ผ้าทอมือรามัญ สังขละบุรี

ตอนที่ 2 ความเชื่อมโยงของชาติพันธุ์
เส้นไหม ใยฝ้าย
ช่างภาพ: 

วิถีชีวิตชาวมอญที่พบเห็นได้บริเวณสะพานมอญ และหมู่บ้านมอญในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีนั้น เมื่อมีความเจริญในหมู่บ้าน มีการเดินทางมีความสะดวกสบายขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีธุรกิจใหม่ๆเข้ามาในสังคม ทำให้วิถีชีวิตชาวมอญเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมใหม่ที่แทรกซึมเข้ามาสู่ชุมชน แต่ก็ยังได้เห็นกลิ่นไอความเป็นมอญบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านมอญ ส่วนใหญ่คนหนุ่มสาว จะเข้าไปรับจ้างทำงานในตัวเมือง เราจึงมักเห็นการดำเนินชีวิตประจำวันแบบมอญของเด็กๆ และผู้สูงวัย มากกว่าวัยรุ่น

วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวมอญ ในอำเภอสังขละบุรี สังเกตได้จากการแต่งกายโดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงยังนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง เสื้อแขนกระบอกสามส่วน มีผ้าแถบยาวเหมือนสไบพาดไว้ที่บ่า ผมรวมมัดเป็นมวยไว้ด้านหลัง ผู้ชายนิยมนุ่งโสร่ง บนใบหน้าของหญิงชายชาวมอญ รวมถึงเด็กๆ นิยมทาแป้งทานาคา ที่มีสีออกเหลืองนวลๆ ฉาบไว้ที่ใบหน้า (แป้งทานาคาทำจากท่อนไม้ ต้นทานาคา ฝนกับแป้นหินทราย ทาบนหน้าแล้วเกลี่ยด้วยแปรง)

เดิมบ้านของชาวมอญมักปลูกสร้างด้วยไม้กระดาน หรือเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะ ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นสร้างด้วยปูนบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีบางบ้านที่ยังคงสภาพเดิมๆไว้ ให้เห็นถึงความเป็นบ้านมอญ ถ้าสังเกตดีๆ บ้านมอญมักจะมีผนังด้านหนึ่ง ทำเป็นเหมือนส่วนเกินยื่นออกมาคล้ายมุขหน้าต่าง นูนเป็นกล่องตรงผนังบ้าน มุขที่ว่านี้ก็คือ ห้องพระ หรือหิ้งพระของบ้าน บางบ้านจะตกแต่งมุมนี้ไว้อย่างสวยงาม

รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอมือของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆแบบชาวบ้าน บางชิ้นมีการแต่งเพิ่มเติมด้วยการปักลวดลายดอกไม้บ้าง รูปหัวใจบ้าง บนตัวซิ่น ผ้าอีกประเภทหนึ่งที่เราเห็นวางขายอยู่ทั่วไปในอำเภอสังขละบุรี คือผ้าลุนตะยา หรือลุนตะยาอะฉิก ของพม่า คำว่าลุนตะยา แปล ว่า ร้อยกระสวย ซึ่งกว่าจะได้เป็น ผ้าลุนตะยาแต่ละลายนั้น ต้องใช้กระสวยมาก เพราะเป็นการทอที่ใช้เทคนิคกาทอแบบเกาะ หรือ ล้วง จึงถือเป็นผ้าชั้นสูง เพราะทอได้ยาก ผ้าลุนตะยา ใช้เป็น ผ้าซิ่นของหญิง และโสร่งของชายก็ได้ แต่จะมีลวดลายต่างกัน ว่ากันว่า ผ้าลุนตะยามีมานานแล้ว สมัยพุกามหรือทวารวดี เพราะได้พบรูปปั้นในยุคนั้นนุ่งผ้าลายเหมือนผ้าลุนตะยาค่ะ