นั่งอีแต๊กขึ้น ภูป่าเปาะ ชม ฟูจิเมืองเลย

ท่องเที่ยวทั่วไทย

เวลาบ่ายสาม ถึงอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย "ท่องเที่ยวทั่วไทย" เล็งตรงไปยังที่ ภูป่าเปาะ เรื่องการเดินทางนั้น เรามาจากอำเภอเมืองเลย ด้วยทางหลวงหมายเลข 201 (เลย-ชุมแพ) ระยะทาง 43 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาอีก 19 กิโลเมตร

เมื่อถึงลานดินที่จอดรถอีแต๊ก พี่บอย-อุภัย สาระศาลิน หัวหน้างานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เร่งตรงไปซื้อตั๋วให้กับทุกคน ระหว่างนั้นก็มีเสียงอันเจื้อยแจ้ว จากน้องหนูเจ้าบ้านน้อย บอกเราให้ขึ้นไปนั่งประจำที่ แต่ยังไม่ทันได้ไถ่ถามชื่อแซ่เลย คนขับก็สตาร์ทรถอีแต๊กซะก่อน ซึ่งแก่เรียกอีแต๊กว่า...อีส้มสิบหกแรงม้า เป็นรถรับส่งนักท่องเที่ยว หลังจากที่เสร็จสิ้นทำการเกษตร

ภูป่าเปาะ...หมายถึงต้นไผ่เปาะ ที่นำไปทำข้าวหลาม ได้ตั้งอยู่ที่บ้านผาหวาย ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย บนความสูงประมาณ 900 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเป็นสันภูไม่กว้างนัก มีทางเดินชมธรรมชาติ 1 กิโลเมตร

แต๊กๆๆๆเสียงรถอีแต๊กที่สมกับชื่อ โดยที่นั่งด้านหน้าได้สามคน ส่วนด้านหลังนั่งได้สี่ห้าคน กับที่ก้นต้องกระเด้งกระดอน ตลอดระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งมีหวาดเสียวก็ตอนเปลี่ยนเกียร์ ช่วงที่ต้องเร่งขึ้นตามทางเนิน แต่ก็ดำเนินการไปได้ด้วยดี

บรรยากาศตามสองข้างทาง เราจะได้แลเห็นเนินเขาที่ไม่ค่อยสูงนัก อันเป็นพื้นที่ของการเพาะปลูกข้าวโพด ซึ่งตอนนี้ได้เก็บเกี่ยวออกไปหมดสิ้นแล้ว ในบางพื้นที่ก็เลยลงปลูกต้นปอเทือก เอาไว้สำหรับการปรับปรุงหน้าดิน พอยามที่มองถัดลงมาตรงพื้นที่ราบๆ จะเป็นพื้นที่ของการทำนาข้าว ที่ยังเห็นเก็บเกี่ยวข้าวไปไม่หมด เราจึงได้ยลโฉมรวงข้าวสีทองอร่ามตา กำลังได้ยวนยั่วกับแสงสีเหลืองอ่อนๆ ที่มาจากดวงตะวันฉายในยามบ่าย

ผมขอนั่งหน้ารถกับเพื่อนอีกคน แล้วยกกล้องถ่ายภาพธรรมชาติ ท่ามกลางอากาศที่เริ่มจะเย็นลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ถึงกับสะเทือนสะเทื้อนกายนัก

ณ ภูป่าเปาะ มีจุดชมทิวทัศน์ 4 จุดด้วยกัน ในแต่ละจุดห่างกันไม่มากนัก ระยะก็ราวๆ 400 เมตรเท่านั้น ซึ่งสามารถเดินขึ้น-เดินลงได้ด้วยตัวเอง หรือว่า...จะหันไปใช้บริการของรถอีแต๊ก ช่วยอำนวยความสะดวกให้ ก็ยังมีจอดรอกันอยู่หลายคัน

พอมาถึงจุดแรกของการชมทิวทัศน์ เจ้าบ้านสาวน้อยวัยสดใส ก็เริ่มอธิบายให้ข้อมูลอีกเช่นเคย พร้อมกับที่ได้ทราบชื่อเสียงเรียงนาม ว่าชื่อ น้องโบว์-พรทิพย์ หนูเพชร เธอเป็นไก๊ด์จิตอาสา มาค่อยนำเสนอเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ "...เดินตรงไปทางทิศตะวันตก ตรงเบื้องหน้าของพี่ๆนั้น คือ ภูหอ มีรูปทรงยอดเขาตัด คล้ายกับภูเขาฟูจิ ในประเทศญี่ปุ่น จึงมีการเรียกขานกันว่า...ฟูจิเมืองเลย เป็นส่วนหนึ่งในเขตรักษาสัตว์ป่าภูหลวง บ้านหนองบัว และเป็นที่ตั้งของวัดโนนสว่าง มีรูปปั้นพญาช้างและนางผมหอม..." เสียงไก๊ด์อธิบาย

เหตุที่มีการเรียกภูหอ ว่าเป็นฟูจิเมืองเลยนั้น อาจจะด้วยลักษณะของตัวภูเอง รวมถึงช่วงที่ได้มีหมอกมาปกคลุม จึงให้เกิดในจินตภาพ ไปถึงภูเขาฟูจิยาม่า ได้ไม่ยากเย็นนัก เพียงแต่ว่า...ในยามเย็นอย่างวันนี้นั้น กลับไร้ซึ่งหมอกขาวอันบริสุทธิ์

ส่วนตำนานพญาช้างกับนางผมหอม ที่ได้ไปเกี่ยวโยงกับภูหอนั้น ก็แอบได้ยินมาคร่าวๆว่า นางผมหอมเป็นลูกของพญาช้าง ที่เกิดกับหญิงชาวบ้าน โดยมีหญิงชาวบ้านพลัดหลงในป่า แล้วบังเอิญไปดื่มน้ำในรอยเท้าของพญาช้าง ที่มีปัสสวะของพญาช้าง ได้ผสมอยู่ด้วย เมื่อเธอกลับมายังหมู่บ้าน เธอได้ตั้งท้องอย่างน่าอัศจรรย์ พอคลอดออกมาเป็นลูกสาว ก็มีความประหลาดเกิดขึ้น คือ ลูกสาวมีผมที่หอมมาก ต่อมาเมื่อโตเป็นสาวสะพรั่ง นางก็อยากจะไปพบกับพ่อ จึงขอแม่เพื่อไปเที่ยวตามหาในป่า พร้อมกับอธิษฐานไว้ว่า หากนางเป็นลูกของพญาช้างจริง ขอให้ได้พบปะกับพ่อตน ต่อเมื่อนางไปเที่ยวในป่า ก็ได้พบกับพญาช้าง

ฟังๆแล้วก็เสียดาย...ที่ไม่ได้เห็นรูปปั้นทั้งสอง

เลยขออธิษฐานมั่ง...คงมีสักครั้งที่ไปเห็นจริง

เสียงใสจากไก๊ด์เจ้าถิ่น...หายไปไหนไม่รู้ คงเหลือแต่เพียงเสียงของผองเพื่อน ที่เรียกผมให้ไปขึ้นรถอีแต๊กแทน เพื่อไปทัศนาจุดชมทิวทัศน์ต่อไป

คราวนี้คนขับอีแต๊ก คุยความเดิมของภูป่าเปาะ ว่าเป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูค้อ-ภูกระแต เคยถูกบุกรุกแผ้วถาง เพื่อทำการเกษตร จนสภาพป่านั้น อยู่ในขั้นที่เสื่อมโทรม หลังจากที่คัดเลือกผู้ใหญ่บ้าน มาฟื้นฟูสภาพป่า ความสมบูรณ์ก็คืนกลับ กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น โดยมีภูหอคล้ายภูเขาฟูจิเป็นไฮไลท์

ก็น่าจะจริง...เห็นคนมาถ่ายรูปตรงนั้นตลอด

ฟูจิยาม่า ประเทศญี่ปุ่น...ผมเห็นแต่รูปภาพ

ฟูจิเมืองเลย จังหวัดเลย...เห็นและถ่ายรูปได้

จุดชมทิวทัศน์ที่ 2 นอกจากจะได้เห็นภูหอ ในมุมมองที่กว้างยิ่งขึ้นแล้ว ทั้งก็ยังได้มองเห็นภูหลวง ที่มีการขนานนามว่า...มรกตแห่งอีสาน อีกด้วย

โดยมีการตกแต่งเป็นสวนหย่อม ประดับประดาด้วยไม้ดอกสีสดใส จึงเป็นการเพิ่มมุมการถ่ายภาพ พร้อมกับมีร้านค้า ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ

เสียดายอีกแล้ว...ร้านรวงต่างๆ กำลังเร่งสร้าง

ก็เลยกระดกน้ำเปล่า ที่ติดตัว แก้กระหายแทน

มาต่อกันที่จุดชมทิวทัศน์ที่ 3 เป็นบริเวณที่มองเห็นภาพได้กว้างขึ้นไปอีก แล้วเค้าว่ากันว่า...เหมาะกับการรอดูแสงแรกของดวงตะวัน ที่สำคัญยังสามารถจินตนาการ ไปตามเทือกเขาที่เรียงซ้อนตัว เป็นผู้ชายนอนกอดอก หรือหญิงสาวนอนราบ

ใต้ศาลาโล่งหลังหนึ่ง ถ่ายภาพไป มโนภาพไป

ก็เรียกได้ว่า...สวยงาม แบบติดตา แบบตรึงใจ

และจุดชมทิวทัศน์สุดท้าย ซึ่งอีแต๊กไม่สามารถให้บริการได้ เราต้องก้าวเดินไปสถานเดียว โดยมีเส้นทางเดินที่แคบๆ บางช่วงของทางเป็นบันได สองฝากทางเดินรกไปหมด ก็เห็นมีทั้งต้นไม้เล็กและใหญ่โต อาทิ ต้นตะโก ต้นไผ่ตง ต้นหญ้าคา

แต่ครั้งหลุดออกมาจากดงไม้ได้ ผมถึงกับต้องร้องอุทาน...ว้าว!!! เพราะจุดชมทิวทัศน์ที่ 4 นั้น เป็นมุมมองแบบพานอรามา หรือแบบ 360 องศา

มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ที่เคยมาภูป่าเปาะครั้งก่อน บอกว่า...ในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ เปิดโล่งกระจ่างสดใส จะสามารถเห็นภูหินร่องกล้า ภูหอ ภูหลวง ภูกระดึง ภูผาจิต ภูผาม่าน รวมไปถึงสวนหินผางามและเขาค้อ อย่างชัดเจนแก่สายตาอีกด้วย

โอ้วแม่เจ้า!!! ช่างเห็นคุ้มค่ามากมายเสียจริง

เพียงในวันนี้เห็นได้ไม่เท่าไหร่...ยังฟินได้เลย

หากในวันนี้เห็นเท่าที่เค้าพูด...คงจะฟินสุดสุด

สามารถมาท่องเที่ยวภูป่าเปาะได้ทั้งปีครับ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปตามกาล อย่างช่วงฤดูฝน...มีผืนนาข้าวเขียวขจีให้ได้ยลกัน พร้อมกับตามจุดชมทิวทัศน์ จะมีทะเลหมอกให้แลเห็นในช่วงกลางวัน แต่พอเข้าช่วงหน้าหนาว กลับจะมีทะเลหมอกให้ชมในตอนเช้า นี่ยังไม่รวมถึงที่มีพรรณไม้นานาชนิด อย่างพวกต้นบัวตอง คริสต์มาส ปอเทือง

อ้อ!!! ส่วนหน้าร้อน...แห้งแล้งไปหน่อย ก็มีความสวยงามอีกแบบ แต่ทว่าตรงจุดชมทิวทัศน์สูงที่สุด จะชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก...ที่จุดเดียวกัน

เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ดีใจยืนจ้องดู

เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า จำใจลากลับ

ปลื้มใจที่ได้มาพบเห็น...เศร้าใจต้องจากไป

แว่วมาว่า พี่บอย-อุภัย จะพาทิ้งทวนอีกครั้ง

แว่วมาอีกว่า พี่บอย-อุภัย จะให้ตื่นก่อนตี ๕

ก็ได้อย่าง...เสียอย่าง แต่คุ้มค่า มากกว่าเสีย

เทือกเขาซ้อนตัวยาวเหยียด ส่วนยอดเป็นเส้นหยักหยิก ที่ไปตัดกับเส้นขอบฟ้าสีจางๆ ด้านขอบฟ้าทิศตะวันออก ไม่เห็นลูกไฟดวงใหญ่ลอยขึ้น กลับมีเพียงแสงเหลืองส้มแสด ฉาบทาไปตามท้องฟ้าและปุยเมฆ พร้อมไก่โห่และเสียงแฉะๆก็ดัง

ภูป่าเปาะ เก็บภาพในมุมมองใดๆ...ก็งาม