ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง ที่ฮอกไกโด

ตอนที่ 4 แล้วเราก็ตกหลุมรัก ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง ที่ ซัปโปโร
บันทึกนักเดินทาง

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงไฮไลต์ของการเดินทางในทริปนี้ ทุกคนเตรียมพร้อม โบ๊ะครีมกันแดดสุดฤทธิ์ เพราะจากการพยากรณ์อากาศในวันนี้บอกว่า วันนี้ไม่มีฝน อากาศปลอดโปร่ง แดดแรงทั้งวัน เตรียมหมวกใบสวยและร่มสำหรับกันแดด เลือกเสื้อสีสันสดใสแข่งกับทุ่งดอกไม้สายรุ้ง วันนี้เราต้องเดินทางไกลไปเมืองฟูราโน ต้องเดินทางจากซัปโปโรเกือบ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเศษ แต่ทิวทัศน์ที่สวยงามสองข้างทางทำให้ไม่เบื่อ หลายคนสาละวนถ่ายภาพงามๆผ่านบานกระจกของหน้าต่างรถ จนแทบลืมพูดคุยกัน จนกระทั่งรถแล่นเข้าย่านเมือง เมืองบิเอะ (Biei) เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้งจากความงามของท้องทุ่ง ข้าวบาร์เล่ย์สีเหลืองทองตัดสลับกับไร่ข้าวโพดและไร่มันฝรั่งสีเขียวสด สวยงามเหมือนภาพ Patchwork ที่นำเอาเศษผ้าหลายสีมาปะต่อกัน

เมืองบิเอะ เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ที่ตั้งอยู่บริเวณกลางเกาะฮอกไกโด ห่างจากซัปโปโรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 163.5 กิโลเมตร เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างมาก เสน่ห์ที่น่าดึงดูดและน่าหลงใหลของ Biei อยู่ที่ฟาร์มพืชผัก ดอกไม้ต่างๆที่ปลูกขึ้นบนพื้นที่เนินสูงต่ำ ทำให้ฟาร์มในเมืองนี้ดูสวยงามและสบายตา ชาวไร่ชาวนาของญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีฐานะดี ใช้เทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องจักรสมัยใหม่ มาช่วยในการเกษตรกรรม ทำให้ต้นไม้ของเขาสวย เป็นแถวเป็นแนวตรง การปลูกพืชที่ปลูกเรียงรายกันเป็นแถวยาว ในระดับความสูงต่ำของพื้นที่ เวลามองภาพจากที่ไกล อย่างเช่น เรามองจากถนนที่รถแล่นผ่านจึงทำให้ดูมีเสน่ห์ มีมิติของภาพที่เห็น นอกจากมีแปลงดอกไม้แล้ว ที่ Biei ยังปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง ข้าวบาร์เล่ย์ทำให้เกิดภาพวิวทิวทัศน์แบบพาโนราม่า สองข้างทางที่เต็มไปด้วยทุ่งข้าวบาร์เล่ย์สีเหลืองทองตัดสลับกับไร่ข้าวโพด และมันฝรั่งสีเขียวสดโดยมีสีฟ้าครามของท้องฟ้าตัดเป็นฉากหลัง

เส้นทางชมวิวทิวทัศน์ของเมืองนี้ จะแบ่งออกเป็นสองสายหลักๆ คือ Patchwork Area และ Panorama Road โดยในแต่ละสายจะมีจุด Checkpoints ให้เข้าไปเยี่ยมชมและถ่ายรูป ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้รูปร่างแปลกๆ มีเอกลักษณ์ โดยสถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมของชาวญี่ปุ่น เพราะได้ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ และโฆษณาสินค้าต่างๆมากมาย ต้นไม้ต้นไหนที่สวยๆแปลกๆ จะมีชื่อเรียก เช่น "Ken and Mary Tree" ต้นพ็อพลาร์ของเคนแอนด์แมรี่ ที่ว่าแลดูเหมือนภาพหญิงชายคู่กัน เคยใช้ถ่ายโฆษณารถยนต์นิสสัน "Seven Star Tree" ต้นไม้ของเซเว่น สตาร์ ที่ปรากฏอยู่บนซองบุหรี่ และ "ต้นไม้ของครอบครัว" ต้นโอ๊ค 3 ต้น ที่ตระหง่านท้าทายหิมะและสายลม ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวพืชผลเรียบร้อยแล้ว ภาพเนินเขาที่เคยเต็มไปด้วยสีสันสวยงาม ก็จะเปลี่ยนเป็นภาพเนินกว้างเวิ้งว้างมีม้วนหญ้าแห้งก้อนใหญ่วางเรียงรายเต็มเนิน เพื่อเก็บไว้เป็นอาหารสำหรับปศุสัตว์ คือวัวในช่วงฤดูหนาว ก็สวยงามไม่แพ้เนินเขาแถบออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ นับเป็นสถานที่ที่สวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปและบันทึกไว้ในความทรงจำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ เมืองเล็กๆแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม "แหล่งปลูกโซบะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น" คนไทยคุ้นกับชื่อโซบะ ว่า...เป็นเส้นบะหมี่ของญี่ปุ่น แต่ภาพต้นโซบะที่เราเห็นขึ้นริมทางระหว่างเมืองบิเอะไปฟูราโน คือพืชล้มลุกหน้าตาคล้ายต้นสาบเสือ...ดอกเป็นสีขาวที่ปลายยอดกิ่ง เวลาออกดอกบานเต็มทุ่งจะสวยงามมาก จริงๆแล้ว เส้นโซบะทำมาจากเมล็ดของต้นโซบะนี่เอง ด้วยเมล็ดเล็กๆรูปลิ่ม เมื่อกะเทาะเปลือกออกมา ภายในจะมีแป้ง ที่ชาวญี่ปุ่นผงแป้งนี้ไปผสมกับแป้งสาลีแล้วแผ่ออกให้บางหั่นเป็นเส้นยาว โซบะมีสีและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากทำเส้นหมี่แล้ว มีการนำเอาเปลือกเมล็ดโซบะไปทำหมอนหนุนเพื่อสุขภาพ เพราะมีคุณสมบัติช่วยระบายความร้อนของศีรษะได้ดีกว่าวัสดุอย่างอื่น ทำให้หลับสบายได้เต็มอิ่ม เพียงแต่เมล็ดโซบะไม่มีกลิ่นหอมเหมือนลาเวนเดอร์

ฮอกไกโดเป็นแหล่งผลิตเส้นโซบะที่ใหญ่ที่สุดราวครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ

คณะของเราแวะเยี่ยมชมฟาร์มดอกไม้ที่ Biei แห่งหนึ่ง เพื่อรอเวลาการรับประทานอาหารกลางวัน ที่ญี่ปุ่นการรับประทานอาหารกับคณะทัวร์ในแต่ละมื้อ ต้องจองเวลาเป็นรอบ รอบละประมาณชั่วโมงครึ่ง หากเราไปถึงเร็วก่อนรอบอาหารที่จองไว้ ต้องไปรอให้รอบที่เขาจองก่อนเรารับประทานเสร็จ หรือหากเราไปถึงช้า ระยะเวลาในการอร่อยกับอาหารก็จะลดลง ฉะนั้นในการเดินทางไปกับทัวร์ จึงต้องเคร่งครัดในเรื่องเวลาของอาหารแต่ละมื้อ ฉะนั้นการเยี่ยมชมบางสถานที่หัวหน้าทัวร์จะให้เวลาเราเพียงน้อยนิด จนเป็นขะโงกทัวร์ ขณะที่บางแห่งให้เวลาเยอะทั้งที่หมดสิ่งที่สนใจและต้องมารอกันที่รถแล้ว เพราะยังไม่ถึงเวลาอาหารนั่นเอง

ฟาร์มเล็กๆแห่งนี้ อยู่บนเนินเขาในเมือง Biei โดยฟาร์มแห่งนี้จะเน้นไปที่ดอกไม้หลากสีมากกว่าลาเวนเดอร์ เราจะเห็นดอกไม้เป็นทางยาวลาดไปตามเนินเขา มีรถแทรกเตอร์ลากรถพ่วงหลายคันสำหรับพานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมบริเวณโดยรอบ แต่คณะของเรา หัวหน้าทัวร์เซย์โน เวลาไม่พอ เดี๋ยวไปทานอาหารกลางวันที่ต้องเดินทางไปอีกราวครึ่งชั่งโมงไม่ทัน ได้แต่ไปละลายทรัพย์ที่ร้านของฝากและของทำมือ (Hand Made) ได้ ผ้าเช็ดหน้าลายดอกลาเวนเดอร์สีหวานใสหนึ่งผืน และลูกแก้วใสบรรจุดอกลาเวนเดอร์ข้างในเป็นของที่ระลึก เพราะหัวหน้าทัวร์บอกว่าชอบใจอะไรให้ซื้อเลย อย่ารอไปซื้อข้างหน้า เพราะของที่ระลึกแต่ละแห่งแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน

หลังอาหารกลางที่วันนี้เป็นเนื้อย่าง BBQ ได้เวลาที่รอคอยเสียที...ทุ่งลาเวนเดอร์ ณ ฟาร์มโทมิตะ

เมืองฟูราโน ตั้งอยู่ใจกลางของฮอกไกโดพอดิบพอดี ห่างจากซัปโปโรไปราว 142 กิโลเมตรมเป็นเมืองที่อยู่ในแอ่งกระทะ ห้อมล้อมด้วยเทือกเขา ไทเซ็ทสึ และเทือกเขายูบาริ ทำให้เมืองฟูราโน มีอากาศเย็นและแห้ง ประกอบกับดินแถบนั้นเป็นดินภูเขาไฟ จึงเหมาะแก่การเพาะปลูกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเฉพาะดอกไม้

ลาเวนเดอร์ที่ปลูกในเขต Furano นั้นจะแบ่งได้ใหญ่ๆ เป็น 4 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะบานเร็ว บานช้าแตกต่างกันไป เพื่อให้ช่วงเวลาในการชมลาเวนเดอร์ของนักท่องเที่ยวนั้นยาวนานขึ้น โดยแบ่งได้ดังนี้

ชนิดแรกพันธุ์ Yotei ถูกตั้งชื่อตามชื่อภูเขาไฟ Yotei หรือเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ "ฟูจิแห่งฮอกไกโด" ช่วงที่เป็นดอกตูม สีของดอกจะเป็นสีม่วงอมแดง ลาเวนเดอร์พันธุ์นี้นิยมนำมาใช้เป็นกลิ่นของเครื่องสำอาง

ชนิดที่สอง Hanamoiwa ช่วงดอกตูมก่อนจะบานนั้นจะเป็นสีค่อนข้างขาว แต่เมื่อบานเต็มที่แล้วจะเป็นสีม่วงเข้มเท่ากับพันธุ์ Okamurasaki

ชนิดที่สาม Noshi หรือ Hayasaki เป็นพันธุ์ที่จะมีสีม่วงเข้มที่สุดช่วงเป็นดอกตูม เมื่อดอกบานแล้วสีม่วงจะจางลงไปเล็กน้อย เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่บานเร็วและมีสีค่อนข้างเข้ม จึงนิยมใช้ปลูกเพื่อความสวยงาม

Okamurasaki เป็นพันธุ์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Furano เนื่องจากพันธุ์นี้มีสีค่อนข้างสดและมีกลิ่นหอม จึงนิยมเอามาทำเป็นดอกไม้แห้ง หรือพวกถุงกลิ่นดอกไม้

โดยปกติฟาร์มดอกลาเวนเดอร์ที่เมืองฟูราโนจะเริ่มชมได้ตั้งแต่กลางๆ เดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนสิงหาคม แต่ช่วงที่ดอกไม้บานสวยที่สุดในปีนี้ ตามปฏิทินของญี่ปุ่น เป็นเดือนกรกฎาคม โชคดีที่เราเลือกทริประหว่างวันที่ 21-25 กรกฎาคม ซึ่งเป็นข่วงพีคที่สุด เพื่อนที่มาโปรแกรมชมดอกลาเวนเดอร์เหมือนกัน เมื่อตอนต้านเดือนกรกฎาคม บอกว่าดอกเพิ่งตูมและยังบานยังบานไม่เต็มที่ และหากไปล่าช้าอาจเห็นลาเวนเดอร์น้อยลงหรือเริ่มโรยไปบ้าง

สำหรับฟาร์มดอกลาเวนเดอร์ที่เมืองฟูราโน มีเปิดให้นักท่องเที่ยวชมหลายแห่ง ส่วนใหญ่ให้เข้าชมฟรี มีการจัดลานจอดรถ บริการห้องน้ำ แต่ละฟาร์มหารายได้จากผลิตภัณฑ์จากดอกลาเวนเดอร์ การขายอาหาร และรถที่นำชมบริเวณฟาร์ม ได้แก่

Highland Furano เป็นฟาร์มที่มีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Furano มีพื้นที่ถึง 160,000 ตารางเมตร แต่มีพื้นที่ส่วนที่เป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์เพียง 30,000 ตารางเมตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่คือสถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว จุดเด่นของที่นี่จะเป็นออนเซ็นเล็กๆ ที่มองเห็นดอกลาเวนเดอร์ด้านนอกได้ นักท่องเที่ยวที่ไม่พักค้างสามารถใช้บริการแช่ออนเซ็นที่มีภาพวิวทุ่งลาเวนเดอร์เป็นแบ็คกราวน์ด์ได้ในสนนราคาแค่ 500 เยนเท่านั้นเอง

Saika no Sato ฟาร์มแห่งนี้มีทุ่งลาเวนเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเขต Furano ตอนกลาง นอกเหนือจากลาเวนเดอร์ 4 สายพันธุ์หลักแล้ว ยังมีสายพันธุ์พิเศษอีก 4 ชนิด โดยจะมีสีสันแปลกตาออกไปอีกด้วย และมีบริการเสริม อนุญาตให้เก็บลาเวนเดอร์ได้ สนนราคาอยู่ที่ 700 เยนต่อคน

Choei Lavender Farm เป็นฟาร์มที่อยู่บนภูเขา Hokusei ที่มีความสูงกว่า 300 เมตรแห่งนี้ โดยปกติจะถูกใช้เป็นลานสกีในฤดูหนาว ในช่วงฤดูร้อนได้ปรับพื้นที่มาทำเป็นทุ่งดอกไม้ ต้องนั่งลิฟต์ขึ้นไปยอดเขาเพื่อถ่ายรูปจากมุมสูง เสียค่าลิฟต์คนละ 300 เยน โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีในการขึ้น-ลงแต่ละเที่ยว

Farm Tomita Lavender East เป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด มีพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร เป็นฟาร์มอีกแห่งของ Farm Tomita อันลือชื่อนั่นเอง แต่ที่นี่ปลูกเฉพาะลาเวนเดอร์เพื่อใช้ผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ใช่ฟาร์มเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาชม แต่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งแทรกเตอร์บัสเพื่อชมรอบๆฟาร์มได้เช่นกัน โดยราคาไม่แพงนัก อยู่ที่ 200 เยนเท่านั้น

Hinode Park ตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ ใกล้รอยต่อระหว่างเมือง Furano กับ Biei จุดเด่นคือทุ่งลาเวนเดอร์ที่เอียงลาดลงไปตามเนินอย่างสวยงาม ทำให้สามารถมองเห็นเทือกเขา Tokachi ได้ในวันที่อากาศดี และยังมีหอชมวิวที่มองได้กว้างไกลถึง 360 องศา ทำให้เห็นได้ทั้งเมือง Furano และ Biei เลยทีเดียว

Flower Land Kamifurano ฟาร์มแห่งนี้มีสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขต Furano ตอนบน ด้วยพื้นที่กว่า 150,000 ตารางเมตร ด้วยพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มาก จึงต้องใช้บริการแทรกเตอร์เพื่อชมสวน จุดเด่นของที่นี่อาจจะไม่ใช่ลาเวนเดอร์ แต่เป็นดอกไม้หลากสีที่สวยงามหลายชนิด และที่นี่มีบริการให้นักท่องเที่ยวได้ประดิษฐ์ถุงกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ได้อีกด้วย ในราคา 525 เยนต่อครั้ง

Kanno Farm ลาเวนเดอร์ที่นี่ จะมีทั้งประเภทบานเร็วและบานช้า ทำให้สามารถชมลาเวนเดอร์ได้นานกว่าที่อื่น จุดเด่นอีกอย่าง คือ ฟาร์มนี้ปลูกลาเวนเดอร์โดยวิธีเพาะเมล็ด ทำให้ขนาดและสีของลาเวนเดอร์อาจจะแตกต่างจากที่อื่นเล็กน้อย โดยปลูกสลับกับดอกมันฝรั่งและดอกไม้กว่า 60 ชนิดให้ชม แม้จะมีขนาดเพียง 70,000 ตารางเมตร ซึ่งไม่ใหญ่นัก แต่จากภูมิประเทศของสถานที่ที่อยู่บนเนิน ทำให้ภาพของที่นี่สวยงามแตกต่างจากฟาร์มอื่น สีของดอกไม้ที่นี่งดงามราวสายรุ้ง เนื่องจากฟาร์มนี้จะเป็นเนินขึ้นๆ จึงมีบริการแทรกเตอร์บัส ราคาไม่แพง อยู่ที่ 500 เยนต่อรอบ หรือจะเช่ารถกอล์ฟ ที่นั่งได้ 4 คน ขับเที่ยวชมเป็นอีกทางเลือก

ส่วนฟาร์มดอกลาเวนเดอร์ ยอดนิยมเห็นจะเป็น Farm Tomita

Farm Tomita ฟาร์มของนักบุกเบิกรุ่นแรกๆของฮอกไกโด มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1958 ปลูกโดยครอบครัวโทมิตะ ที่ได้มีการสืบทอดมากว่า 70 ปี เริ่มจากการปลูกเพื่อชมความงามเป็นภายในครอบครัว โดยได้นำต้นลาเวนเดอร์มาจากประเทศฝรั่งเศส ภายในเวลา 3 ปี ได้นำดอกลาเวนเดอร์มาสกัดน้ำหอมจากลาเวนเดอร์ และได้ความนิยม ด้วยเวลา 33 ปี ก็สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ผลผลิตจนประสบความสำเร็จกลายมาเป็นทุ่งลาเวนเดอร์อันโด่งดังที่สุดในปัจจุบัน ในฟาร์มแห่งนี้ นอกจากทุ่งลาเวนเดอร์ยาวสุดสายตาแล้ว จะได้พบกับดอกไม้นานาชนิด อาทิ ดอกฮามานะสึในเดือนมิถุนายน ดอกลาเวนเดอร์และดอกป๊อปปี้ ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม กลางเดือนสิงหาคมไปแล้วเป็นดอกคอสมอส ซึ่งแต่ละเดือนจะมีชนิดดอกไม้ต่างกันไป ให้ได้ชมความงามของทุ่งดอกไม้ที่ไกลสุดลูกตา จนขนานนามกันว่า เนินเขาสายรุ้ง

ที่ Tomita Farm มีฟาร์มดอกไม้หลายทุ่ง แต่ละทุ่งไม่ใหญ่มาก แต่ถ่ายรูปออกมาสวยมาก โดยเฉพาะโซน Irodori : อิโระโดริ ซึ่งเป็นไฮไลท์ของฟาร์ม จะมีลาเวนเดอร์และพันธุ์ไม้ 7 ชนิดปลูกสลับสีกัน พอเดินเข้ามาในบริเวณนี้ จะ ได้กลิ่นลาเวนเดอร์มาแต่ไกล ลาเวนเดอร์กำลังบานเต็มที่และเต็มทุ่ง ผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของดอกไม้สีม่วงอย่างลาเวนเดอร์ ล้วนอิ่มตาอิ่มใจกับภาพที่ได้เห็นและกลิ่นลาเวนเดอร์อ่อนๆชวนให้หลงใหลเป็นยิ่งนัก

ควรมีเวลาที่ฟาร์มโทมิตะไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง แต่เรามีเวลาแค่ 45 นาที แค่เดินจากลานจอดรถไปยังทุ่งลาเวนเดอร์ที่อยู่อีกฝั่งถนน และต้องเดินผ่านร้านค้า ร้านอาหารไปอีกใช้เวลาเกือบ 10 นาทีเข้าแล้ว แถมต้องเผื่อเวลาสำหรับตอนเดินกลับมาที่ลานจอดรถ และหารถของเราอีก สรุปแล้วเรามีเวลาชื่นชมกับทุ่งดอกไม้สวยนี้ไม่ถึง 3 0 นาที แค่ยืนมองชื่นชมดื่มด่ำกับความงามอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนจัดมุมถ่ายรูปสวยๆล่ะ ดังนั้น รูปที่ควรสวยที่สุดในทริป บอกได้คำเดียวว่า...เสียดาย อุตส่าห์นั่งรถไป-กลับเพื่อไปชมไฮไลท์ของซัปโปโร ตั้งเกือบ 6 ชั่วโมง

เมื่อเวลามีน้อย ต้องทำเวลา ก่อนอื่นเราเดินกางร่มฝ่าเปลวแดดร้อนระอุยามบ่าย ข้ามถนนไปชม ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงที่ชูช่อบนเนินเขากว้างใหญ่ เป็นแถวยาวสุดสายตา และทุ่งดอกไม้สีรุ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของ Tomita Farm กันก่อน

ฟาร์มโทมิตะ จะแบ่งพื้นที่เป็น 6 ส่วนด้วยกัน เป็นแปลงดอกไม้หลากหลายชนิดสีสันจัดจ้าน เช่น ดอกป๊อปปี้หลากพันธุ์หลากสี ดอกหญ้าโทดเฟล็กซ์ ดอกรัสเซลลูปิน ที่แข่งกันออกดอกเต็มที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม

สมกับที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "Flower Paradise" ภายในฟาร์มแบ่งพื้นที่ของแปลงดอกไม้ไว้เป็นโซนๆ มีทั้งแปลงตามพื้นราบ และบนเนินเขา แต่ละแปลงจะมีการแบ่งพื้นที่ไว้เป็นทางเดินเล็กๆ เพื่อให้เราสามารถเดินชมกันได้อย่างใกล้ชิดลาเวนเดอร์ 2 แปลงทางด้านนี้น่าจะมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2-3 ไร่ ถ่ายภาพไป ดูเวลาไปจนคิดว่าน่าจะพอแล้วสำหรับความงามของฝั่งนี้ ข้ามถนนกลับมาอีกฝั่ง ด้านที่เป็นที่จอดรถ ฝั่งนี้เป็นเนินเขาที่ไม่ลาดชันมากนัก สามารถปลูกไม้ดอกนานาชนิดไล่ขึ้นไปตามไหล่เขา ดอกฝิ่น หรือ Poppy สีแดง ส้ม ชมพู ปลูกสลับสีกันไปเต็มทุ่งเลย

ที่ฟาร์มโทมิตะแห่งนี้ นอกจากดอกไม้สวยๆ แล้ว อีกผลผลิตหนึ่งที่ทำรายได้อย่างงามให้กับฟาร์มโทมิตะก็คือแตงญี่ปุ่น หรือเมลอน มีทั้งแบบขายทั้งลูกบรรจุใส่กล่องให้เรียบร้อย แต่ค่อนข้างสูงอยู่ 2 ผลงามๆ ราคา 5,000 เยน และแบบแบ่งขาย ชิ้นละ 350 Yen ขนมปังเมลอน อันละ250 Yen น้ำปั่นเมลอน แก้วละ 380 Yen ไอศกรีมเมลอนเสิร์ฟคู่กับเนื้อเมลอน อันละ380 Yen แต่ถ้าเป็นไอศกรีมเสิร์ฟในเมลอนที่ผ่าครึ่งลูก ราคาสูงหน่อย 1,000 Yen เขาว่ากันว่าอร่อยทุกอย่าง แต่...น่าเสียดาย ผู้เขียนไม่ได้ชิมอะไรเลย แค่วิ่งถ่ายรูป ก็หมดเวลาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการนำดอกลาเวนเดอร์ไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางต่างๆ เช่น ครีมบำรุงผิว น้ำหอม สบู่ บุหงาฯ และอื่นๆ

หลังจากชมทุ่งดอกไม้ ทั้งที่ Biei และ Tomita แล้ว ได้ข้อสรุปสำหรับผู้เขียนว่า...ทิวทัศน์ที่ Biei สามารถชมความงามแห่งทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ ความงามแห่งภาพ Patchwork สีสันตัดกันระหว่างสีเหลืองของทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ และสีเขียวเข้มของทุ่งข้าวโพด และไร่มัน Biei นับเป็นศิลปะบนผืนดิน แห่งฮอกไกโด สวยงามด้วยสีสันดอกไม้สีสดใส ส่วนที่ Tomita จะออกแนวพาสเทล ดูน่ารักมากกว่า

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า