คำสาปครูบาศรีวิชัย (๔)

บันทึกวันวาร

ทั้งๆที่งานฉลองถนนขึ้นดอยสุเทพเพิ่งเสร็จสิ้นลง แต่เรื่องราวยุ่งยากทั้งหลายกลับเริ่มต้นขึ้นกับครูบาศรีวิชัยอีกครั้งเมื่อทางมหาเถรสมาคมมีหนังสือแจ้งมาที่คณะมณฑลพายัพ ขอให้ส่งตัวครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ...

            เรื่องของเรื่องมาจากลูกศิษย์ของท่านที่ชื่อว่า “ครูบาผ้าขาวปี๋”

               ครูบาผ้าขาวปี๋เป็นลูกศิษย์มือขวาของครูบาศรีวิชัย ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ อายุอ่อนกว่าครูบาศรีวิชัย ๒๒ ปี โยมมารดาชื่อจันตา โยมบิดาชื่อนายเม่า ครูบาผ้าขาวปี๋นั้นเป็นผู้อาภัพโดยแท้เพราะยามใดที่ท่านห่มผ้าครองจีวร เป็นต้องถูกอาญาถูกจับเข้าคุกทุกครั้งด้วยข้อหาไม่มีใบกองเกินในการเกณฑ์ทหาร

               บ้านเกิดของท่านอยู่ที่บ้านแม่เทย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนซึ่งอยู่ไม่ไกลกับวัดบ้านปาง ตอนที่เติบใหญ่ได้ชื่อว่า “จำปี๋” ฟังดูคล้ายๆชื่อผู้หญิง เมื่อเด็กๆท่านเป็นคนขี้โรค ต่อมาโยมบิดาคือนายเม่าถึงแก่กรรมเมื่อท่านอายุได้ ๔ ขวบ เมื่ออายุได้ ๑๖ ขณะนั้นบ้านปางมีพระนักพัฒนาชื่อครูบาศรีวิชัย ท่านกำลังสร้างวัดบ้านปางไม่ห่างจากแม่เทยนัก มารดาจึงเอามาฝากฝังเพื่อเล่าเรียน จะได้มีการศึกษาและรับใช้ครูบาศรีวิชัยด้วย ครูบาก็รับไว้

อีกสามปีต่อมาท่านก็ให้ “จำปี๋”บรรพชาเป็นสามเณร ครูบาฯได้เห็นน้ำอดน้ำทนจึงเปลี่ยนชื่อ “จำปี๋”มาเป็น “อภิชัย” อันเป็นชื่อของครูบาเอง การเอาชื่อท่านมาตั้งให้ศิษย์ระดับสามเณรแสดงว่าซึ้งแก่ใจมาก

               สามเณรอภิชัยขยันและสนใจในการเรียนดี พออายุ ๒๒ ก็บวชเป็นพระโดยครูบาศรีวิชัยเป็นองค์อุปัชฌาย์เอง

               ช่วงนั้นครูบาได้เทศนาสั่งสอนธรรมะ ทำให้ผู้คนมีจิตศรัทธาเลื่อมใส บรรดาชาวเขาที่เคยนับถือผีสางนางไม้ ผีลำห้วย ผีฟ้าผีหลวงต่างก็หันมานับถือพุทธศาสนา โดยเฉพาะตัวครูบานั้นมีประชาชนติดสอยห้อยตามจำนวนนับร้อย  เมื่อครูบาศรีวิชัยต้องการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ กิจการงานใดให้ยากแสนยาก งบประมาณสูง ฝ่ายอำเภอฝ่ายปกครองทำไม่ได้ แต่ครูบาศรีวิชัยทำได้

               เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ประชาชนมองข้ามฝ่ายบ้านเมือง จึงทำให้เกิดความชิงชัง พอกพูนความอิจฉาริษยาทั้งๆที่รู้ว่ามันคือไฟกิเลสเผาผลาญมนุษย์  ครั้งก่อนจับครูบาไปให้สมเด็จพระสังฆราชพิจารณาโทษก็ไม่สำเร็จ จำเป็นจะต้องแก้มือ “ฟันล้างตา”เอาให้แหลกละเอียด

               คราวนี้ต้องรัดกุมหน่อย เอาครูบาศรีวิชัยเข้าคุกไม่ได้ มวยคู่อาฆาตกับพระยังจองเวรไม่เลิก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “ครูบาอภิชัย” พระมือขวาซึ่งก็คือครูบาผ้าขาวปี๋นั่นเอง คราวนี้คณะผู้จองเวรกับพระก็ประสบชัยชนะ

               ผ้าขาวปี๋เจอข้อหาฉกรรจ์ว่าไม่มีใบกองเกินการเกณฑ์ทหาร ความหมายคือหนีการเกณฑ์ทหาร ผ้าขาวปี๋บวชตั้งแต่อายุ ๑๕-๑๖ ตอนที่มารผ้าเหลืองตั้งข้อหานั้นท่านอายุได้ ๓๐ ปีแล้ว และยอมรับว่าท่านผิดจริงเพราะหมุกมุ่นศึกษาเรื่องพระศาสนา จึงไม่ได้เกณฑ์ทหาร แต่กฎหมายระบุไว้ว่า คนไทยจะปฏิเสธไม่รู้กฎหมายไทยหาได้ไม่

               ทั้งที่มารศาสนาบางคนนั้น แค่ศีล ๕ ข้อยังท่องได้ไม่หมดก็มี

               ครูบาอภิชัยถูกส่งฟ้องศาลเมืองลำพูน ศาลตัดสินจำคุก ๖ เดือน ทั้งที่ครองผ้าเหลืองอยู่ เมื่อต้องสึกจากพระ ครูบาขอนุ่งขาวห่มขาวเดินเข้าเรือนจำอย่างสงบ ท่ามกลางขาวเขาชาวเมืองลำพูนที่โกรธแค้นและกล่าวหาว่าทางอำเภอกลั่นแกล้งเพราะมีคนนับถือครูบาอภิชัยมากกว่านายอำเภอ

               สภาพคุกในครั้งนั้นทำให้ท่านต้องทุกข์ทรมานมาก เพราะคุกขาดอากาศถ่ายเท สกปรกและคับแคบ เพียง ๓ เดือนแรกท่านก็อาพาธ ถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลลำพูน สภาพของโรงพยาบาลก็โกโรโกโส เห็นแล้วผ้าขาวปี๋ก็เกิดเวทนา ท่านจึงเอ่ยวาจาขึ้นว่า

               “จะช่วยบูรณะสร้างให้ใหม่ โดยทางโรงพยาบาลไม่ต้องใช้งบประมาณเลย ขอแต่เพียงทางเรือนจำอนุญาตให้ได้ออกมาดูงานที่โรงพยาบาลทุกวัน จะช่วยสร้างให้”

               ทางโรงพยาบาลทำหนังสือขอตัวท่านมารักษา อ้างว่าสุขภาพท่านไม่ดี ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ทางโรงพยาบาลจะรับผิดชอบหากมีการหลบหนี ทางเรือนจำไม่ขัดข้อง เพราะมีศรัทธาในตัวท่าน วันที่ท่านพ้นโทษ บรรดานักโทษพากันร่ำไห้อาลัยเพราะตอนครูบาต้องโทษ มีคนมาเยี่ยมมาก อาหารอุดมสมบูรณ์ มีผู้มาบริจาคเงินทองจำนวนมากและท่านก็มอบหมายให้ซื้อสิ่งของต่างๆแจกแก่นักโทษ

               ครูบาศรีวิชัยมองดูชะตากรรมของครูบาอภิชัยอยู่ด้วยอาการสงบ เมื่อครูบาอภิชัยสึกออกมา ท่านก็บวชใหม่ให้อีก การบวชครั้งนั้น ครูบาวัดนันตา (วัดนันทาราม) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาครูบาอภิชัยได้เดินทางไปที่แม่ระมาด จังหวัดตาก ทราบว่าโบสถ์แม่ระมาดยังขาดเงินทุนปัจจัยวัสดุก่อสร้างราวหนึ่งพันบาทเศษ ราษฎรก็พร้อมใจกันบริจาคสมทรบ ข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูนายอำเภอ นายอำเภอเรียกกำนันไปสอบถาม กำนันยอมรับว่าประชาชนพร้อมใจกันสละเงินด้วยความเต็มใจ แต่ทางอำเภอสวนทันควันว่า “จะเต็มใจหรือไม่ก็ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง พระเรี่ยไรไม่ได้”

               คราวนี้นรกขั้นต่ำสุดลงบัญชีรายชื่อมารศาสนาอย่างไม่ลังเล!

                    ทางอำเภอรายงานไปยังเจ้าคณะจังหวัดตากเพื่อจับครูบาอภิชัยสึก ทางคณะจังหวัดเห็นสมควร ครูบาอภิชัยก็ยอมสึก ชาวบ้านน้ำตาตก มันเป็นความประสงค์ของบ้านเมืองทั้งๆที่เงินนั้นชาวบ้านบริจาคเอง

               ครูบาอภิชัยครองชุดขาวปี๋เป็นครั้งที่ ๒ ด้วยอาการสงบ ท่านอยู่จนสร้างโบสถ์แม่ระมาดแล้วเสร็จจากนั้นก็กลับอำเภอลี้  จากบ้านแม่ตื่นเข้าเขตอำเภอลี้ ผู้ติดตามสร้างเพิงที่พักตูบ (กระท่อม)พักกลางทุ่งนา หน่วยข่าวกรองทางอำเภอรายงานว่าผ้าขาวปี๋มาพร้อมอาวุธปืน กระสุนเพียบ คราวนี้นายอำเภอพร้อมนายตำรวจ นายสิบ พลตำรวจ รวมทั้งพระสงฆ์ พระครูเป็นสักขีพยาน ค้นได้ปืนแก๊ปกระบอกเดียวของชาวบ้าน มีทะเบียนถูกต้อง

               จากรายงานที่ว่ามีนับพันกระบอก สร้างความอับอายให้แก่คณะมารศาสนายิ่งนัก ชาวบ้านโห่ คณะอำเภอหาปี๊บคลุมหัวไม่ได้เลย

               หลังงานฉลองสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ เกิดคดีความขึ้นกับครูบาศรีวิชัย หนึ่งในนั้นคือข้อหาเรื่องการบวชให้ครูบาผ้าขาวปี๋  จนครูบาต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ มีผู้มาบอกเล่าแก่ครูบาผ้าขาวปี๋ว่าหากท่านไม่สึก ครูบาศรีวิชัยจะต้องถูกจับสึกแน่ ด้วยความเป็นห่วงอาจารย์ของท่าน ครูบาผ้าขาวปี๋จึงจำต้องสึกจากพระภิกษุมานุ่งขาวห่มขาวเป็นครั้งที่ ๓ แต่แม้จะมิได้ครองผ้าเหลืองเป็นพระภิกษุ แต่ก็ปรากฏว่าตลอดชีวิตของท่านจนกระทั่งมรณภาพ ท่านได้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวมมากมาย ทั้งสร้างอาคาร ถนน โรงเรียน วัด โดยมิได้ใช้งบประมาณของรัฐเลย

               เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังพิธีฉลองนั้นนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จะเป็นสะพานนำท่านครูบาเจ้าสู่การบำเพ็ญบารมีธรรม คำว่า “บารมี”นี้ฟังดูแล้วช่างรื่นหู เป็นสิ่งที่น่ายินดี ใครก็อยากจะมี ถ้าท่านอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นผู้มีบุญมีบารมีมากแล้วจึงจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องราวเหมือนภาพที่เราเห็นเพียงผิวเผิน ซึ่งอาจจะเป็นบริวารมากมาย ยศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สมบัติ ผู้ถึงจุดนั้นเหมือนการปีนขึ้นไปที่สูงสุด ยิ่งสูงเท่าไรเมื่อมองลงมาข้างแล้วจะยิ่งน่ากลัว ยิ่งเป็นเป้าหมายอันตรายต่อตัวเองมาก ยิ่งการสร้างบารมีของครูบาศรีวิชัยที่ท่านนั้นปรารถนาพุทธภูมิ ก็จะต้องผจญมารครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อจะบรรลุผลปณิธานปรารถนาในครั้งนี้

               ท่านพระครูบาเจ้าได้ถูกคณะสงฆ์สมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ในเมืองเชียงใหม่ตั้งข้อกล่าวหาหลายข้อ ข้อสำคัญที่รวมอยู่ในนั้นก็คือเรื่องที่ครูบาเจ้าอุปสมบทแก่พระอภิชัย เมื่อเกิดเรื่องขึ้นอีกเช่นนี้ ท่านครูบาเจ้าก็ได้เชิญเจ้าแก้วนวรัฐและคุณหลวงศรีประกาศมาปรึกษา ให้ช่วยชี้แจงเหตุผลให้คณะพระครูทราบ แต่ท่านทั้งสองไม่ได้มาพบ

               มีอยู่วันหนึ่งทางคณะพระครูได้นัดประชุมใหญ่ที่วัดพระสิงห์เพื่อทำการสอบสวนครูบาเจ้า มีผู้ถามครูบาว่าทำไมไม่อยู่ในปกครองของสงฆ์ การบวชพระบวชเณร ทำไมครูบาเจ้าจึงบวชเองทั้งที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านครูบาเจ้าจึงย้อนถามว่า

               “แล้วท่านทั้งหลายทำกันอย่างไร” คณะสงฆ์ผู้ใหญ่ตอบว่า การจะบวชพระเณรนั้นต้องขออนุญาตจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอก่อน ท่านครูบาเจ้าจึงว่า ลูกของอาชญา ไม่ใช่ศิษย์ของพระพุทธเจ้า? ท่านทั้งหลายต่างนิ่งอึ้งจนต่อหลักสัจธรรม เพราะพระบรมศาสดาไม่ได้ตั้งให้ใครเป็นใหญ่ ให้ถือเอาพระธรรมวินัยเป็นตัวแทนของพระองค์ เมื่อเจ้าคณะพระครูทั้งหลายรู้อยู่แก่ใจเช่นนี้ เพียงคำตอบสั้นๆแต่กินความหมายลึกซึ้ง ต่างก็เกรงว่าจะเสียรู้ต่อท่านครูบาเจ้าอีก จึงไม่กล้าที่จะตั้งข้อกล่าวหาในขณะนั้นได้ จึงได้สั่งเลิกประชุม แต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่ละความพยายาม จึงได้ตั้งข้อจับผิดด้วยประการต่างๆ

               การที่เจ้าคณะทั้งหลายในเมืองเชียงใหม่แสดงปฏิกิริยาต่อท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเช่นนี้ ทำให้บรรดาผู้เคารพเลื่อมใสในตัวท่านโดยเฉพาะเจ้าอาวาส ๖๐ วัดในเมืองเชียงใหม่ เห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง หาเรื่องสีร้ายป้ายความผิดให้แก่ท่านครูบาเจ้ามากเกินไป จึงได้ร่วมกันต่อต้านที่มีการทำการโดยไม่มีการผ่อนผัน เป็นเพราะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว มุ่งแต่จะคอยทำลายคนดี โดยเฉพาะผู้ทรงศีล ทรงธรรมอย่างท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งตลอดเวลาแห่งชีวิตของท่านได้แต่เสียสละบำเพ็ญตนเป็นเนื้อนาบุญจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

            เจ้าอาวาส ๖๐ วัดพากันมาร้องขอความเป็นธรรมที่ท่านเจ้าคณะ แต่เจ้าคณะไม่ยอมฟังเสียงทัดทาน ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์ และได้ร่วมกันปกป้องครูบาศรีวิชัยทุกวิถีทาง เจ้าอาวาสทั้ง ๖๐ วัดไม่ยอมติดต่อคณะสงฆ์ เมื่อถูกเรียกไปสอบถามก็นิ่งเฉยเสีย แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำนี้จะเป็นการก่อเชื้อเติมไฟให้ฝ่ายตรงข้าม และเป็นช่องโหว่ให้คณะสงฆ์จับผิด เอาเป็นข้อกล่าวหาต่อท่านครูบาเจ้าอีกข้อหนึ่ง