ชมหอคุณธรรมฟ้าอันงดงามที่ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)

วัดวาอาราม

เช้าตรู่อาทิตย์วันที่ 2 พฤศจิกายน ยวดยานบนท้องถนนจำนวนมากมุ่งตรงสู่นครปฐม ดินแดนที่เชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่พระพุทธศาสนาประดิษฐานลงเป็นแห่งแรกก่อนเผยแผ่ไปทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิ การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี หรือถนนบรมราชชนนี ตรงไปจนสุดทาง ขึ้นสะพานข้ามแยกเข้าสู่ถนนเพชรเกษม ตรงไปจนถึงนครปฐม ชิดซ้ายขึ้นสะพานข้ามแยกเข้าสู่ตัวเมือง วิ่งตรงเข้าตัวเมือง เจอสามแยกบริเวณข้างหน้าเป็นองค์พระ ให้เลี้ยวซ้าย แล้วถึงสี่แยกให้เลี้ยวขวา เลยมาอีกราว 1 กิโลเมตร ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว ถึงสามแยกมาลัยแมนเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนมาลัยแมน ตรงไปอีกราว 17 กิโลเมตร ด้านซ้ายมือก็มองเห็นวิหารจีนขนาดใหญ่สลักเสลาด้วยลวดวิจิตรงดงาม มองเห็นเด่นแต่ไกล เป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ เพื่อมาร่วมบุญทอดกฐินสามัคคีที่วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ที่มากล้นด้วยศรัทธาชนหลั่งไหลมากันเนื่องแน่นตั้งแต่เช้า โดยในงานนี้มีทั้งประชาชนเดินทางหลั่งไหลมาจากทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งห้างร้านต่างๆ ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธานำเอาอาหารการกิน น้ำดื่ม ตลอดจนข้าวของต่างๆมากมายมาออกร้าน และแจกจ่ายเพื่อร่วมบุญกับทางวัดกันอย่างคับคั่ง

เมื่อเข้ามาภายในบริเวณวัดก็แวะเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณโรงเจหอคุณธรรมฟ้า ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าวัดกันก่อน วิหารแห่งนี้ประดิษฐานเหล่าเทพเจ้าผู้ทรงคุณธรรม ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป ด้านหน้าเป็นวิหารที่ประดิษฐานองค์เทพเง็กเซียน ผู้ปกครองแห่งแดนสวรรค์ และเทพบริวารน้อยใหญ่ เช่น เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ และเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ยปางขี่เสือ เทพพิทักษ์คลังสมบัติสวรรค์ ฯลฯ ด้านในสุดเป็นที่ตั้งของวิหารพระโพธิสัตว์ซึ่งมีองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันมือเป็นองค์ประธานรายล้อมด้วยวิหารทิศทั้ง4ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานท้าวจตุโลกบาลหรือเทพผู้รักษาทิศทั้ง4 โรงเจหอคุณธรรมฟ้าหมายถึงคุณธรรมของฟ้าที่เน้นถึงความกตัญญู กตเวทิตาตอบแทนคุณ "พ่อแม่มีคุณธรรม ลูกหลานกตัญญู"

โรงเจหอคุณธรรมฟ้า (เทียน หงี่ ตั๊ว) เริ่มสร้างขึ้นในพ.ศ.2545 ด้วยความคิดริเริ่มที่ต้องการผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งไทย จีน ทิเบตสื่อผ่านงานศิลปกรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมฯสะท้อนถึงศรัทธาในคุณงามความดีทั้งปวงของมวลมนุษยชาติ โดยสร้างสรรค์เป็นเรื่องราวของเหล่าเทพ พรหม จนถึงเซียนองค์ต่างๆที่กอปรด้วยคุณธรรมความดีงาม ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ประดับประดาด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจงอยู่ตามซุ้มประตู เสาอาคาร ริมผนัง สองข้างกำแพงทางเดิน จนถึงทั่วถึงทุกมุม ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

ด้านการออกแบบเป็นเสมือนการจำลองแผนผังของระบบสุริยจักรวาล โดยจัดลำดับความสำคัญลดหลั่นกันของเทพเจ้าต่างๆ โดยให้เทพแต่ละองค์รายล้อมองค์พระมหาโพธิสัตว์ หรือองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันมือ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางและเป็นองค์ประธานอยู่ด้านในสุด ภายในวิหารแห่งนี้ยังถูกออกแบบตกแต่งด้วยเซรามิคเขียนลายทั้งหลังเพื่อความคงทนถาวร รวมทั้งเลือกใช้โทนสีที่สมดุลกับธาตุทั้งสี่ทิศ ตามความนิยมนับถือและความเชื่อในเทพเจ้าต่างๆของคนจีนโบราณในการก่อสร้าง ทางวัดอ้อน้อยได้จัดหาช่างฝีมือผู้ชำนาญการมาจากเมืองจีน ร่วมกับช่างฝีมือจากไทย ทำให้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอลังการงดงามยิ่งนัก โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่ภายในวัดสำหรับเป็นโรงงานเผาเซรามิค ตลอดทั้งการออกแบบ ปั้นลาย เขียนลาย ดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายในวัดเสร็จสรรพ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับความสนใจจากสาธุชนและดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมเยือนที่วัดอ้อน้อยแห่งนี้เป็นจำนวนมาก เจตนารมณ์ที่สร้างขึ้น หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้เคยเล่าไว้ว่า "สถานที่นี้ หลวงปู่เจตนาสร้างไว้เพื่อสำนึกถึงบุญคุณของสวรรค์และฟ้าดิน บุญคุณของผู้มีคุณ และบุญคุณของเทพยดา เทพเจ้าผู้อภิบาลดูแลรักษาพระพุทธศาสนา แล้วก็ผู้คนที่ศรัทธาพระพุทธศาสนา รวมทั้งคนที่ทำดี พูดดี คิดดี เพราะฉะนั้น ทำเพื่อเป็นพลีกรรมต่อฟ้าดิน ต่อสิ่งที่งดงาม ต่อสิ่งที่ดีงาม" ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องที่หลวงปู่พุทธะอิสระจัดสร้าง โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการจำลองรูปเหมือนแทนองค์หลวงปู่ขึ้น ในชื่อรุ่น กูคือผู้ชนะ เพื่อนำมอบให้แก่สาธุชนผู้มีศรัทธาจองพระไว้ ที่จะเดินมาทางมาร่วมบุญในงานวันกฐินของทางวัด ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 โดยในแก่นคำสอนของท่านนั้น หมายถึงความดีเป็นสิ่งทำได้ยากยิ่ง และยากยิ่งกว่า คือการต้องเผชิญกับสิ่งที่เป็นปัญหาระหว่างการทำดีนั้น ถ้าเรามีขันติ มีความจริงใจ ไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่เราทำ ก็ถือได้ว่าเราเป็นผู้มีชัยชนะ อย่างน้อยที่สุดก็ชนะหัวใจเราเอง มีพระธรรมเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว เป็นเครื่องชำระล้างและฟอกจิต พากเพียรเอาชนะใจตนให้เป็นอิสระจากกิเลส ที่เกิดจากความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความทะยานอยาก ตระหนี่ ได้เปรียบ อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว และจิตใจคับแคบ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรทำลายลงได้ ถ้าไม่อาศัยพระธรรม

คำสอนหนึ่งที่ท่านย้ำเตือนอยู่เสมอก็คือ ไม่ให้เป็นคนยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายที่เกิดขึ้น เป็นคำสอนที่มีค่าสำหรับลูกหลาน ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ขอให้มีคือ ปัญญา เพื่อให้เราจัดการกับปัญหาได้ ท่านสอนเสมอว่า ไม่ต้องขอพรจากฟ้าดิน หรือสวรรค์ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุด คือสองมือทำได้ สองขายืนหยัดได้ หนึ่งตัวตั้งมั่น หนึ่งหัวคิดได้ เท่านี้ก็คือพรอันประเสริฐที่สุดแล้ว

วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) นอกจากมีอาคารศาสนสถานอันงดงามแล้ว บริเวณวัดยังมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติร่มรื่น วัดแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้น ในปี 2532 ด้วยศรัทธาจิตของ นางทองห่อ วิสุทธิผล ที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงได้บริจาคทรัพย์ซื้อที่ดินเริ่มแรกจำนวน 9 ไร่ ทั้งยังได้บริจาคเงินกองทุนในเบื้องต้นสำหรับก่อสร้างสำนักสงฆ์ธรรมอิสระ เป็นสาขาของวัดลาดหญ้าไทร ภายหลังจึงดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดต่อกรมการศาสนา ดังนั้น ต่อมาวัดอ้อน้อยจึงเป็นวัดที่ก่อตั้งขึ้นในโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 72 พรรษา ในปี 2542 ทั้งนี้หลวงปู่พุทธะอิสระได้ดำริและริเริ่มจัดทำโครงการต่างๆมากมาย เช่น มูลนิธิอโรคยาศาลา บริษัทสมบัติเจ้าคุณปู่ดี จำกัด บริษัทพฤกษายาไทย จำกัด บริษัทพฤกษเวช จำกัด ผลิตภัณฑ์หอมจัง ฯลฯ ตลอดจนมีโครงการเผยแผ่ธรรมะ รวมทั้งสร้างศาสนสถานของวัดให้สมกับเป็นวัดของผู้แสวงหาและปฏิบัติธรรม

สถานที่น่าสนใจภายในมีวัดอยู่หลายแห่ง ที่สำคัญๆก็เช่น พระอุโบสถกลางน้ำ พระอุโบสถรูปทรงจตุรมุขงดงามอยู่กลางสระน้ำล้อมรอบ ศาลาอเนกประสงค์ ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมในพระศาสนา หอพระกรรมฐาน ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ ลานโพธิ์ เป็นที่ประดิษฐาน "ต้นศรีมหาโพธิ์" หรือโพธิ์ตรัสรู้ ซึ่งปลูกขึ้นที่หน้าหอพระกรรมฐานโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ ได้บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ทวดไว้ที่โคนต้นด้วย หมู่กุฏิสงฆ์ พร้อมทั้งได้ปลูกต้นไม้ไว้ร่มรื่นงดงามทั่วบริเวณ ฯลฯ

จากเริ่มแรกมีพระภิกษุ 2 รูป และสามเณร 3 รูป ที่ได้ช่วยกันปลูกสร้างกุฏิ ปลูกต้นไม้ ต่อมาจึงมีการพัฒนาขยับขยายมากขึ้น แรงงานส่วนใหญ่ในการจัดสร้างทุกขั้นตอนยังคงใช้แรงงานของพระภิกษุ และสามเณรภายในวัด กระทั่งภายหลังวัดได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 80 ไร่ และมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นฆราวาสเข้ามาช่วยงานเพิ่มจำนวนมากขึ้น ภายในวัดยังจัดแบ่งเนื้อที่ให้มี "สวนเกษตรเพื่อชีวิต" คือนาข้าว แปลงผักสวนครัว สวนไม้ผลเพื่อใช้ในโรงทานและบริจาคผู้ยากไร้

สำหรับผลงานสร้างสรรค์ และสถาปัตยกรรมต่างๆภายในวัดอ้อน้อย เกิดจากกลุ่มศิลปินผู้ทุ่มเทฝึกฝนตนและอุทิศแรงกายแรงใจช่วยครูบาอาจารย์สร้างสรรค์ศิลปะอันพิสุทธิ์มอบไว้ให้แก่พุทธศาสนา กาพย์แก้ว สุวรรณกูฏและผองเพื่อศิลปิน โดยเธอได้เล่าถึงแนวทางการทำงานของหลวงปู่ในการคิดค้นสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในวัดอ้อน้อยแห่งนี้ เช่น ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมฯ โดยกล่าวถึงหลวงปู่ว่า "ท่านได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในวัดอ้อน้อย มาจากความเชื่อในเรื่องจักรวาล และตำนานโบราณ เช่น ตำราพลศาสตร์ ฮวงจุ้ยศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์ และตำราพิชัยสงคราม ในคัมภีร์หรือตำราโบราณเหล่านี้ ได้เน้นย้ำถึงทิศทาง ตำแหน่งแห่งความเหมาะสมของการก่อตั้ง หรือสร้างอาคารโรงเรือนต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการใช้ประโยชน์ต่อการใช้สอนอย่างสูงสุด และมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลตอบรับของผู้ที่อยู่อาศัยนั้นก็คือ รู้สึกอบอุ่น ร่มเย็น ปลอดภัย ปลอดโปร่ง และรู้สึกสบาย"

ด้วยแนวความคิดความเชื่อเช่นนี้ จึงได้เห็นรูปธรรมจากการสร้างโบสถ์ ที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ให้มีน้ำล้อมรอบ แบ่งขอบเขตเป็นชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน ตัวโบสถ์เป็นรูปจัตุรมุข สร้างด้วยหินอ่อน เป็นอาคารเปิดโล่งทั้ง 4 ด้าน ประดับด้วยลวดลายต่างๆที่เป็นการผสานงานศิลปะในแต่ละยุคสมัยได้อย่างลงตัว

บนเพดานจะมีภาพเขียนจิตรกรรมที่งดงามมาก เป็นความงามที่ด้วยความหมายแห่งอรรถและธรรม เป็นรูปมันดรา หรือมณฑลธรรม เป็นภาพปริศนาธรรม ปฏิจจสมุปปัณธรรม สื่อถึงวงล้อแห่งชีวิต ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไปใน12 ราศี ที่มนุษย์ทุกคนต้องเวียนว่ายภายใต้ราศีทั้ง 12 ไม่รู้จบสิ้น จนกว่าจะพัฒนาธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในกายตนให้พ้นสู่อิสระที่แท้จริง มงคลธาตุทั้ง 6 ที่มีอยู่ในกายมนุษย์ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุไม้ ธาตุทอง ผสมผสานกันทั้งอ่อน แข็ง เปราะบาง อยู่ในตัว หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงอารมณ์ หรือจริต6 ของมนุษย์นั่นเอง คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธิจริต

สืบเนื่องจากผลงานภาพวาดภายในโบสถ์ที่มีความงามอ่อนหวาน หลวงปู่จึงมีความคิดที่จะสร้างประติมากรรมรอบๆอุโบสถ เป็นรูปพระอรหันต์ 18 องค์ ตามคตินิกายมหายาน โดยสร้างเป็นรูปปั้นพระอรหันต์ 18 องค์ ที่มีกิริยาท่าทาง สีหน้า แววตา และรูปลักษณ์ให้ดูดุดัน เข้มแข็ง เป็นดุลถ่วงให้เกิดความสมดุล คนที่อยู่ในพิธีกรรมภายในโบสถ์จะได้รับความรู้สึกอบอุ่น เคร่งขรึม ระมัดระวังต่ออากัปกิริยาที่จะผิดพลาดล่วงเกินต่อตน และคนอื่น และรู้สึกเหมือนได้เข้ามานั่งอยู่ในวงล้อมของผู้ใหญ่ที่มีทั้งความเมตตา อ่อนโยน เข้มแข็ง ถมึนทึง ดุดัน มีความรักและความเอื้ออาทร

พระอุโบสถกลางน้ำหลังนี้หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โบสถ์จุฬามณี บรรยากาศข้างในโบสถ์เย็นและสงบมาก บริเวณด้านหน้าทางขวามือจัดเป็นสวนหย่อมที่ประดับด้วยหินหยกสีเขียวอ่อนที่นำมาจากสระบุรี หรือมีอีกชื่อว่า หินมังกร สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อครั้งเสด็จมาเยี่ยมชมวัด ยังได้ทรงรับสั่งว่า พระอุโบสถของวัดเป็นอุโบสถที่มีความงดงามไม่มีใครเหมือน

ทั้งนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย ในพิธีพุทธาภิเษกในงานผูกพัทธสีมาปิดทองลูกนิมิต วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 17.00 น. โดยก่อนหน้านี้ ได้เสด็จเยี่ยมชมวัดอ้อน้อย เป็นการส่วนพระองค์ถึง 2 ครั้ง ดังที่มีบันทึกอยู่ในหนังสือของทางวัด โดยคณะศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระเล่าถึงเหตุการณ์ในคราวที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ เสด็จมาทรงเยี่ยมวัดในคราวหนึ่งว่า

"...ทราบรายละเอียดพอคร่าวๆว่าสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาที่ จังหวัดนครปฐม และจะเสด็จต่อไปยัง จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากวัดอ้อน้อยเป็นทางผ่าน มีเวลาจึงแวะมาเยี่ยมดูการก่อสร้างถาวรวัตถุของวัดอ้อน้อย และมาดูการทำงานของพระภิกษุสามเณร จึงไม่แจ้งหมายกำหนดการให้วัดได้ทราบ...พระบางองค์อยู่กลางแจ้ง ขุดดิน จัดสวน ทั่วกายเต็มไปด้วยเหงื่อ อังสะเปียกชุ่ม จึงจำเป็นที่จะต้องถอดอังสะออกจากตัว บางองค์เข็นรถบรรทุกขยะไปทิ้ง เมื่อเลยไปถึงศาลาเห็นพระภิกษุสามเณรหลายองค์กุลีกุจอ กับการจัดสถานที่เตรียมการใน "วันแม่แห่งชาติ" บ้างก็เช็ดโต๊ะหมู่ บ้างก็จัดแจกัน บ้างก็จัดดอกไม้ใส่แจกัน ทันทีที่ทราบว่า สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมา พระภิกษุสามเณรก็รีบหาจีวรกันจ้าละหวั่น" ในบันทึกยังเล่าด้วยว่า สถานการณ์แบบนี้ทั้งภิกษุและสามเณรหยิบจีวรสลับกันห่มก็มี บ้างก็ต้องรีบวิ่งไปเอาจีวรที่กุฏิมาห่ม แต่ทุกอย่างก็รวดเร็วพร้อมสรรพในเวลาไม่ถึง 5 นาที

"ทุกคนภายในวัดดูเหมือนว่าจะประหม่าตกใจกับที่สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมา คนในวัดหลายคนเริ่มตั้งสติได้ แม่ครัวเตรียมน้ำมาถวาย พระภิกษุสามเณรปูพรม ปูอาสนะ พร้อมที่ประทับที่เหมาะสมในศาลา สมเด็จพระสังฆราชทรงกราบพระประธานแล้วหันมาสอบถามเรื่องต่างๆภายในวัด...

หลังจากได้ฟังการสนทนาปราศรัยจากสมเด็จพระสังฆราชแล้ว บรรดาพระภิกษุสามเณรก็เริ่มสีหน้าแววตาแช่มชื่นขึ้น เนื่องจากคลายความประหม่าตกใจ ที่ทุกคนในวัดต่างพากันเกรงกลัวว่า อาจจะพลาดพลั้ง หรือทำสิ่งใดที่ไม่ดีไม่งาม หรือบกพร่อง ท่านมิได้ทรงตำหนิแต่อย่างใด แต่กลับทรงมีเมตตานำจีวรมาแจกพระภิกษุภายในวัดถึง 15 ไตร อีกต่างหาก สร้างความปลาบปลื้มยินดีให้กับทุกคนในวัดเป็นอย่างยิ่ง

"ก่อนเสด็จกลับสมเด็จพระสังฆราชทรงกราบพระประธานอีกครั้งจึงเสด็จออกจากศาลา ไปดูการก่อสร้างโบสถ์จุฬามณีที่โดดเด่นกลางน้ำภายในวัด มีสีสันที่สวยสด งามสง่า ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ทอแสงวาววับกับสายน้ำในสระ แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จึงระเกะระกะเต็มไปด้วยไม้ค้ำยันทั่วบริเวณ บางแห่งต้องก้มย่อพระเศียรลงมาเพื่อให้รอดพ้นจากไม้ค้ำยัน...

ก่อนเสด็จเข้าไปในอุโบสถ ทรงสอบถามเกี่ยวกับหินหยกที่นำมาจากสระบุรี เพื่อประดับสวนหย่อม เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ ได้ทรงพิจารณาดูภาพวาด ช่างวาดภาพได้บรรยายพอสรุปว่า กำลังวาดรูปภูเขาคันธมาทน์ในแดนสวรรค์ ที่มีถ้ำแก้ว ถ้ำเงิน ถ้ำทอง และที่นั่งสีรุ้งสำหรับพระโพธิสัตว์

เมื่อได้ทรงชมแล้วจึงเสด็จออกจากอุโบสถไปยังรถยนต์พระที่นั่ง พระภิกษุสามเณรทุกองค์มาส่งเสด็จที่รถยนต์พระที่นั่งสีเหลืองคันเดิม ซึ่งจอดรอหน้าอุโบสถ พระภิกษุสามเณรทุกองค์พร้อมฆราวาสคุกเข่าพนมมือก้มลงกราบกับพื้นถนนยางมะตอยกันถ้วนหน้า เป็นภาพที่แสนจะปลื้มใจและประทับใจอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม"

เหตุการณ์คราวนี้หลวงปู่พุทธะอิสระเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยในขณะนั้นท่านมิได้อยู่ที่วัด แต่ติดภารกิจอยู่ที่ถ้ำแก้วมังกรทองหรือถ้ำไก่หล่น ที่ตำบลหนองพลับ ย่านอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากชายหาดไปทางป่าละอูราว 20 กิโลเมตร ตกเย็นเมื่อหลวงปู่กลับถึงวัด ได้เห็นภิกษุสามเณรเสร็จจากทำวัตรเย็นกำลังทยอยกันลงจากศาลา ท่านจึงได้ทราบว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงมีพระเมตตาเสด็จมาเยี่ยมที่วัดอ้อน้อย ธรรมอิสระอย่างไม่เป็นทางการ

ด้านความเป็นอยู่ของพระภิกษุและสามเณรภายในวัด ใช้หลักการปกครองโดยสามัคคีธรรม เมื่อไหร่ที่มีกิจน้อยใหญ่จะก็ขอฉันทานุมัติและร่วมกันจัดกิจกรรมนั้นๆ โดยพร้อมเพรียงกัน นอกจากนี้ทางคณะสงฆ์ยังได้กำหนดข้อปฏิบัติเรื่องความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในอารามนี้ว่า พระสงฆ์สามารถจะมีปัจจัยติดตัวได้ไม่เกิน 100 บาท เมื่อมีเอกลาภเกิดขึ้น ทุกสิ่งจะสละให้รวมเข้าสู่ส่วนกลาง พระภิกษุ และสามเณรจะมีของใช้ได้ไม่เกินหนึ่งชิ้น ถ้ามีเกินกว่านี้ ให้สละให้กับกองคลัง เมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้ของสิ่งนั้นก็มาขอเบิกไปใช้ได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดของทางคณะสงฆ์ ที่ก่อให้เกิดเป็นอิสระในธรรมอันงดงามภายในจิตใจ มุ่งตรงสู่การฝึกปฏิบัติขัดเกลาตนบนหนทางอันประเสริฐต่อไป

"...วนเวียนในจักรวาล สุขและทุกข์ซ้ำๆไม่เคยพ้นไป

วนเวียนกำเนิดเกิดตาย ดังชีวิตนั้นมีเพียงเพื่อใช้กรรม

ดวงวิญญาณที่อ่อนที่ล้า....เกิดขึ้นมาใต้เงาแห่งองค์พระพุทธและพระธรรม

เป็นทางเดียวสู่ทางนฤพาน อันเป็นทางที่หยุดใจ

โอ...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

วิญญาณที่ทุกข์ทน วนเวียนเหมือนไม่สิ้นสุด

วางแล้วจงเดินตามทางองค์พระพุทธ ให้ใจมีพระธรรมนำทาง

บ่วงอันที่ก่อเกิดกรรม ติดและยึดยิ่งย้ำให้เกิดทุกข์ใจ

เพียงกายสดับหลับไป แต่ไม่พ้นต้องวนมาเพื่อใช้กรรม

ดวงวิญญาณที่อ่อนที่ล้า เกิดขึ้นมาใต้เงาแห่งองค์พระพุทธและพระธรรม เป็นทางเดียวสู่ทางนฤพาน อันเป็นทางที่หยุดใจ..."

(จากบทเพลง วนเวียนดังวัฏฏะ โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า