พระนางหัตเซปสุต

เจ้านายฝ่ายสตรีคนแรกๆของโลกที่ทวงสิทธิสตรี

 

พระนางหัตเชปสุต (Hatshepsut) เป็นพระราชินีในประเทศอียิปต์โบราณเมื่อประมาณ ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว เรื่องราวของพระนางน่าสนใจมาก จึงนำเรื่องของพระนางมาบันทึกไว้ด้วย

พระนางหัตเชปสุตเป็นราชธิดาของฟาโรห์ทัตโมส (Thutmose) ที่ ๑ กับ พระนางอาฮโมส (Ahmose) พระมารดาของพระองค์สืบสายตรงลงมาจากพระราชินี ผู้เป็นใหญ่ในพระราชวังและมีอิทธิพลมาก พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับลูกร่วมบิดาเดียวกันกับพระองค์คือ พระเจ้าทัตโมสที่ ๒

พระเชษฐาของพระองค์ ๒ องค์ ซึ่งน่าจะได้สืบทอดราชบัลลังก์จากพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์กับพระสวามีของพระองค์จึงได้สืบทอดราชสมบัติต่อมา พระสวามีได้เป็นพระเจ้าทัตโมสที่ ๒ ตั้งแต่พระเจ้าทัตโมสที่ ๑ สวรรคตในราวปีก่อนคริสต์ศักราช ๑๕๑๒ (1512 BC) นักประวัติศาสตร์คาดว่า พระสวามีคือ พระเจ้าทัตโมสที่ ๒ คงครองราชย์ได้ประมาณ ๓-๔ ปีเท่านั้นก็สวรรคต พระราชินีหัตเชปสุตจึงได้รวบรวมกำลังทหารและข้าราชการตั้งคณะรัฐบาลของพระองค์เอง โดยพระองค์อ้างว่าพระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าทัตโมสที่ ๓ ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ พระเจ้าทัตโมสที่ ๓ เป็นโอรสของพระเจ้าทัตโมสที่ ๒ กับนางสนม ไม่มีกำลังที่จะขัดขวางพระนางหัตเชปสุต พระนางจึงให้พระเจ้าทัตโมสที่ ๓ ไปบวชอยู่ในวิหารของเทพเจ้าอามน (Amon)

พระนางหัตเชปสุตพอพระทัยที่จะเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ไม่นานนัก ก็เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์เป็นฟาโรห์ เฉลิมพระนามอย่างฟาโรห์ และทรงใช้เครื่องแต่งพระองค์และเครื่องยศทุกอย่างดังที่ฟาโรห์ทรงใช้ เช่นพระองค์ทรงสวมพระทาฐิกะ (เครา) ปลอมซึ่งฟาโรห์เท่านั้นจะสวมได้ พระองค์ประสบความสำเร็จในการทำรัฐประหารลูกเลี้ยงในคราวนั้น เพราะข้าราชการผู้ใหญ่เข้าเป็นฝ่ายพระองค์ ด้วยความภักดีในสายตระกูลฝ่ายมารดาของพระองค์และนับถือในความเฉลียวฉลาดว่าราชการงานเมืองเป็นของพระองค์ด้วย

พระนางหัตเชปสุตทรงมีนโยบายในการบริหารประเทศแตกต่างจากฟาโรห์องค์ที่แล้วๆมา พระองค์ทรงเน้นเรื่องการค้ากับต่างประเทศ พระองค์ได้ส่งกองเรือเลียบชายฝั่งแอฟริกาลงใต้ไปจนถึงสุดปลายของทะเลแดง นำสินค้ามีค่ามาสู่ประเทศอียิปต์ ได้แก่ ทองคำ ไม้มะเกลือ หนังสัตว์ ลิงบาบูน และต้นไม้มีค่าต่างๆ ทรงให้นำต้นไม้เหล่านั้นปลูกประดับหน้าวิหารที่พระองค์ให้สร้างขึ้นชื่อ ดายร อัล-บาฮรี (Dayr al-Bahri) กิตติศัพท์ความเรืองอานุภาพของพระองค์ทำให้ประเทศต่างๆในเอเชีย นูเบีย และลิเบียส่งราชบรรณาการมาถวาย

พระนางหัตเชปสุตทรงนับถือเลื่อมใสในเทพเจ้าที่ปกปักรักษาประเทศคือ เทพเจ้าอามน-เร (Amon-Re) พระองค์มีนโยบายให้มีการก่อสร้างสถานที่ต่างๆ วิหาร ปิระมิด และสถานที่ราชการ พระองค์ให้จารึกประกาศเกียรติยศของพระนางว่าพระนางทรงเป็นผู้ฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ต่างๆที่ชาวฮิกโซส (Hyksos) คือชาติโบราณจากทวีปเอเชียได้เข้าไปทำลายประเทศอียิปต์ และในราวปี 1630 BC ได้ปกครองประเทศอียิปต์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง คือได้เป็นราชวงศ์ที่ ๑๕ และราชวงศ์ที่ ๑๖ นับเป็นเวลาได้ ๑๐๘ ปี พระนางหัตเชปสุตทรงประณามกษัตริย์ฮิกโซสว่ามาทำลายวัตถุสถานของประเทศอียิปต์ หากแต่ว่าประเทศอียิปต์ยังโชคดีที่มีพระนางเป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์

พระนางหัตเชปสุตให้ตกแต่งมหาวิหารที่คาร์นัค (Karnak) ที่เมืองธีบีส (Thebes) เสียใหม่ด้วยการนำเสาใหญ่มีลวดลายแกะสลัก ๔ ต้น ที่เรียกว่าเสาโอเบลิซ (Obelisks) สูงถึง ๓๐ เมตร เข้าไปไว้ในท้องพระโรงที่พระราชบิดาทรงสร้างไว้ แล้วทรงสร้างวิหารน้อยที่สวยงามมาก พระองค์โปรดให้สร้างมหาวิหารอีกแห่งหนึ่งในประเทศอียิปต์ตอนกลาง เป็นมหาวิหารที่สลักจากภูเขาหินทั้งก้อน เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นและมีชื่อในภาษากรีกว่า สเปโอส อาร์เทมิโดส (Speos Artemidos) อยู่ที่เมืองเบนิ-ฮาซัน (Beni-Hasan)

งานก่อสร้างชิ้นเอกในรัชกาลของพระนางหัตเชปสุต คือที่ดายร อัล-บาฮรี สถานที่นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังพระศพของพระองค์เองและพระราชบิดา (พระเจ้าทัตโมสที่ ๑) ที่ผนังของสถานที่นี้แกะสลักหินเป็นภาพสลักนูนต่ำ แสดงเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระนางหัตเชปสุต นอกจากที่ดายร อัล-บาฮรี แล้วพระนางยังให้ทำที่ฝังพระศพในหุบเขาแห่งฟาโรห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เป็นฟาโรห์เท่านั้นจึงจะมีสิทธิทำได้ ห้องที่ฝังพระศพของพระองค์ในหุบเขาแห่งฟาโรห์นั้นทรงกะการไว้ว่าจะให้ตรงกับวิหารแห่งพระศพของพระองค์ นอกจากนี้พระนางหัตเชปสุตยังทรงต้องการจะนำมัมมี่พระศพของพระราชบิดามาไว้ในที่ฝังพระศพเดียวกันกับพระองค์ด้วย การที่ทรงคิดทำอะไรเกี่ยวข้องกับพระราชบิดาเป็นอันมาก ก็เพราะว่าพระนางทรงต้องการแสดงองค์ว่าเป็นรัชทายาทที่แท้จริงของพระเจ้าทัตโมสที่ ๑ และทรงสืบสายตรงลงมาจากเทพเจ้า อามน-เร (Amon-Re) ซึ่งพระองค์กล่าวอ้างว่าเป็นพระบิดาที่แท้จริงของพระองค์

พระนางหัตเชปสุตเป็นผู้ที่มักใหญ่ใฝ่สูงมาก คงจะทรงเป็นเจ้านายฝ่ายสตรีคนแรกๆของโลกที่ทวงสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน ทรงทำอะไรได้อย่างบุรุษเพศแทบทุกอย่าง ทรงบัญชาการการรบก็เป็น ทรงยิงธนูก็แม่น และทรงสวมพระทาฐิกะปลอมอย่างฟาโรห์ชายออกว่าราชการอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ถึงคนเราจะไม่แพ้อะไรอื่นแต่ก็แพ้อายุของตนเอง พระองค์ทรงพระชราลง ขุนนางที่เข้าด้วยกับพระองค์ในตอนรัชกาลก็แก่เฒ่าลง การรบก็ไม่เฉียบฉานดังแต่ก่อน แต่พระเจ้าทัตโมสที่ ๓ (พระโอรสเลี้ยง) ทรงเจริญวัยขึ้น เสด็จออกมาจากวิหารแห่งเทพเจ้าอามนที่เคยถูกกักบริเวณไว้แล้วพระเจ้าทัตโมสที่ ๓ ก็ทรงเป็นแม่ทัพเอาราชสมบัติคืนจากพระนางหัตเชปสุต พระนางหัตเชปสุตจะประชวรสวรรคตเอง หรือถูกพระเจ้าทัตโมสที่ ๓ จับฆ่านั้นไม่มีใครบันทึกเรื่องราวไว้

เรื่องราวของพระองค์นับว่าน่าสนใจมาก นอกจากพระองค์แล้วไม่ปรากฏว่ามีเจ้านายสตรีองค์ใดตั้งตนเองเป็นฟาโรห์อีก เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว สิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องชวนระลึกถึงพระองค์ก็ถูกทำลายไปเสียมากต่อมาก ปิระมิดของพระองค์ก็ถูกปิระมิดอื่นสร้างขึ้นมาบังไว้ และพระนามของพระองค์ที่สลักไว้บนหินในที่ต่างๆก็ถูกต่อยทิ้ง แต่ด้วยเหตุที่เป็นหินจึงยังคงเหลือร่องรอยให้อ่านได้บ้าง เราจึงได้รู้เรื่องราวของฟาโรห์หญิงองค์เดียวของประเทศอียิปต์ และได้ทราบว่าคนในสมัยโบราณก็มีความรู้สึกนึกคิดไม่ผิดกับคนในสมัยต่อมาสักเท่าไร