คำสาปครูบาศรีวิชัย (๕)

บันทึกวันวาร

ชาวเชียงใหม่และสานุศิษย์จำนวนมากที่ทราบข่าวท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกสอบสวนและกำลังรอวินิจฉัยจากมหาเถรสมาคมในกรุงเทพฯว่าจะทำประการใดต่อไป ต่างก็มารอฟังข่าวที่วัดพระสิงห์ด้วยกลัวว่าท่านจะถูกกลั่นแกล้ง ถึงขนาดต้องอยู่เวรยามกันเลยทีเดียว

            ต่อมาทางมหาเถรสมาคมก็มีหนังสือส่งมาถึงคณะมณฑลพายัพว่าขอให้ส่งตัวครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ เพื่อรับการอบรมพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ให้รู้แจ่มชัดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็จะได้ทำการไต่สวนอธิกรณ์ข้อกล่าวหา ทั้งนี้ทางมหาเถรสมาคมได้ส่งตัวท่านครูบาไปในวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรเพื่อรอการพิจารณา

ระหว่างการไต่สวนนั้นทางเชียงใหม่ก็มีการเคลื่อนไหว มีความวิตกห่วงใย ประชาชนพากันชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกันมากพอสมควรจนถึงกับทางคณะกรรมการสอบสวนต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงความคืบหน้าเป็นระยะๆ เช่น

คำแถลงการณ์ฉบับที่ ๒

          การที่ทางราชการได้นิมนต์ท่านครูบาศรีวิชัย วัดพระสิงห์ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ทางราชการได้แถลงการณ์ให้ทราบตอนหนึ่งซึ่งสมควรจักทราบพฤติการณ์อันต่อเนื่องจากความที่ได้แถลงไว้แล้ว เป็นความผิดคือ

            ก.เฉพาะท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย

                        ๑. ไม่ได้ตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

                        ๒. ไม่ได้ตราตั้งเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะแต่ทำใบสุทธิของตนแจกจ่ายแก่พระภิกษุสามเณรของตน

                        ๓. ให้อุปสมบทนายปี ที่คณะสงฆ์ห้ามมิให้อุปสมบท

            ข.ความผิดของพระภิกษุสามเณรที่ขอขึ้นกับครูบาเจ้าศรีวิชัย

                        ๑. ลาออกจากคณะสงฆ์และทิ้งหนังสือที่เจ้าคณะออกให้แม้เจ้าคณะห้ามปรามก็ไม่ฟัง ต่างสมัครใจเข้าอยู่ในความปกครองของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย

                        ๒. ไม่ยอมให้เจ้าคณะสำรวจบัญชีกลางปี

                        ๓. ไม่ยอมอยู่ในอาณัติของคณะสงฆ์แต่อย่างใด

          ข้อวินิจฉัยในแถลงการณ์ฉบับนี้ เจ้าคณะมณฑลได้ทำความเข้าใจกับครูบาศรีวิชัยในชั้นต้นว่าให้พระภิกษุและวัดที่ลาออกไปจากคณะสงฆ์กลับเข้ามาอยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์เช่นเดิม โดยจะไม่ลงโทษแต่อย่างใด และในเรื่องการก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดต่างๆนั้น ต้องขออนุญาตทางคณะสงฆ์แต่ให้รักษาโบราณวัตถุต่างๆได้

นอกจากนั้น ครูบาศรีวิชัยจะบวชให้ผู้ใดอีกไม่ได้จนกว่าจะได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์อย่างเป็นทางการ ที่สำคัญคือ ครูบาผ้าขาวปี๋ต้องสึก!

            ต่อมาในแถลงการณ์ฉบับที่ ๓ ก็ปรากฏข้อความสำคัญดังนี้

            ...คณะสงฆ์ได้พยายามทำความเข้าใจกับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยโดยนานาวิธี ชี้แจงให้เห็นว่า พระสงฆ์ทุกรูปซึ่งอยู่ในประเทศสยาม ไม่นิยมว่าเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย นอกจากปฏิบัติเคารพในพระวินัยแล้วยังต้องอยู่ในกรอบของพระราชบัญญัติของคณะสงฆ์ และอาณัติของคณะสงฆ์ด้วยกันทั้งหมด ไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิพิเศษประการใดเลย ดังนี้เป็นต้น และพยายามทุกทางที่จะให้ปรองดองกันกับคณะสงฆ์ เช่น ชักชวนให้ลงทำวัตรสวดมนต์จวนจะเข้ารูปอยู่แล้ว กล่าวคือท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้จัดพระภิกษุซึ่งเป็นอันเตวาสิกของท่านลงไปทำวัตรสวดมนต์กับพระสงฆ์ในวัดคราวละ ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ซึ่งส่อพฤติการณ์ว่าจะเข้าใจและกลมเกลียวกันอยู่เกือบจะหมดสงสัยโดยประการอื่นแล้ว

ประการหนึ่งเล่าทางรัฐบาลก็ลงความเห็นว่าจะให้ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับ จึงยังมีข้อเดียวเท่านั้นคือครูบาเจ้าศรีวิชัยจะต้องปฏิญาณต่อคณะสงฆ์เพื่อยอมรับทำปฏิญาณไว้เป็นหลักฐาน แล้วก็เป็นอันหมดความระแวงสงสัย และกำหนดวันกลับได้ทันที...”

            คำมั่นที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องรับรองไว้ต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตาม มีอาทิ จะปฏิบัติต่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ และอาณัติของสงฆ์ทุกประการ จะยื่นบัญชีการสำรวจบัญชีกลางต่อคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น งานปฏิสังขรณ์ก่อสร้างสิ่งถาวรวัตถุต่างๆต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เป็นต้น เมื่อท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยรับคำปฏิญาณจนเป็นที่พอใจและไม่มีทางจะขัดอำนาจอีก พระธรรมโกศาจารย์จึงทำเรื่องเสนออธิบดีกรมธรรมการเรื่องการจัดการกับพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในความปกครองของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย และได้ขัดขืนอำนาจของคณะสงฆ์ โดยให้ถอดตำแหน่งเจ้าอาวาส และสึกพระภิกษุที่ขัดขืนการปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสเหล่านั้นก็ยินยอมสึกแต่โดยดี และพระภิกษุบางส่วนก็ได้พร้อมกันมาขออยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์

            ความศรัทธาในท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยทำให้พระภิกษุสามเณรหลายวัดต้องถูกจับสึก กระนั้นก็ดี ความเลื่อมใสที่มีในตัวท่านหาได้ลดน้อยลงไม่ การสอบสวนอบรมได้ดำเนินไปเป็นเวลา ๖ เดือน ๑๗ วัน เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ร่วมกันพิจารณาจนเป็นที่พอใจแล้ว ผลปรากฏออกมาว่าท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยพ้นจากข้อกล่าวหาและอนุญาตให้กลับสู่ภูมิลำเนาเดิมได้

            หลังจากการพิจารณาคดีเสร็จแล้ว คุณหลวงศรีประกาศจึงได้ไปเยี่ยมท่านครูบาเจ้าที่วัดเบญจมบพิตร แล้วกราบเรียนท่านถึงการที่จะขอนิมนต์ให้ท่านไปช่วยงานบูรณะสถานที่สำคัญในเมืองเชียงใหม่อีก ซึ่งจะต้องขอพึ่งบารมีของท่าน ครูบาเจ้าได้บอกปฏิเสธและเป็นเหตุให้ท่านได้กล่าวเป็นอมตะวาจาว่า

ตราบใดที่แม่น้ำปิงไม่ไหลล่องขึ้นเหนือ จะไม่ขอเหยียบย่างแผ่นดินเชียงใหม่อีก”

นับว่านักบุญแห่งล้านนาไทยได้กล่าวถ้อยคำที่ไม่มีใครคาดคิดว่าท่านจะเปล่งวาจาประดุจคำสาปไว้ และเป็นไปตามวาจาที่ท่านได้ลั่นออกไปจริงๆเพราะหลังจจากนั้นท่านก็ไม่ได้กลับไปเชียงใหม่อีกเลย ชาวเชียงใหม่ต่างพากันมากราบไหว้ขออาราธนาท่านไปโปรด แต่ท่านก็ได้แต่นิ่งเฉยไม่รับคำอาราธนาของใครเลย จนกระทั่งหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ชาวเชียงใหม่ยังรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน จึงได้สร้างรูปเหมือนของท่านเป็นอนุสาวรีย์

เป็นที่น่าประหลาดว่าพอรูปเหมือนของท่านเข้าสู่แผ่นดินเชียงใหม่วันนั้น น้ำแม่ปิงก็ไหลย้อนขึ้นเหนือ เป็นการพอดีที่ได้มีการทำการกั้นเขื่อนภูมิพลได้สำเร็จ และน้ำก็ไหลเอ่อขึ้นเหนือ ในวันนั้นอนุสาวรีย์ของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เป็นเสมือนองค์แทนคุณงามความดีของท่านให้ชาวเชียงใหม่และชาวพุทธทั่วไปได้ถวายสักการะ ณ เชิงดอยสุเทพจนทุกวันนี้

          เมื่อพิจารณาจากเหตุและผลของเรื่องราว...ครูบาผ้าขาวปี๋จำต้องสึกจากความเป็นพระมานุ่งขาวห่มขาว ครูบาศรีวิชัยก็ถูกทางบ้านเมืองสอบสวน ชะรอยว่าพระทั้งสองรูปทำบุญกับเมืองเชียงใหม่ไม่ขึ้น ครูบาศรีวิชัยท่านเป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ในผ้าเหลือง ใช้ความดีสร้างบ้านสร้างเมือง ท่านเป็นพระซึ่งก็มิใช่พระอิฐพระปูน เป็นใครๆก็น่าจะขุ่นมัวน้อยใจ

          ท่านทั้งหลายคงจะแปลกใจว่าการบำเพ็ญบารมี การสร้างความดีของครูบาเจ้าศรีวิชัย ทำไมจึงต้องมีเหตุการณ์อันเป็นเรื่องเป็นราวขนาดต้องถูกควบคุม ถูกจับครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆที่ตลอดชีวิตของท่านก็มีแต่การสร้างบุญกุศล สร้างเสริมความเจริญให้เกิดขึ้นแก่พุทธศาสนา สร้างประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมตลอดเวลา แต่ไฉนผลจึงออกมาในลักษณะที่ท่านต้องได้รับความยากลำบากนานาประการ

ขอได้โปรดเข้าใจว่า นี่แหละคือทางของนักบุญ ท่านอย่าได้เข้าใจว่านักบุญจะต้องอยู่บนเสลี่ยงคานหามหรือรับการอนุโมทนาในบุญ ในกุศลเจตนาของทายกทายิกาประการเดียว เพราะกว่าชีวิตของนักบุญจะถึงจุดนี้ได้ ท่านจะต้องหล่อหลอมตัวท่านเองด้วยหัวใจอันเปี่ยมด้วยมโนธรรม ประกอบด้วยความเพียรพยายามอันแรงกล้า

จะต้องมีความอดทนอดกลั้นอย่างยิ่งยวด จะต้องมีเมตตาธรรม กรุณาธรรมโดยไม่มีประมาณ และจะต้องมีอุเบกขาธรรม ไม่สะทกสะท้านต่อเรื่องดีเรื่องร้าย แม้นจะต้องเผชิญหน้าต่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคกีดขวางต่างๆนานา  ได้รับความทุกข์ยากลำบากทรมานหรือเผชิญหน้ากับเพชฌฆาตหรือมัจจุราชในเวลาใด ท่านจะไม่มีความสะดุ้งสะเทือนเลย นี่แหละคือทางของนักบุญ

ไม่ว่าจะเป็นวีรบุรุษหรือยอดมนุษย์ท่านใดที่ปรากฏนามในประวัติศาสตร์โลก แต่ละท่านจะต้องกล้าเผชิญหน้าและฟันฝ่าต้องความทุกข์ยากความลำบากนานัปการมาด้วยกันทั้งนั้น บางท่านถึงกับสละชีพแบบวีรบุรุษและท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้ประทับบาทวิถีเป็นรอยจารึกไว้บนผืนโลกหรือจารึกลงในหัวใจของอนุชน ถือเป็นแบบอย่างอันประเสริฐและเจริญรอยสืบไปไม่มีสิ้นสุด

          เมื่อได้ทราบประวัติของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยถึงตอนนั้นแล้ว ขอให้ท่านได้ทำความเข้าใจและเห็นใจฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่ปรับกับท่านมาตั้งแต่ต้นว่าบางทีสิ่งที่เรียกว่าโมหะหรืออวิชชา เมื่อได้ครอบงำจิตใจคนเราแล้ว จากคนธรรมดาๆที่รู้จักมักคุ้นกันอยู่ๆก็เกิดเขม่นเบื่อหน้ากันขึ้นมา หาเรื่องหาราวทำให้เกิดเรื่องร้าวฉานถึงขนาดฆ่าฟันกันก็มี

ในกรณีเรื่องของท่านครูบาเจ้าและเจ้าคณะทั้งหลายก็เช่นกัน หากพิจารณาถึงเนื้อเรื่องกันจริงๆแล้ว ผู้ที่น่าสงสารที่สุดท่านเจ้าคณะทั้งหลายนั่นเอง เพราะท่านครูบาเจ้าได้รับการกลั่นแกล้งก็เท่ากับเป็นการเพิ่มบุญบารมีให้แก่ท่านมากยิ่งขึ้น แต่ฝ่ายตรงข้ามนั้น เท่าที่ทราบมาอย่างพระครูบางรูป ก่อนจะตายท่านก็ต้องตายอย่างน่าเวทนา คือขณะฉันข้าว ข้าวได้ติดลำคอแม้จะกลืนก็กลืนไม่ลง จะคายก็คายไม่ออก ปากอ้าตาค้าง ได้รับความทุกข์ทรมาน และต้องตายอย่างน่าอนาถที่สุด

ส่วนเจ้าคณะอีกรูปหนึ่งก็ถูกฟ้าผ่าตายอย่างน่าเวทนา พระครูอีกรูปหนึ่งที่หาเรื่องกลั่นแกล้งท่านครูบาหลังจากสร้างทางสู่ดอยสุเทพก็เช่นกัน ภายหลังท่านก็มีวิบากกรรม คือนิ้วมือนิ้วเท้าเน่าขาดหลุดไป บางนิ้วก็หงิกงอ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ท่านออกมาหน้าพระวิหารฟ้าก็ผ่าช่อฟ้าหักตกลงมาใส่ตัวท่านทำให้อาพาธหนัก และตายอย่างน่าเวทนา

ซึ่งความจริงท่านเหล่านี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศากยบุตรด้วยกัน แต่การที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือตัณหาอวิชชาเข้าครอบงำ ทำให้กระทำการไปโดยไม่มีสติสัมปชัญญะ จึงนับเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก และจะต้องใช้เวรใช้กรรมหนักอีกสักปานใดก็ไม่มีผู้ใดจะรับรู้ได้ เพราะฉะนั้นขอท่านทั้งหลายพึงสำเหนียก ระมัดระวังกาย วาจา ใจ แม้บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าดีแล้ว ถูกแล้ว หรือเหนือใครอื่นหมด อาจจะเป็นสิ่งผิดพลาดก็ได้