คำสาปครูบาศรีวิชัย (๒)

“ตราบใดน้ำแม่ปิงไม่ไหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด”
บันทึกวันวาร

 

“ตราบใดน้ำแม่ปิงแม่ใหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด

         ครูบาศรีวิชัยถูกนำตัวจากวัดศรีดอนไชยไปกรุงเทพฯโดยคำสั่งของหม่อมเจ้าบวรเดช (พระยศในขณะนั้น) มีรับสั่งให้หลวงประสานคดีชนเป็นผู้ควบคุมตัว การนี้หลวงอนุสารสุนทรบริจาคเงิน ๑ ชั่งถวายครูบา

            ขบวนควบคุมครูบาพร้อมประชาชนนับพันออกจากวัดศรีดอนไชยมุ่งไปทางถนนวิชยานนท์ เลี้ยวขวาข้ามสะพานนวรัฐ ทันทีที่ข้ามพ้นแม่น้ำปิงตรงโบสถ์คริสเตียน มีรถรยนต์เถ้าแก่โหงวมารอรับรอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว คราวนี้ไม่ต้องมีใครเช่า เถ้าแก่นำรถมารอรับด้วยจิตศรัทธาและเต็มใจรับอาสานำครูบาสู่เมืองลำพูนอีกครั้งหนึ่ง

            บ่ายวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ครูบาศรีวิชัยก็เดินทางถึงลำพูนท่ามกลางการต้อนรับของผู้คนจำนวนมากที่แออัดยัดเยียดเบียดเสียด คืนนั้นท่านพำนักที่ลำพูน ๑ คืน

            รุ่งเช้าจึงถูกคุมตัวมาขึ้นรถไฟที่สถานีวังทอง นับเป็นครั้งแรกที่ครูบาศรีวิชัยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ การเดินทางด้วยรถไฟในอดีตนั้น สายเหนือต้องมาพักที่เมืองพิษณุโลก ต่อเมื่อวันที่สามจึงจะถึงกรุงเทพฯในตอนเย็นของวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓

            พอดีกับระยะนั้นสมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปอยุธยา เนื่องในพิธีทางศาสนาแต่ก็รับสั่งให้นำรถยนต์ไปรับที่สถานีรถไฟ นำครูบาไปพักที่วัดเบญจมบพิตร ในวันที่เสด็จกลับจากอยุธยา ครูบาศรีวิชัยได้จัดดอกไม้ธูปเทียนใส่พานขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศ

            เมื่อได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงไต่ถามเรื่องราวและเหตุการณ์พอสมควร จากนั้นรับสั่งว่า

          “ท่านอย่าได้วิตกร้อนใจสิ่งใด การเท่านี้ไม่เป็นไร”

          สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงมีประกาศแต่งตั้งพระสงฆ์ผู้ทรงสมณศักดิ์เป็นกรรมการไต่สวน คือ

            ๑.พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ เป็นประธาน

            ๒.พระญาณวราภรณ์

            ๓. พระธรรมไตรโลกาจารย์

            คณะพระสงฆ์ได้ทำการไต่สวนอธิกรณ์ข้อกล่าวหาทั้ง ๘ ข้อที่เจ้าคณะมณฑลพายัพและเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนส่งมากับหลวงประสานคดีชน จากเรื่องขี้ผงเล็กนิดเดียว มาถึงตอนนี้ เรื่องขี้ผงก็เต็มถังแล้ว....

          นึกไม่ถึงว่าความอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดีมีคุณภาพถึงขั้นนี้

            เรื่องของพระบ้านป่าอย่างครูบาศรีวิชัยกลายเป็นเรื่องเกรียวกราวในกรุงเทพฯ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุดในขณะนั้นทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ส่งผู้สื่อข่าวออกไปเก็บข่าวและข้อมูล และรายงานข่าวการจับกุมครูบาศรีวิชัยในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกเมื่อ ๗ มิถุนายน ๒๔๖๓ และต่อมาหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ฉบับภาษาไทยก็ลงข่าวพร้อมรายละเอียด ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ดังนี้

            “เดิมพระรูปหนึ่งชื่อว่าพระศรีวิชัย อายุได้ ๔๒ ปี เป็นเจ้าอธิการอยู่ ณ วัดบ้านปาง ท้องที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน  เคร่งในทางวิปัสสนา ฉันผลไม้พืชผักวันละหนเดียว ของคาวถือว่าเป็นของมีวิญญาณท่านไม่ฉัน ถ้าวันพระแล้วไม่มีฉันเลย พระรูปนี้มีหิริโอตัปปะ ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เช่นมีผู้นำเงินทอง เครื่องบริโภคไปทำบุญกับท่าน ท่านก็ทำต่อ มิได้เก็บเอาไว้ทำประโยชน์ส่วนตัวเลยและมีผู้นิยมนับถือไปทำบุญแก่ท่านมาก

          เมื่อประมาณ ๕ ปีมาแล้วนี้ พระรูปนี้บวชนาค ได้ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปขออนุญาตต่อนายอำเภอ นายอำเภอบอกให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปเตรียมการที่บวชนาคไว้ จะได้ทำใบอนุญาตให้เมื่อภายหลัง  แล้วท่านก็จัดเตรียมการไว้เสร็จแล้ว พอจวนจะเข้าพรรษาถึงเวลาจะบวช ได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปขอรับใบอนุญาต แต่กรรมการอำเภอหาได้ออกใบอนุญาตให้ไม่ พระรูปนี้เห็นว่าการบวชไม่ผิดอะไรนัก ทั้งเป็นเวลาจวนจะเข้าพรรษาจึงได้บวชนาคไปโดยลำพัง

          เจ้าคณะสงฆ์และกรรมการอำเภอหาว่าพระศรีวิชัยบวชนาคโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับเอาตัวพระศีรวิชัยไปกักขังไว้ที่วัดหลวง (วัดพระธาตุหริภุญชัย)ลำพูน ๑ ปี แล้วไม่ให้เป็นเจ้าอธิการวัดบ้านปาง เพียงแต่ให้อาศัยอยู่ในที่วัดบ้านปางต่อไปตามเดิมเท่านั้น ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ กรรมการได้ไปสำรวจพระที่วัดบ้านปาง ได้บอกกับพระศรีวิชัย พระศรีวิชัยตอบว่า อาตมาไม่ได้เป็นเจ้าอธิการ เมื่อสำรวจอย่างไรก็สำรวจเอาเองตามชอบใจ พระและสามเณรในวัดบ้านปางมีความกลัวจึงพากันหลบหนีเข้าป่าไปบ้าง กรรมการอำเภอสำรวจไม่ได้ ก็รายงานบอกว่าพระเณรหลบหนีไปด้วยเหตุอันใดไม่แจ้ง ไต่สวนไม่ได้ความ แล้วคณะสงฆ์ลำพูนมีคำสั่งให้พระศรีวิชัยนำเอาบรรดาพระเณรที่อยู่วัดบ้านปางไปที่เจ้าคณะหมวดให้หมดวัด ถ้าไม่มีใครรักษาวัด ให้เอาฝากไว้กับชาวบ้าน ถ้าไม่ไปตามคำสั่งจะลงโทษ

          พระศรีวิชัยไม่ได้เป็นเจ้าอธิการและไม่มีอำนาจจะบังคับพระเณรให้ไปหาเจ้าคณะได้ และไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้เจ้าคณะทราบ โดยเหตุที่ระยะทางที่จะไปหาเจ้าคณะต้องรอนแรมระหว่างทางถึง ๓ คืน เจ้าคณะสงฆ์ลำพูนได้มีคำสั่งไม่ให้พระศรีวิชัยอยู่ในจังหวัดลำพูนต่อไป เจ้าผู้ครองนครลำพูนได้นิมนต์เอาพระศรีวิชัยเข้าไปรับไทยทานในจังหวัดลำพูน พระศรีวิชัยมีโอกาสอันดีจึงจัดเอาของสำหรับจะทำบุญเพื่อจะได้เข้าไปทำบุญในวัดหลวง และพระเณรอุบาสกอุบาสิกามีใจศรัทธา จึงได้จัดของไทยทานตามพระศรีวิชัยเข้าไปเพื่อจะได้ทำบุญกับพระศรีวิชัยประมาณ ๖๐๐ คน

          ครั้นไปถึงจังหวัดลำพูน พวกข้าราชการในจังหวัดลำพูน สงสัยว่าจะเป็นกบฏและพวกเจ้าคณะสงฆ์หาว่าพระรูปนี้มีความผิด จึงจับตัวพระศรีวิชัยไว้ที่วัดหลวงลำพูน เมื่อนายพลโท หม่อมเจ้าบวรเดชอุปราชไปตรวจราชการที่จังหวัดลำพูน จึงได้เอาพระศรีวิชัยไปกักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย จังหวัดเชียงใหม่ ประจวบกับพระมหานายกขึ้นไปสอบไล่พระธรรมวินัยที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกเอาตัวพระศรีวิชัยไปไต่สวน เสร็จแล้วเห็นว่าไม่มีความผิดแต่ความรู้ยังบกพร่องอยู่บ้าง จึงให้พระศรีวิชัยทำทัณฑ์บน ยมอเล่าเรียนอยู่ในสำนักใดแล้วแต่พระครูและเจ้าคณะจะเห็นสมควร เมื่อพระศรีวิชัยทำทัณฑ์บนแล้ว พระครูและเจ้าคณะก็หาจัดการให้พระศรีวิชัยไปอยู่สำนักใดไม่ เลยเอาตัวไปกักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย และจัดให้คนไปคอยควบคุมคอยตรวจจับอาการของพระศรีวิชัยว่า จะมีเวทยมนตร์หรืออภินิหารอย่างไรบ้าง จึงมีผู้นิยมนับถือกันมาก แต่ก็หามีอาการแปลกประหลาดอย่างใดไม่

          ในระหว่างที่พระศรีวิชัยถูกกักขังและมีผู้ควบคุมอยู่ ๒ เดือนเศษนั้น มีพวกแขกชาวอินเดียวและพวกพม่า พวกตองซู พวกกะเหรี่ยง ชาวลำพูน เมืองตาก แม่ฮ่องสอน เมืองปาย เมืองพร้าว เชียงดาว พากันเดินทางไปทำบุญแก่พระศรีวิชัยวันละหลายร้อยคนเสมอทุกวันเป็นเนืองนิตย์มิได้ขาด อยู่มาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ นายพลโท หม่อมเจ้าบวรเดชอุปราช มีรับสั่งให้หลวงประสานคดีชนคุมเอาพระศรีวิชัยลงมากรุงเทพฯ

          เมื่อมีผู้นิยมนับถือพระรูปนี้ เชื่อว่าทางราชการคงมีความยินดีรับรองเอาพระรูปนี้ไว้แนะนำสั่งสอนให้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้ช่ำชองดีแล้ว จัดส่งให้ขึ้นไปสอนที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สั่งสอนในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ถ้าพระรูปนี้กลับขึ้นไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่แล้ว ทางพระพุทธศาสนาคงจะมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปโดยเหตุว่า มีผู้นับถือพระรูปนี้มาก ตัวอย่างชาวต่างประเทศเขาก็ต้องการเลือกหาคนดีที่มีผู้นับถือมาตั้งให้เป็นหัวหน้าสอนราษฎรให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ และกลับเป็นพลเมืองดีต่อไป

          อีกประการหนึ่ง เมื่อกรรมการอำเภอจะตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เรียกลูกบ้านราษฎรหมู่มากเห็นสมควรจัดตั้งผู้ใดเป็นกำนัน เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ตามความเห็นของราษฎรหมู่มาก นี่พระศรีวิชัยรูปนี้มีผู้นิยมนับถือทั่วไปทั้งมณฑลพายัพ ถ้าจะนับเปอร์เซนต์ก็มีผู้นิยมท่านถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์เศษเช่นนี้ ควรที่ทางราชการจะรับรองไว้ ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระรูปนี้ขึ้นไปสั่งสอนอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว เชื่อว่าพลเมืองที่ประพฤติตนในทางทุจริต คือปล้นฆ่าฟันกันตายดังเช่นที่เป็นมาทุกวันนี้คงจะสงบเบาบางลงแน่

แต่ขอกระซิบว่าไม่ควรเชื่อถือถ้อยคำของพระภิกษุบางรูปในมณฑลพายัพที่คอยยุแหย่ว่าพระศรีวิชัยคิดกบฎต่อพระศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือขัดขืนอะไรต่างๆนั้นเป็นอันไม่จริงทั้งสิ้น บางทีเขาเกรงว่าทางราชการจะตั้งให้พระศรีวิชัยเป็นใหญ่ และเกรงว่าจะขาดลาภยศไป ขอให้นึกดูท่านผู้มีความรู้เฉลียวฉลาดอย่างนี้ ถ้าจะแต่งตั้งเอาไว้ให้เที่ยวสั่งสอนผู้คนคงจะดีไม่น้อย และขอให้เข้าใจว่าข้าราชการที่ประพฤติชั่ว ความชั่วนั้นราษฏรรู้เข้าก่อนทางราชการ ภรรยาที่มีชู้ก็พวกชาวบ้านเห็นก่อน  นี้ราษฎรทั้งมณฑลเห็นดีแล้วทางราชการจะไม่เห็นด้วยบ้างหรือ

          หวังใจว่าท่านบรรณาธิการคงจะช่วยตะโกนผู้ใหญ่ให้รู้ด้วย เพื่อเป็นทางดำริต่อไป”

          เมื่อข่าวนี้ปรากฏขึ้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งได้ทอดพระเนตรข่าวของครูบาศรีวิชัยในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ ขณะที่ประทับอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี จึงทรงมีหนังสือถึงพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ องค์ประธานคณะกรรมการไต่สวนข้ออธิกรณ์ของพระครูบาเจ้า มีรายละเอียดในหนังสือดังนี้

          “ฉันได้อ่านหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์วันที่ ๗ เดือนนี้ ตอนภาษาอังกฤษกล่าวถึงข่าวเมืองเหนือมีใจความว่า มีพระรูปหนึ่งอยู่วัดบ้านปางหรืออะไร จังหวัดลำพูน ชื่อพระศรีวิชัย อายุราว ๔๐ ปี ผู้คนนับถือมาก

          ....ผู้สื่อข่าวกล่าวว่าพระศรีวิชัยมีคนติดตามเช่นนี้ สมควรที่รัฐบาลจะอุดหนุนไปสั่งสอน จักได้ประโยชน์ คนทำชั่วจะน้อยลง แต่พระศรีวิชัยไม่รู้การพระศาสนา สมควรให้ได้รับการศึกษาก่อนแล้วจึงส่งกลับขึ้นไป คำของบรรณาธิการว่านี้เป็นคำของผู้นับถือพระศรีวิชัย เขาปรารภว่าเขาปรารถนาฟังคำของอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้พระมหานายกไม่ได้มีบอกเข้ามาให้รู้ ที่บอกความเป็นมา แต่ไม่จัดแจ้งเหมือนข่าวให้หนังสือพิมพ์กล่าวหา หม่อมเจ้าบวรเดชจะมีบอกสำนวนเรื่องนี้เข้ามา นอกจากนี้ไม่ได้รู้เห็นอีกเลย

          เทียบเรื่องที่พบมาในที่อื่น ฉันกริ่งเกรงใจว่าเจ้าหน้าที่เห็นอคติกับพระศรีวิชัยมาก ก็เกรงไปว่าจักเป็นผีบุญ แต่ไม่อาจจะยกเอาความผิดขึ้นฟ้องลงโทษทางอาญา จึงหาความผิดทางคณะสงฆ์ เรื่องนี้ปรากฏว่าไปเอาตัวคราวใดพระศรีวิชัยมาทุกคราวไม่ได้ต่อสู้ ในคราวที่ไม่มาก็เป็นแต่ถูกเรียก ไม่ใช่ถูกจับตัว ส่อว่ายังไม่เป็นผีบุญ ส่วนความผิดในทางคณะสงฆ์ตามข่าวนี้มีเพียงทำการอุปสมบท ชะรอยจะเป็นอุปัชฌาย์เอาเอง นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่ามีความผิดอะไรอีก  ถ้าเป็นอย่างฉันกริ่งเกรงใจแล้วเราจักพลอยผิดไปด้วย ไม่ได้ดูยุติธรรมเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อื้อฉาวแล้ว จงสอบถามหม่อมเจ้าบวรดูว่าพระศรีวิชัยได้ทำความผิดอันอาจจะยกขึ้นเป็นอาญาแผ่นดิน อันเจ้าหน้าที่จักพึงฟ้องในศาลได้หรือไม่ ถ้าเธอทำอย่างนั้นและเจ้าหน้าที่จะเอาความแก่เธอ จงให้รับตัวไปฟ้องร้องยังศาลมณฑลพายัพ ถ้าพระศรีวิชัยไม่ได้ทำความผิดเช่นนั้น จงเรียกสำนวนฝ่ายคณะมาตรวจดูถึงความผิดทางคณะว่ามีอย่างไรบ้าง ความผิดเพราะทำการอุปสมบทเอาเองน่าจะได้ลงโทษแล้ว ได้แก่การเอามากักตัวไว้ครึ่งแรกหนึ่งปี และถอดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นธรรมเนียมที่กราบทูลฉัน ถ้าฉันเป็นผู้สั่งการเรียกไม่มา เนื่องจากไม่รับทำสำรวจพระวัดบ้านปาง ถ้าจริงอย่างในหนังสือพิมพ์กล่าว พระศรีวิชัยเถียงถูกเช่นนั้น ฉันไม่เคยลงโทษ

          เมื่อได้รับความอย่างไรแล้ว จึงนำไปปรึกษาในมหาเถรสมาคม จะหยั่งรู้ความผิดเองโดยถ่องแท้และลงโทษแต่พอดี และถ้าโทษนั้นอาจจะลงโทษได้ในกรุงเทพฯ ให้เสร็จแล้วปล่อยตัวกลับ แต่ถ้าจะต้องลงโทษที่โน่นก็จะมีคำสั่งให้ชัดเจนถึงอุปราช ถ้าพิจารณาความผิดทางคณะของพระศรีวิชัย จงอย่าฟังคำของคณะสงฆ์ฝ่ายเดียว จงฟังคำของพระศรีวิชัยด้วย เมื่อเธอหาช่องแก้ตัวเรื่องนี้ควรพิจารณา และควรได้รับความดำริของฉัน แต่ฉันจะอ่านสำนวนเรื่องนี้แล้วทรงจำไว้ใคร่ครวญ แล้วจึงวินิจฉัยเป็นการหนักแน่นแก่ใจฉัน เวลานี้จึงได้ให้คำสั่งแก่เธอทำแทน ขออย่าได้ต้องย้อนมาถึงฉันที่จะต้องอ่านสำเนา

          เรื่องนี้มีลงข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยในวันต่อมา ฉันได้ตัดส่งมาด้วย ข้อความที่เล่ามานั้นไม่ได้แปล เป็นแต่เล่าความที่จำได้ อนึ่งเมื่อจะส่งตัวพระศรีวิชัยกลับโดยไม่มีโทษแล้ว จงให้มีสังกัดอยู่ อย่าปล่อยให้เป็นจรจัดเพื่อกันเจ้าคณะแกล้ง จงถามพระศรีวิชัยดู สมัครอยู่วัดใดแล้วสั่งให้วัดนั้นรับไว้”

            จากพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์องค์ที่ ๑๐ นี้ เราจะพบว่าพระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยเที่ยงแท้ยุติธรรมและทรงมีพระเมตตากรุณาถึงพร้อมทุกอย่าง จึงเป็นหน้าที่อันหนักยิ่งของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลางและคณะกรรมการอีก ๒ รูปที่จะต้องพิจารณาไต่สวนข้ออธิกรณ์ของพระศรีวิชัยอย่างรอบคอบที่สุด