บ้านวัดจันทร์...จุดนัดฝันเมืองเหนือ

ท่องเที่ยวธรรมชาติ

ลมหนาว...แม้ไม่มองเห็น แต่สัมผัสได้ด้วยกาย เชื่อว่า...อีกหลายคน ชอบอากาศเย็นๆ...เหมือนผม คอเดียวกันก็มา จุดนัดฝันเมืองเหนือ ด้วยกัน

เนื่องด้วยเนื้อความในจดหมายเชิญ สาธยายถึงโปรแกรมการท่องเที่ยว อย่างน่าสนใจเป็นที่สุด อารมณ์สุนทรียการท่องเที่ยว จึงได้กระเจิดกระเจิง

โดยที่ น้องเจน น้องฝน และ น้องน๊อต จาก ททท. กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ มาจับมือร่วมกับ น้องโอเปิ้ล จาก ททท. สำนักงานเชียงใหม่ นำพาเรามาทำข่าวและทัศนศึกษา เส้นทางจุดนัดฝันเมืองเหนือ เลยคาดว่า...งานนี้จะสนุกสนานแตUๆ

กัลยาณิวัฒนา...อำเภอในฝันของพวกเราเลย

ขณะที่...กระทรวงมหาดไทย มีการกำหนดเป็น "โครงการอำเภอกัลยาณิวัฒนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554" ได้ดำเนินโครงการโดย สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยวัตถุประสงค์หลัก ที่ให้อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็น "อำเภอต้นแบบ" ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อำเภอกัลยาณิวัฒนา อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของจังหวัดเชียงใหม่ มีสภาพพื้นที่โดยทั่วไป เป็นป่าและภูเขาสูงชันล้อมรอบ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีสภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณ มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเป็นพื้นที่ป่าไม้ และภูเขาถึง 378,245 ไร่ พื้นที่การเกษตร 30,391 ไร่ ส่วนพื้นที่อาศัย 3,327 ไร่ และพื้นที่โล่งสาธารณะ 4,635 ไร่ อีกทั้งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,225 มิลลิเมตรต่อปี และฝนตกเฉลี่ย 122 วันต่อปี

ภายในอำเภอกัลยาณิวัฒนา มีศักยภาพในการพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือวัฒนธรรมประเพณี ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากราษฎรคงอนุรักษ์ วิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ดั้งเดิม ทั้งในพื้นที่ดังกล่าวนั้น ยังได้เป็นที่ตั้งโครงการหลวง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย

โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ จุดหมายแรก

มื้อเที่ยงวัน จึงได้ฝากความหวัง ที่โครงการนี้

กับเมนูแสนอร่อยเลิศ แล้วดีต่อสุขภาพอีกด้วย อาทิ ผัดผัก 5 สี ปลาทับทิมนึ่ง ไข่ตุ๋นในฟักทอง แล้วยังมีฟักทองนึ่ง ให้มากินเล่นๆหรือกินจริงๆ

ฟักทอง...เนื้อเหนียว นุ่มนวล หวานอร่อยดี

แปลงฟักทอง จะได้ชม หลังทานอาหารเสร็จ

โครงการบ้านวัดจันทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ อ.อ.ป. ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2524 มุ่งเน้นเพื่อการส่งเสริม ให้ชาวบ้านปลูกพืชผักเมืองหนาว เช่นเดียวกับโครงการหลวง สำหรับผลิตผลดีเด่น คือ ฟักทองญี่ปุ่น แล้วก็มีแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว อาทิ สาลี่ อะโวคาโด กีวีฟรุ้ต บัตเตอร์นัต ผักสลัดต่างๆ หรือฟาร์มเห็ดหอม เห็ดหูหนู และกำลังทำการทดลองปลูก มันเทศญี่ปุ่น

พอเดินเข้าแปลงสาธิตไม่ทันไร เจ้าหน้าที่หนุ่มในโครงการฯ ก็เริ่มต้นอธิบายสาระเรื่องราวว่า...โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อยู่กลางหุบเขาห่างไกลที่สุด โดยส่งเสริมการปลูกพืชไร่ หรือการเพาะปลูกพืชผล ในตอนนี้ตัวหลักเป็น 'ฟักทองญี่ปุ่น' แต่หน้าหนาวจะเพาะปลูกไม่ได้ ด้วยเป็นพืชตระกูลเดียวกับแตง จึงไม่เติบโตในที่มีอากาศหนาวจัด จะเริ่มปลูกราวเดือนกุมภาพันธ์ ให้ผลผลิตดีในเดือนพฤษภาคม แล้วยาวไปถึงเดือนธันวาคม

จากนั้นก็เดินลัดเลาะชมกันต่อ โดยที่มีเจ้าหน้าที่หนุ่มสาว มาคอยอธิบายให้ความกระจ่าง และมี น้องโอเปิ้ล คอยซักถามสาระเรื่องราวให้ด้วย

แถวนี้เป็นแปลงสาธิตหมุนเวียน จะนำพืชมาปลูกตามฤดูกาล ที่นำเข้ามาใหม่ตอนนี้ คือ ฟักทองมินิ หรือฟักทองจิ๋ว...เจ้าหน้าที่หนุ่มอธิบายต่อไป อ้อ!!! ฟักทองที่เอาไว้ไหว้พระเหรอ...สาว ททท. กล่าวขึ้นมาบ้าง หนุ่มโครงการฯ รีบตอบกลับไปว่า...ไม่ใช่ครับ ที่ไหว้พระไหว้เจ้า นั่นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่า 'ฟักทองประดับ' จะรับประทานไม่ได้ แต่ที่ทางเรานำมาปลูก รับประทานอร่อยด้วยครับ คือการปลูกฟักทองมินิ 4 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้แล้ว แต่ระยะ 2 เดือนก็เก็บได้ แต่ผลไม่แก่จัด และยังไม่อร่อย เราเน้นที่คุณภาพครับ

สาวโอเปิ้ล พยักหน้าหงึกๆ แล้วเปรยว่า...อือ!!! ฟักทองมินิ เนื้อมันหวานดี แล้วก็ใส่น้ำตาลกันตอนไหนละ เจ้าหน้าที่หนุ่ม หันมาตอบ พร้อมอมยิ้มว่า...ไม่ครับ!!! เราไม่ได้ใส่น้ำตาลหรอก สาว ททท. รับฟังแล้วพูดเฉโกว่า...อ้อ!!! ไม่ใส่น้ำตาล แต่ผสมน้ำรดทุกวัน เจ้าหน้าที่หัวเราะ แล้วก็อีกคนหนึ่งกล่าวว่า...ก็ไม่ใช่อีกครับ มันหวานโดยธรรมชาติ

เห็นด้วย ที่ทานเมื่อครู่ เกลี้ยงจานก่อนเพื่อน

แล้วยังซื้อกลับบ้าน คนละหลายๆลูกอีกด้วย

ก็อาจเพราะราคาขายถุงละ 25 ด้วยกระมัง

พอล่วงเลยมาถึงเวลาบ่าย เป็นกำหนดของการเดินทาง เพื่อพักผ่อนนอนหลับกันที่ Karen Hill Tribe Lodge พร้อมกับได้เดินเที่ยวชม ตามหมู่บ้านกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ที่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ และมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ

เรื่องการเดินทาง บอกคำเดียวว่า สุดเหวี่ยง

ค่ำคืนนี้...อากาศหนาวจับจิตจับใจ อย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน ตอนหัวค่ำ...จะได้มีการแสดงรอบกองไฟให้ชม จากชาวบ้านปกาเกอะญอ

เมื่อการแสดงพื้นบ้านที่น่ารัก...ก็ได้เลิกรา

อากาศที่หนาวเย็น ที่มิได้ใคร่ ก็มิได้เลิกรา

ขณะนอนคุดคู้ในผ้าห่มนวม พรางเอียงหูฟังเสียงเพื่อนๆที่ยังนั่งชนเครื่องดื่มสุขภาพกันอยู่ แล้วก็เครื่องดื่มนั่นเอง กับอากาศที่หนาวเย็น ก็เลยให้ผมลุกขึ้นไปห้องน้ำ ขณะที่กำลังย่องกลับมาห้อง ก็มีเสียงเรียกให้ดูดาว จากสาว ททท. สำนักงานเชียงใหม่ มิหนำซ้ำ...เดินเคาะเรียกห้องโน้นห้องนี้ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ออกมาชื่นชมดาวกับเธอ

คนอื่น...ไม่ตื่น เธอผู้เดียวตื่น...ตื่นเต้นดาว

งานนี้...เล่นเอา ท้องฟ้าจำลอง ชิดซ้ายเลย

ไม่ทันแสงเช้าแห่งวันใหม่ปรากฏ ก็กุลีกุจอเดินทางกันอีกแล้ว ซึ่งเรามีจุดหมายปลายทาง แถวๆองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บ้านวัดจันทร์ ตามปกติจะมีต้นเมเปิ้ล เปลี่ยนสีผลัดใบในช่วงฤดูหนาว ราวเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคมของทุกปี

อีกทั้งยังมีทิวทัศน์สวยงามยามเช้า ของผืนป่าสนและอ่างเก็บน้ำ อันเต็มไปด้วยสายหมอกขาว ที่ล่องลอยเหนือเวิ้งน้ำ ให้ได้สัมผัสด้วยสายตา

ที่สำคัญผืนป่าสน ในอำเภอกัลยาณิวัฒนานั้น เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสน ที่ได้มีขนาดที่ใหญ่ที่สุด และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งไปครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด นับไปตั้งแต่อำเภอปาย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวมพื้นที่ประมาณ 378,245 ไร่ กับในระดับความสูงจากน้ำทะเล 960 เมตร ส่วนใหญ่ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน จะมีความลาดชันสูงกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นที่ราบแคบตามหุบเขา ทั้งมีสภาพผืนป่าทั่วไป ตรงที่เป็นดินร่วนปนทราย จะเป็นพวกป่าสนเขา สนสองใบ สนสามใบ เต็ง และรัง

โดยเฉพาะป่าสนที่เติบใหญ่ ในอำเภอกัลยาณิวัฒนานั้น เป็นสนเขาทั้งสองใบและสามใบ ซึ่งจะขึ้นเฉพาะในที่สูง 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป ว่ากันว่า...ต้นสนในละแวกนี้ ให้น้ำยางสนที่มีคุณภาพ ใช้กับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ที่เป็นตัวช่วยให้ฝืด หรือมักนำไปสกัดเป็นน้ำมันสน ที่ใช้ผสมกับสีน้ำมัน ช่วยทำให้สีแห้งได้เร็วขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของผืนป่า จึงไม่ได้อนุญาตให้มีการทำยางสน

ปิดท้ายการท่องเที่ยวท้าทายลมหนาว ด้วยการเดินทางไปที่ วัดจันทร์ เป็นวัดที่ได้สร้างมานานกว่า 300 ปี แต่เกือบจะกลายเป็นวัดร้างไป จนกระทั่งมีพระอุตตมะจากประเทศพม่า เดินทางมาปักกลดบริเวณนี้ พร้อมกับได้มีพ่ออุ้ยดูลอย จากบ้านขุนแจ่มน้อย และพ่ออุ้ยคำหมื่น จากบ้านห้วยตอง เดินทางมาเห็นแล้วเกิดศรัทธา ชักชวนชาวบ้านใกล้เคียง ช่วยบูรณะเจดีย์จนใกล้สำเร็จ ในขณะที่พระอุตตมะ มีเหตุให้จำต้องเดินทางกลับพม่า และมรณภาพระหว่างทาง กาลต่อมามีครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เดินธุดงค์มาจากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบเจดีย์ยังบูรณะไม่แล้วเสร็จ จึงชวนชาวบ้านมาช่วยบูรณะต่อจนสำเร็จ

และจุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้ คือ วิหารแว่นตาดำ เนื่องจากช่างชาวปกาเกอะญอ ได้นำเอากระจกกรองแสงสีดำ มาติดตรงช่องลมด้านหน้าวิหาร เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้วนี่เอง ด้วยเหตุผลในการป้องกันโจร ที่ได้ลอบเข้ามาขโมยพระประธาน

ทริป...จุดนัดฝัน แม้หนาวกาย แต่อบอุ่นใจ