ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง ที่ฮอกไกโด

บันทึกนักเดินทาง

 ตอนที่ 1 สวัสดีฮอกไกโด การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนี้เป็นไปอย่างกะทันหัน รู้ตัวล่วงหน้าแค่หนึ่งสัปดาห์ เพื่อนนักเดินทางโทร.มาชวน ไปฮอกไกโดกันไหมพี่ ไปดูทุ่งลาเวนเดอร์กัน มีโปรโมชั่นเพียบ ทั้งกินขาปูยักษ์ ปูทะเลอีก 3 ชนิด รวมทั้งปูขน อาหารเลื่องชื่อของฮอกไกโด ทั้งการแช่น้ำร้อนแบบญี่ปุ่น...ออนเซน ที่ชวนจั๊กจี้

เราเป็นคนที่หลงใหลเสน่ห์แห่งสีม่วง ความงามและความหอมของกลิ่นลาเวนเดอร์มาแต่ไหนแล้ว จะไม่ไปได้อย่างไร ตกลงปลงใจร่วมทริปก่อนออกเดินทางแค่สัปดาห์เศษ เป็นการตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศที่ใช้เวลาน้อยที่สุด

สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง คือการเช็คอุณหภูมิสถานที่ที่เราจะไป เพื่อประโยชน์ในการเตรียมตัว ทั้งสภาพร่างกาย และเสื้อผ้าที่จะนำไปสวมเสื้อ ทั้งนี้ เนื่องจากอากาศที่ฮอกไกโดไม่ธรรมดา ด้วยสภาพภูมิประเทศของเกาะไปฮอกไกโด ที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของญี่ปุ่น ขึ้นชื่อในเรื่องความหนาวเย็น ถึงขนาดมีเทศกาลการแกะสลักน้ำแข็งประจำปี ต่อให้ช่วงเวลาที่ไปจะเป็นช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นก็ตาม เรายังไม่วางใจ เช็คอุณหภูมิทุกวัน เรื่องแปลก...แต่...จริง อุณหภูมิที่ที่ฮอกไกโด และซับโปโรใกล้เคียงกับไทยมาก อยู่ที่ 19-28 องศา จากการสอบถามเพื่อนๆที่เพิ่งเดินทางกลับจากทั้งฮอกไกโด และเมืองอื่นๆของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น โตเกียว โอซาก้า ต่างยืนยันว่าญี่ปุ่นตอนนี้ร้อนทีเดียว เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องอุณหภูมิแล้ว เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าในตอนเช้าของวันเดินทาง เป็นเสื้อผ้าอย่างบาง แบบเดียวกับที่สวมใส่ในเมืองไทย แต่อดติดสเวตเต้อร์ตัวบางกับผ้าพันคอผืนสวยไปด้วยไม่ได้...เผื่ออากาศแปรปรวน ได้ไม่ต้องเสียสตางค์ไปหาซื้อ

ฮอกไกโด (Hokkaido) เกาะที่ชื่อคุ้นหูแห่งนี้ อยู่ทางเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่เพิ่งจะมาเป็นที่นิยมมากๆในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อไม่นานมานี้ ก็ด้วยเหตุผลหลายๆข้อ ได้แก่ ภาพของทุ่งดอกไม้ห้าสี (ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง) ทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงคราม ทุ่งพิ้งค์มอสสีชมพูอะร้าอร่าม ภาพวิวแบบพาโนรามาที่เต็มไปด้วยทุ่งข้าวบาร์เลย์สีเหลืองทองตัดสลับกับไร่ข้าวโพด และไร่มันฝรั่งสีเขียวสด สวยเหมือนภาพ Patchwork ที่เมืองเมืองบิเอ (Biei) ซึ่งเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมของฮอกไกโด

ว่ากันว่า เราสามารถท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโดได้ทุกฤดูกาล ทั้งสี่ฤดูเลยทีเดียว มาดูสถานที่น่าเที่ยวและเทศกาลในแต่ละฤดูกันดีกว่า

ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) หรือในภาษาญี่ปุ่น " ฟุยุ" ในฤดูนี้ เป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นมาก และบางเดือน เช่น ระหว่างเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ก็จะมีหิมะตกหนา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไปญี่ปุ่นแล้วสัมผัสความหนาวเย็นแบบอุณหภูมิติดลบ ต้องไม่พลาดฤดูกาลนี้ แต่ก็ต้องทำใจในการแบกเสื้อหนาวไปแทบเต็มกระเป๋า ในฤดูนี้จะมีการจัดงานเทศกาลหิมะขึ้นในหลายๆเมือง งานเทศกาลหิมะที่ใหญ่และมีชื่อเสียงเก่าแก่ที่สุดก็คือ เทศกาลหิมะเมืองซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจัดติดต่อกันมานานกว่า 60 ปีแล้ว มีการแสดง และประกวดประติมากรรมน้ำแข็ง และหิมะแกะสลัก ซึ่งคนไทยได้ไปฝากฝีไม้ลายไม้ได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกันมาถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โดยในปี 2551 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผลงานชุด "ช้างพ่อ แม่ ลูก" ส่วนในปี 2552 ชนะเลิศจากผลงานชุด "ครุฑกับพญานาค" สำหรับปี 2553 ในผลงานชุด "ไกรทองกับชาละวัน" และในปี 2557 เทศกาลหิมะได้จัดตั้งแต่วันที่ 5 - 11 กุมภาพันธ์ ผลการประกวดแกะสลักหิมะในงานเทศกาลหิมะซัปโปโร 2014 นั้น อันดับ 1 เป็น "เกาหลี" อันดับ 2 "ฮ่องกง" และอันดับ 3 "ไทย" ซึ่งปีนี้แกะสลักหิมะเป็นรูปควาย 2 ตัว กับเด็กน้อยแบบไทยๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า ทีมนักแกะสลักน้ำแข็งของคนไทยที่ไม่เคยสัมผัสหิมะในเมืองไทย สู้เขาได้สบายมาก ด้วยความสามารถและฝีมือเชิงช่างเชิงศิลปะ โดยเฉพาะการแกะสลักนั้น คนไทยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชนชาติใด

นอกจากนี้ยังมีงานแสดงการประดับไฟฤดูหนาวของเมืองซัปโปโร ที่เริ่มต้นจัดมาตั้งแต่ ปี 1981 (พ.ศ.2524) มีผู้คนจากทั่วสารทิศ ทั้งจากญี่ปุ่นเอง และจากดินแดนอื่นไปดูงานนี้ และยังมีกิจกรรมอื่นๆที่เล่นกับหิมะได้อีกมากมายในที่ต่างๆนอกเมือง ได้แก่ การตกปลา เล่นเลื่อนหิมะ เล่นสกี

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) (ฮะรุ) เป็นช่วงที่อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น ในเดือนเมษายน อากาศจะยังค่อนข้างเย็นอยู่ และหิมะอาจยังละลายไม่หมด นับเป็นฤดูกาลที่คนมาเที่ยวกันน้อยที่สุด อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นราวๆเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะสามารถชมซากุระได้ในเมืองทางใต้ของเกาะ เช่น ฮาโกดาเตะ มัตสิมาเอะ ( ซึ่งซากุระที่นี่จะบานช้ากว่าที่โตเกียวประมาณ 1 เดือน) แล้วซากุระจะค่อยบานไล่มาทางตอนกลางเกาะ ส่วนตอนบนของเกาะแถบเมืองมอนเบ็ทสิ จะมีดอกทิวลิป และดอกพิ้งค์มอสในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน

ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) (นัสสึ) แถบเมืองฟูราโน ช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม เป็นเทศกาลแห่งดอกลาเวนเดอร์ และทุ่งดอกไม้หลากสีออกมาให้ได้ชมกัน เมืองบิเอ (Biei) มีทุ่งนาสีทองตัดกับสีเขียวของไร่ข้าวโพดและไร่มัน มีฉากหลังเป็นเนินเขา ทิวไม้ที่สวยงาม สามารถขี่จักรยานเที่ยวชมได้ และยังมีที่อื่นๆอีกมากมาย ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงไฮไลท์ของเกาะฮอกไกโด ที่นักท่องเที่ยวจะมากันมากที่สุด เพราะนอกจากอากาศจะกำลังสบาย ไม่ต้องแบกเสื้อหนาวพะรุงพะรังแล้ว ช่วงกลางวันยังยาวนานกว่ากลางคืน พระอาทิตย์ตกช้า ประมาณสองทุ่ม ทำให้มีเวลาเที่ยวได้มากขึ้นในแต่ละวัน

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน) (อะคิ) ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน อากาศจะเริ่มเย็นลง สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้หลายที่ เช่น Sounkyo , Akadake และ Ginsendai ในอุทยานแห่งชาติ Daisetsuzan เมือง Jozankei เมืองอาบน้ำแร่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซัปโปโร สวนโอนุมะทางเหนือของเมืองฮาโกดาเตะ เป็นต้น ช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีของฮอกไกโด จะเป็นเดือนตุลาคม

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวจะสวยงาม สามารถมาเยือนได้ทุกฤดูกาลแล้ว ฮอกไกโดได้ชื่อว่าเป็น "ครัวของญี่ปุ่น" มาถึงที่นี่แล้วต้องลองของอร่อย ไม่ว่าจะเป็นปูยักษ์ หรืออาหารทะเลอื่นๆ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่ปลาแซลมอน ไข่หอยเม่น (ที่ถูกต้องเรียกว่า "เม่นทะเล" เพราะมันไม่ใช่หอย แต่เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับปลาดาว) นอกจากนี้ยังมีชื่อด้านผลิตภัณฑ์จากวัว ทั้งนมวัว เนย ครีม ชีส ไปจนถึงเนื้อวัว และเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น พืชผัก ผลไม้เมืองหนาวต่างๆ จึงอุดมสมบูรณ์และมีรสชาติดี

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอื่นๆ ได้แก่

หมู่บ้านชนพื้นเมืองชาว "ไอนุ" ชาวไอนุนับเป็นชนกลุ่มน้อยหรือชนพื้นเมืองดั้งเดิมบนเกาะฮอกไกโด ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้มาก่อนที่ชาวญี่ปุ่นจะเข้ามาจับจองพื้นที่ ที่หมู่บ้านไอนุ มีการแสดงอารยธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมชาวญี่ปุ่น เรื่องราวความเป็นมาของชนเผ่า ข้าวของเครื่องใช้ อาวุธในการล่าสัตว์ การแสดงการเต้นระบำต่างๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งขึ้นในปี 1976 เป็นลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ได้จัดแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็นสองโซน คือ โซนสมัยใหม่ และโซนโคตัน สำหรับโซนโคตัน ได้จัดแสดงและจำลองข้าวของในอดีตที่มีอยู่ประจำบ้าน (ภาษาไอนุ เรียกบ้านว่า ชิเซ) ของชาวไอนุ เช่น พุ (ที่เก็บอาหาร) เพเพเรเซซี (กรงเลี้ยงลูกหมี) ชิพุ (เรือที่ทำด้วยไม้ต้นเดียว) นักท่องเที่ยวจะได้พบกับชาวไอนุตัวจริงที่มีเหลืออยู่ไม่ถึง 200 คนทั่วประเทศ...

ศูนย์อนุรักษ์หมีสีน้ำตาล ซึ่งเป็นหมีพันธุ์พื้นเมือง ที่ชาวไอนุ ถือว่าเป็นสัตว์เทพเจ้าในสมัยอดีตกาล ปัจจุบันได้ลดจำนวนไปมาก จนต้องมีการอนุรักษ์เพื่อมิให้สูญพันธุ์

นั่งกระเช้าสู่ยอดเขาอุซุซัง (Usuzan Ropeway) ซึ่งเป็นยอดภูเขาไฟที่ระเบิดบ่อยที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเลสาบโทยะที่สวยงาม และ ภูเขาไฟโชวะชินซัง ที่เป็นภูเขารูปร่างแปลกประหลาด และเป็นภูเขาไฟน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใ น ค.ศ.1944 และบนยอดของภูเขายังคงมีควันคุกรุ่นออกมาตลอดเวลาอีกด้วย

เมืองซัปโปโร เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโด ศูนย์กลางความเจริญอันดับ 5 ของญี่ปุ่น ผังเมืองซัปโปโร มีลักษณะคล้ายตารางหมากรุก ซึ่งแตกต่างจากบรรดาหมู่บ้านและเมืองทั่วไปในญี่ปุ่น เนื่องจากเมืองนี้สร้างขึ้นโดยคำแนะนำ และพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญชาวชาวอเมริกัน ดังนั้น ผังเมืองจึงถูกออกแบบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามพื้นฐานการวางผังเมืองของสหรัฐอเมริกา

โรงงานช็อกโกเลตอิชิยะ ที่ผลิตช็อกโกเลตชื่อดังอย่าง "Shiroi Koibito" คุกกี้สอดไส้ไวท์ช็อกโกเลต หรือ "ความรักสีขาว-ชิโฮริ โคบิโตะ" (Shiroi Koibito) ที่ทำจากนมวัวฮอกไกโดและมีรสชาติกลมกล่อม ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นของฝากยอดฮิตในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในโรงงานยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์ ที่ท่านจะสามารถชมขั้นตอนการผลิตผ่านกระจกใส

ฟุราโนะ (Furano) เมืองดังแห่งการชมทุ่งดอกไม้บาน ไปชมดอกไม้ที่ฟาร์มโทมิตะ (Tomita Farm) ชมทุ่งลาเวนเดอร์อันเลื่องลือ สวนดอกไม้สีรุ้ง ฟาร์มดอกป๊อปปี้ และแมรี่โกลด์ รวมไปถึงดอกไม้นานาพันธุ์อื่นๆในสวนสวย

ช็อปปิ้งของที่ระลึกจากร้านค้าท้องถิ่นน่ารักๆ แวะชิมไอศกรีมรสลาเวนเดอร์ชื่อดังของเมือง และนอกจากจะโด่งดังเรื่องทุ่งดอกไม้งามแล้ว ฟุราโนะ ยังเป็นเมืองแหล่งโรงงานผลิตชีสขึ้นชื่อ โดยเฉพาะชีสดำที่ทำมาจากหมึกของปลาหมึก (Black Cheese)

Oita อีกเมืองแห่งอาหารทะเลสด ชิมปลาซาบะย่างอันลือชื่อ เป็นเมืองแห่งน้ำพุร้อนที่มีมากกว่า 30 บ่อที่เปิดให้ใช้บริการทั่วไป เที่ยวน้ำพุร้อนเบพพุ (Beppu) กับทัวร์หุบเขานรก (Hell Tour) 8 บ่อ ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนสีสันแปลกตาต่างๆกัน บางบ่อสีแดงเดือด บางบ่อสีเงินสะท้อนแดด เป็นต้น

ทะเลสาบคิรินโกะ(Kirinko) ชมบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีรอบๆทะเลสาบ ชมการแสดงของปลาโลมาน่ารักที่สวนน้ำ โออิตะ มารีน พาเลซ (Oita Marine Palace) และไปเยือนเมืองน่ารักยูฟูอิน (Yufuin) และพลาดไม่ได้กับเมืองยุโรปจำลองที่หมู่บ้านดอกไม้ยูฟูอิน (Yufuin Floral Village)

สัมผัสความโรแมนติคที่คลองโอตารุ เมืองท่าที่มีบรรยากาศสุดแสนโรแมนติค การตกแต่งบ้านเรือนนั้น ส่วนใหญ่ที่ได้ถูกออกแบบเป็นสไตล์ตะวันตก เนื่องจากในอดีต เมืองโอตารุซึ่งเป็นเมืองสำคัญได้รับอิทธิพลมาจากการทำการค้าระหว่างประ เทศญี่ปุ่นกับประเทศในแถบยุโรป

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งมีอายุเกือบร้อยปี ชมกล่องดนตรีในรูปแบบต่างๆที่สวยงามมากมาย เป็นของสะสมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถเลือกคิดแบบทำกล่องดนตรีในสไตล์ของตัวเองเพื่อเป็นที่ระลึกหรือเป็นของฝากสำหรับบุคคลผู้เป็นที่รัก

ช็อปปิ้งแสนสนุกที่ย่านซูซูกิโนะ ย่านชูชูกิโนะ (Susukino) เป็นย่านที่รวบรวมการช็อปปิ้ง ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านกินดื่ม ร้านอาหาร ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆอีกมากมาย

เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์แห่งฮอกไกโดที่รอต้อนรับเราอยู่ บริษัททัวร์นัดหมายไปเจอกันที่สนามบินดอนเมือง ตั้งแต่ 22.30 น. แต่กว่าเครื่องบินเหมาลำจะออกจากประเทศไทย ล่วงเข้าไปวันใหม่อีกวัน ใช้เวลาบินอีก 6 ชั่วโมง ถึงสนามบินซิโตเซ่ เกาะฮอกไกโด และแล้วก็ถึงเวลาที่จะกล่าวคำว่า...

สวัสดีฮอกไกโด...Konnichiwa Hokkaido