท่านรู้ดีว่าชีวิตของท่านคงอยู่ได้อีกไม่นานแต่ท่านเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง หาได้เกรงกลัวต่อความตายไม่ ท่านคิดเสมอว่าความตายเป็นสิ่งที่สัตว์โลกจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านพร้อมที่จะต้อนรับและบางทีท่านก็ทำเหมือนเยาะเย้ย แกล้งไม่ฉันยาเอาเฉยๆ ท่านคงจะพิจารณาเวทนาให้เป็นกรรมฐาน ปฏิบัติตั้งมั่นอยู่ในมรณานุสติจนกระทั่งหมอต้องเตือนให้ท่านฉันยาและบอกว่าถ้าหากท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ฉันยาก็จะหมดทางรักษา มีทางเดียวคือต้องตาย ครูบาเจ้าได้ย้อนตอบกับหมอฝรั่งว่า

“อย่าว่าแต่อาตมาจะตายเลย หมอเองก็จะต้องตาย ไม่พ้นไปได้”

ครูบาเจ้าได้เคยปรารภกับสานุศิษย์เสมอว่าชีวิตของท่านปรารถนาจะตายที่บ้านปาง เพราะชีวิตของท่านได้เริ่มต้นที่นั่น แผ่นดินบ้านปางควรจะเป็นที่สิ้นใจในวาระสุดท้าย ครั้นเมื่อกลับมาถึงวัดบ้านปางแล้ว อาการป่วยของท่านก็ยิ่งทรุดหนัก แต่เสมือนท่านมีญาณพิเศษทราบล่งหน้าถึงการอวสานแห่งชีวิต ต่อมาในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านจึงเรียกบรรดาศิษย์มาพร้อมหน้ากันแล้วเอ่ยว่า

ท่านทั้งหลาย เราเห็นจะไปไม่รอดแน่ จงจัดการก่อสร้าง การทำบุญ การทำคุณงามความดีให้สืบต่อกันไป เวลานี้อาการป่วยทำให้สังขารทรุดหนักทวีขึ้นทุกวัน และมันจะต้องแตกดับอย่างแน่นอน ขอท่านทั้งหลายจงจำคำเตือนใส่ใจเอาไว้ประพฤติปฏิบัติให้เกิดความเจริญและความสุขทั้งแก่ตัวเองและแก่โลกสืบต่อไป”

ศิษย์น้อมรับคำพูดของท่านด้วยความศรัทธาและได้พยายามปรนนิบัติวัตถาก เฝ้าดูอาการโดยจัดเปลี่ยนเวรยามกันตลอดทั้งวันทั้งคืน จากนั้นอีก ๒-๓ วัน อาการก็ทุเลาลงบ้างเล็กน้อย ขณะเดียวกันข่าวการอาพาธของท่านครูบาเจ้าได้กระจายไปทั่วทุกมุมเมือง ชาวบ้านพากันมาเป็นจำนวนมากจนท่านแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ทำให้อ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดฟัง

ข่าวนี้รู้ไปถึงเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ และข้าหลวงประจำจังหวัด ต่างได้พร้อมกันประชุมปรึกษาหารือว่าจะทำประการใดดี เจ้าคุณวิมลญาณ เจ้าคณะจังหวัดลำพูน บรรดาภิกษุสงฆ์และเจ้าจักรคำขจรศักดิ์มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ควรทอดทิ้งให้ท่านครูบาเจ้ารักษาตัวที่วัดบ้านปาง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต คณะสงฆ์ยินดีจะไปอาราธนาครูบาเจ้าจากวัดบ้านปาง เมื่อหารือกันแล้วเจ้าคุณวิมลญาณจึงได้ให้รวบรวมขบวนรถและเดินทางออกจากจังหวัดลำพูนโดยด่วนเพื่อไปอาราธนาครูบาเจ้าไปรักษาตัวที่จังหวัดลำพูน ท่านครูบาเจ้ารู้ดีว่าการรักษาคงไม่ได้ประโยชน์นักแต่เมื่อเห็นเจตนาดีและผู้คนที่มาจำนวนมาก ท่านจึงตกลงรับคำ

ในวันแรม ๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๘๑ ขบวนอันยาวเหยียดก็เดินทางออกจากบ้านปาง อ.ลี้ ใช้เวลา ๕ วันจึงถึงตัวเมืองลำพูน ท่านครูบาเจ้าได้รับนิมนต์ให้จำวัดรักษาตัวที่วัดจามเทวี มีทั้งหมอไทย หมอจีน หมอแขก หมอฝรั่ง ต่างก็ช่วยกันเยียวยารักษาท่านอย่างดีที่สุด