กราบพระนอนตะแคงซ้าย หนึ่งเดียวในโลก ณ วัดป่าประดู่

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เล่าลือกันมาว่าพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ (พระนอน) วัดป่าประดู่ จังหวัดระยอง เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่แปลกที่สุดในประเทศไทย สร้างตามพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้ากระทำยมกปาฏิหาริย์ (ปรากฏเป็นสองร่าง) ให้พวกเดียรถีย์ชม

พุดน้ำบุษย์เลยไม่รอช้า เดินทางไปกราบนมัสการ พร้อมถ่ายภาพงดงามของ "พระนอนวัดป่าประดู่" ที่ผู้สร้างเจตนาสร้างให้มีนัยะของพุทธปาฏิหาริย์เป็นพระนอนตะแคงซ้าย มีการหนุนพระเศียรด้วยหัตถ์ซ้าย ตามพระพุทธนิมิตแสดงอาการอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าเป็นคู่ๆ เมื่อถึงอิริยาบถไสยาสน์จึงผินพระพักตร์เข้าหากัน เป็นการนอนตะแคงซ้ายและขวาในลักษณะเดียวกัน

โดยปกติแล้วเมื่อมีการสร้างพระปางสีหไสยาสน์มักสร้างในท่านอนตะแคงขวา แต่พระพุทธไสยาสน์ที่วัดป่าประดู่สร้างในท่านอนตะแคงซ้าย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ดูจากพระเกศ ไรพระศก จีวรแล้ว น่าจะเป็นอิทธิพลสมัยอยุธยา มีความยาวจากพระเศียรจรดพระบาท 11.95 เมตร สูง 3.60 เมตร ทำด้วยอิฐถือปูน ในพ.ศ. 2478 พระครูสมุทสมานคุณ (แอ่ว) อดีตเจ้าอาวาส ได้บูรณะส่วนที่ชำรุดแล้วปิดทองเสียใหม่ เดิมองค์พระอยู่กลางแจ้ง ต่อมาทางวัดจึงสร้างวิหารครอบไว้เมื่อปี 2524

จังหวัดระยอง เริ่มปรากฏชื่อในพงศาวดารเมื่อปีพุทธศักราช 2113 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเมืองนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1500 ยุคที่ขอมมีอานุภาพเฟื่องฟูแถบดินแดนสุวรรณภูมิ ปรากฏจากหลักฐาน คือ ซากศิลาแลง คูค่ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ในเขตอำเภอบ้านค่าย อันเป็นศิลปะการก่อสร้างแบบขอม ระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียทีแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ในรัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ ปีพุทธศักราช 2309 พระยาวชิรปราการ หรือพระยาตาก พร้อมไพร่พลประมาณ 500 คน ได้ตีฝ่าวงล้อมทัพพม่า มาหยุดพักที่เมืองระยอง ก่อนเดินทัพต่อไปยังเมืองจันทบุรี เพื่อยึดเป็นที่มั่น ในการกอบกู้อิสรภาพคืนจากพม่า ในปีพุทธศักราช2311 )

กว่า 400 ปีมาแล้ว ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี พระอุปัชฌาย์เทียนได้มาจำพรรษาเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่วัดป่าประดู่ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นวัดร้าง มีเพียงซากวัดที่เหลือแต่ซากโบสถ์ ซาก "พระพุทธรูปปางไสยาสน์" และซากองค์พระประธาน "พระพุทธรูปปางปาลิไลย์" พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง สมัยอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะทวารวดี สูง 6.02 เมตร (จึงเคยมีชื่อวัด ว่า วัดป่าเลไลยก์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อตามท้องที่เป็นวัดป่าประดู่ เพราะมีต้นประดู่ใหญ่อยู่ภายในวัดจำนวนมาก และเพื่อมิให้ชื่อวัดพ้องกับวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วย) บรรดาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงพากันศรัทธาเลื่อมใสในท่าน จึงชักชวนกันสร้างกุฏิถวาย และร่วมกันกับพระอุปัชฌาย์เทียน ปฏิสังขรณ์ บูรณะวัด และพระพุทธรูปขึ้นใหม่ ในพ.ศ. 2372 จนเจริญสืบมา และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่ พ.ศ.2533

เสนาสนะที่งดงามน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือโบสถ์เก่า ซึ่ง พระครูสมุทรสมานคุณ (แอ่ว) และชาวบ้าน ร่วมกันสร้างขึ้น ในพ.ศ.2449 (สมัยรัชกาลที่ 5) ด้านหน้าโบสถ์ต่อเป็นหลังคามีเสารองรับ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปกรรมที่นิยมในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หลังคาซ้อนสองชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา โบสถ์แห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน หน้าบันด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ปั้นปูนเป็นรูปพระพุทธเจ้าผุดขึ้นเหนือดอกบัวกลางสระ มีนกกระสากำลังจิกกบ เขียด อยู่ในสระ ส่วนด้านหลังโบสถ์ปั้นปูนเป็นลายพรรณพฤกษา ยกช่อดอกไม้เป็นกลีบ ลอยเด่นออกมาจากผนัง มีสิงโตกำลังเล่นลูกแก้วขนาบข้างละตัว

วัดป่าประดู่ เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชน ในการปฏิบัติศาสนกิจและพิธีการทางศาสนาของประชาชนในเมือง มีงานสมโภชใหญ่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นประจำทุกปี และทุกวันจะมีประชาชนผู้ศรัทธา เดินทางเข้าไปกราบไหว้ขอพร "พระนอนตะแคงซ้าย" เพื่อให้สมหวังในเรื่องต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล อย่างไม่ขาดสาย เปิดให้สักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 -17.00 น.

การเดินทางไปวัดป่าประดู่ สามารถใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท เข้าตัวเมืองระยอง ใกล้กับโรงพยาบาลระยอง และโรงเรียนวัดป่าประดู่ ถือเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายที่สุดค่ะ