คำสาปครูบาศรีวิชัย (๑)

อะไรที่ทำให้ครูบาศรีวิชัย ผู้ได้ชื่อว่า “นักบุญแห่งล้านนา” ผู้สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ต้องอ้างน้ำแม่ปิงเป็นพยาน
บันทึกวันวาร

“ตราบใดน้ำแม่ปิงไม่ไหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด ถึงจะละสังขารเป็นศพก็ตาม”

                                                                                                          ครูบาศรีวิชัย

                อะไรที่ทำให้ครูบาศรีวิชัย ผู้ได้ชื่อว่า “นักบุญแห่งล้านนา” ผู้สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ต้องอ้างน้ำแม่ปิงเป็นพยาน ไม่สาปแช่งก็เหมือนสาปแช่ง เป็นคำสาปที่หลายคนข้องใจว่าเหตุใดท่านต้องลั่นวาจาเช่นนี้

            ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้ทรงศีลที่เป็นที่นับถือศรัทธาของชาวล้านนาในอดีต ท่านเป็นชาวอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๘ ปี ท่านเป็นพระที่ปฎิบัติบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด มุ่งมั่นประพฤติธรรมเจริญตามรอยเบื้องบาทพระพุทธองค์ ท่านให้การอบรมสั่งสอนพระ สามเณร เด็กวัด และแนะนำศรัทธา ญาติโยม สาธุชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลและธรรม

            ตามปกติแล้วครูบาเจ้าจะนั่งกรรมฐานถืออาสนะเดียวจนอาสนะนั้นขาดเป็นผืนๆ ด้วยความมักน้อยสันโดษ ท่านไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด ยินดีในวิเวกสถาน ไม่ทะเยอทะยานในลาภยศ ถึงกระนั้นกิตติศัพท์การครองวัตรอันเคร่งครัดของท่านก็ขจรขจายไปไกล เลื่องลือกันว่าท่านเป็นตนบุญ ตนวิเศษที่มีอภินิหารเหนือสามัญชนคนธรรมดา

            ผู้คนเกิดศรัทธา ทำบุญถวายทานมากขึ้นเป็นลำดับ จากตำบลเป็นอำเภอ จังหวัดและหลายๆจังหวัด มีผู้มาขอบวชบรรพชาและอุปสมบทที่วัดบ้านปางที่ท่านพำนักอยู่จำนวนมาก

            ท่านครูบาไม่ลืมคำพระรุ่นเก่าที่กล่าวเป็นสัจธรรมว่า “จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย” แต่มวลเมฆหมอกแห่งความอิจฉาริษยา ไม่โกรธ ไม่เกลียดแต่ไม่อยากให้ใครได้ดีของผู้อื่น ล่องลอยดุจแหอวน เข้ามาครอบคลุมท่านครูบาทีละน้อย

            ขณะนั้นลูกศิษย์ของท่านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็เมตตาสั่งสอนอบรมจนเห็นสมควรบรรพชาเป็นพระภิกษุ

            เรื่องราวคำสาปของครูบาศรีวิชัยเริ่มต้นตรงจุดนี้ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

            ครูบาศรีวิชัยได้มีหนังสือไปขออนุญาตบรรพชากับพระครูมหารัตนากร (พระมหาอินทร์) เจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ และได้นิมนต์ท่านมาเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย พร้อมกันนั้นได้มีหนังสือไปขออนุญาตต่อเจ้าหนาน บุญเติง นายอำเภอลี้ ก็ได้รับคำตอบว่า “ให้ครูบาศรีวิชัยเตรียมการไว้คอย แล้วจะส่งใบอนุญาตมาภายหลัง”

            ระเบียบการเช่นนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทยซึ่งกำหนดออกมาใหม่ ครูบาท่านก็ปฏิบัติตามที่แจ้งไปทุกประการ แต่วันแล้ววันเล่า ทางอำเภอก็ยังเงียบงัน จากวันเป็นเดือน สิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับการบรรพชา ทางวัดบ้านปางก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว วันเข้าพรรษาก็ใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งถ้าหากไม่มีพิธีบวช ผลเสียก็จะตกแต่แรงกุศลเจตนาของผู้ที่รอคอยจะบวช หากบวชไม่ได้ก็จะทำให้เขาเสื่อมศรัทธา ท่านได้พิจารณาดูแล้ว เห็นว่าในพุทธกาล โบราณจารย์ก็ได้ให้การบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรตามหลักธรรมวินัย ก็ไม่มีว่าจะต้องไปขออนุญาตนายอำเภอหรือเจ้าคณะอำเภอแต่อย่างใด ขณะนั้นครูบาศรีวิชัยก็จำพรรษาได้ ๑๐ พรรษา จัดได้ว่าเป็นพระเถระผู้ทรงศีลทรงธรรมแล้ว จึงได้จัดการเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การบวชพระภิกษุ ๒ รูป สามเณร ๘ รูป โดยยึดหลักธรรมวินัยเป็นเกณฑ์

            เมื่อเรื่องนี้ไปถึงพระครูมหารัตนากร (มหาอินทร์ เจ้าคณะแขวงลี้และเจ้าหนาน บุญเติง ทั้งสองก็โมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟ ตั้งข้อกล่าวครูบาทันทีว่าเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน และถูกกล่าวหาตั้งข้ออธิกรณ์ เป็นความผิดครั้งแรก ทางเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอจึงมีหมายจับนำตัวมาควบคุมแบบนักโทษ

            ข่าวนี้กระจายออกไป ฝูงชนที่ศรัทธาในตัวครูบาก็รู้ว่าการกระทำของฝ่ายบ้านเมืองนี้เป็นการกลั่นแกล้งกัน ทุกคนทยอยไปที่วัดลี้หลวงอันเป็นสถานที่กักกันครูบาศรีวิชัย เมื่อถึงวันที่ ๔ ทางอำเภอลี้ไม่สามารถจะควบคุมครูบาไว้ได้ เกรงว่าจะเกิดจลาจลจึงจะนำครูบาไปกักขังบริเวณที่จังหวัดลำพูน

            วันที่จะออกเดินทาง ครูบาพร้อมด้วยพระภิกษุ ๓๐๐ รูป สามเณรอีกหลายร้อยรูป ฆราวาสหญิงชายอีกกว่า ๑,๐๐๐ คน จัดเป็นขบวนนักบุญโดยครูบาเจ้านั่งเสลี่ยง ผ่านหมู่บ้านใด ศรัทธาสาธุชนแต่ละหมู่บ้านจะแต่งเครื่องไทยทานน้อมถวายสักการะบูชาตลอดทางตั้งแต่วัดจ๋อมศะหรีทรายมูลบุญเรือง บ้านปาง ถึงวัดพระธาตุหริภุญไชย เมืองลำพูน ใช้เวลารอนแรม ๔ คืน

            เมื่อขบวนผู้ต้องหาไปถึงประตูโขงชั้นนอก ก็มีตำรวจปิดกั้นทางเอาไว้ ไม่ให้เข้าบริเวณวัด แล้วำการตรวจค้นอาวุธ มีดสั้นยาวที่ชาวบ้านนำติดตัวไปด้วยเพื่อทำครัว ไม่เหลือไว้แม้แต่มีดโกนผมของพระเณร เพราะเกรงว่าจะมีการแย่งชิงตัวครูบาศรีวิชัย จวนเจียนตบะแตกกันทั้งสองฝ่าย แต่เพียงครูบาปรามไว้ให้ทุกคนอยู่ในอาการสงบ ทุกฝ่ายก็ปฏิบัติตาม

            ปลัดมณฑลเมืองลำพูนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดประตูขังครูขาและพระภิกษุสามเณรไว้ในบริเวณวัดชั้นในแล้วให้ตำรวจรักษาเวรยามทั้ง ๔ ด้าน ตรวจรักษาการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน คนในห้ามออก-คนนอกห้ามเข้า

            ต่อเมื่อรุ่งเช้า บรรดาสาธุชนก็พากันนำอาหารคาวหวานไปถวายครูบาและพระภิกษุสามเณรแต่เข้าไม่ได้ ต้องอยู่นอกกำแพงถึง ๑๐ โมงเช้า พระเณรและครูบาก็ยังมิได้ฉันเช้า

            เวลานั้นมีชายชาวไทยใหญ่ผู้หนึ่งชื่อส่างสาได้มาทำค้าขายอยู่ที่ลำพูน ตัดสินใจยอมตายในการถวายกุศลครั้งนี้ด้วยการนำชาวบ้นบุกเข้าไปอย่างไม่กลัวคมดาบและปืน คนทั้งหลายเห็นส่างสาแหวกวงล้อมตำรวจก็พากันแออัดยัดเยียดเข้าไปบ้าง ตำรวจจะกีดกันอย่างก็ไม่มีใครฟังเสียง ก็ต้องยอมปล่อยให้เข้าไป

            ขณะนั้นครูบาเจ้าอายุได้ ๔๓ ปี ท่านถูกคุมขังเฉกเช่นนักโทษได้ ๑ คืน ก็มีผู้คนหลั่งไหลมาอย่างมืดฟ้ามัวดินเพื่อทำบุญถวายไทยทานกับท่าน เกินกว่ากำลังเจ้าหน้าที่ในลำพูนจะควบคุมสถานการณ์ได้ ทางจังหวัดลำพูนถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงปรึกษากันเร่งด่วนในการส่งตัวครูบาไปเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่กว่า จึงได้จัดคณะกรรมการไปว่าจ้างรถมอเตอร์ (รถยนต์) ของเก้าแก่โหงวจากเชียงใหม่ ลงมารับตัวครูบาไปกุมไว้ที่วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง เพื่อให้พระครูโพธิรังสี เจ้าคณะเมืองเชตุวันเป็นผู้ช่วยจัดการพิจารณาคดี เจ้าคณะเมืองมอบหมายให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเป็นผู้ดูแล

            ตอนย้ายครูบาสู่เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ยอมตกลงอนุญาตให้พระฝ่ายศิษย์ติดตามได้ ๔ รูปเพื่อจะได้มาดูแลแทนศิษย์ทั้งหลายที่มิได้มาร่วม เมื่อมาถึงเชียงใหม่เจ้าหน้าที่ลืมข้อตกลงที่ลำพูน พระลูกศิษย์ ๔ รูปถูกกีดกันทั้งหมด เอาแต่ครูบารูปเดียวไปคุมขังเดี่ยวที่ศาลาบาตร มีเจ้าหน้าที่คุมทั้งกลางวันกลางคืน ที่คุมขังเป็นศาลาเก่าแก่ หลังคารั่วไม่มีเสื่อหรืออื่นใดที่จะเป็นอาสนะเลย เมื่อแดดจัดแสงแดดก็สาดส่องตามช่องโหว่ของหลังคา ครูบาศรีวิชัยลงนั่งสมาธิ มิได้เคลื่อนย้ายไปที่ใด ท่านรอรับการลงโทษอย่างสงบนิ่ง ข้าหลวงเทศาภิบาลได้จัดให้ขุนประสานและนายนอมเป็นผู้ควบคุมดูแล

            ข่าวคราวการเอาครูบามากักขังล่วงรู้ไปถึงหลวงอนุสารสุนทร (ต้นตระกูลนิมมานเหมินทร์) เห็นว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป จึงได้กราบนมัสการ แล้วหาผ้าม่านมากางกั้นให้ร่มเงา และจัดหาอาสนะที่ควรแก่สมณะร่วมกันกับพญาคำ มาถวายแก่ครูบาเจ้า

            หลังจากนั้นศรัทธามหาชนก็หลั่งไหลมาอีกวันละถึง ๒๐๐ คน จากทุกทิศทุกทางไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชาวเขามูเซอ ขมุ กะเหรี่ยงที่ไม่เคยกราบไหว้พระพุทธศาสนามาก่อน คนเกเรเสเพลขึ้เหล้า ไม่เคยเข้าวัดฟังธรรม ก็มีจิตใจมากราบไหว้บูชาทำบุญกับท่าน วัดศรีดอนไชยกลายเป็นที่ชุมนุมของผู้คนทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อนแต่พร้อมใจมานมัสการครูบาเจ้า สร้างความโกลาหลอลหม่านยิ่งนัก เดือดร้อนถึงเจ้าคณะพระครูซึ่งต้านแรงศรัทธาจากมหาชนไม่ไหว แรกๆก็ให้สามเณร ๑ รูปกับเสมียนอำเภอ ๑ คน คอยห้ามมิให้ใครเข้าไปกราบครูบา ใครขัดขืนก็จะลงโทษจดชื่อแจ้งแก่เจ้าเมือง แต่ไร้ผล ลำพังคน ๒ คนจะถือสมุดจดถามชื่อยังไงไหว

            พระองค์เจ้าบวรเดช สมุหเทศามณฑลพายัพในเวลานั้นกับเจ้าพระครูคณะเมืองหนักใจเพราะหากยังอยู่ในสภาพเช่นนี้เกรงจะเกิดความวุ่นวายควบคุมไม่อยู่ จึงปรึกษากันส่งตัวครูบาเข้ากรุงเทพฯ พร้อมข้อกล่าวหาอธิกรณ์ ๘ ข้อ เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ทรงพิจารณาชำระคดีความ

            ข้อสำคัญๆ เช่น ครูบาศรีวิชัยตั้งตัวเป็นอุปัชฌาย์เอง บวชพระภิกษุและสามเณรเป็นจำนวนมากโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครอง ร.ศ.๑๒๑

            อีกข้อหนึ่งหนึ่ง พระศรีวิชัยอ้างตนเป็นผู้วิเศษ เป็นเทวดามาเกิด มีดาบฝักทองคำ (ดาบศรีกัญชัย) ตกลงมาจากฟ้าสู่แท่นบูชา เดินไปกลางฝนแต่ไม่เปียก เวลาเดินลอยสูงจากดินศอกเศษและสามารถเดินบนผิวน้ำได้ อันเป็นเหตุให้ผู้คนหลงใหล

            ทุกข้อกล่าวหานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเก่าที่ครูบาเคยถูกสอบสวนมาแล้วจากเจ้าคณะลำพูนและก็คือครูบาไดรับการพิจารณาโทษว่ากล่าวตักเตือน ตลอดจนถูกกักตัวที่ลำพูน ๑ ปีเต็ม ก็ถือว่าพ้นผิดไปแล้ว

แต่จากน้ำผึ้งหยดเดียวที่พระครูมหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้และเจ้าหนาน บุญเติงได้จุดประกายไว้ ลุกลามใหญ่โตไปเสียแล้ว มาถึงตอนนี้ ไฟกิเลสแห่งความอิจฉาตาร้อน เหมือนคบไฟลุกโชติช่วง เรื่องราวมิได้ยุติลงเพียงแค่นี้ ยังจะยืดเยื้อออกไปอีก ไม่จบง่ายๆ

          ก็สมควรอยู่ที่ครูบาศรีวิชัยจะสาปส่งเมืองเชียงใหม่กับแม่น้ำปิง ทำให้คนดีๆ แม่น้ำสะอาดบริสุทธิ์ต้องมัวหมอง....