9 สิ่งควรทำ ป้องกันนิ่วในไต

หน้าต่างสุขภาพ

ใครเคยเป็นนิ่วในไตคงจะรู้ซึ้งดีว่า มันเจ็บปวดทรมานแค่ไหน นิ่วในไต เมื่อเป็นแล้ว คุณก็แทบจะทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องโอดโอยให้กับความเจ็บปวดทรมาน!!!

ถ้าคุณอายุระหว่าง 30 - 60 ปี โอกาสที่คุณจะเป็นนิ่วในไตมีอยู่ประมาณ 1 ใน 10 แต่ความเสี่ยงจะมากกว่านี้จากการกินอาหารและการใช้ชีวิตที่เพิ่มความเสี่ยง

ถ้าคุณมีนิ่วในไตแล้ว มีโอกาส 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นอีกภายในระยะเวลา 5 ปี และ 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 10 ปี...นอกเสียจากคุณจะมีมาตรการป้องกัน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก

สาเหตุของการเกิดนิ่วในไต

นิ่วในไตเริ่มจากการตกผลึกของของเสียที่ขับผ่านปัสสาวะ แต่หากมีสารบางอย่างในปัสสาวะที่ไปกระตุ้นให้เกิดนิ่วเหล่านี้ในปริมาณมาก (แคลเซียม กรดออกซาเล9 โซเดียม ฟอสฟอรัส และกรดยูริก) และมีสารที่ช่วยป้องกันการสะสมของก้อนนิ่วในปริมาณน้อย (ซิเตรท แมกนีเซียม ไพโรฟอสฟอรัส โปรตีน และปริมาณปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะ) ตะกอนในปัสสาวะเหล่านี้ก็จะค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่ไปติดค้างอยู่ในเนื้อเยื่อของไตและกลายเป็นก่อนนิ่ว

สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันนิ่วในไต

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน

ปัจจัยสำคัญที่สุดของการป้องกันนิ่วในไตก็คือ การมีปริมาณปัสสาวะที่มากพอ โดยลักษณะของปัสสาวะควรจะใส หากร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ซึ่งหมายถึงคุณควรดื่มน้ำไม่น้อยกว่าวันละ 8 แก้ว รวมถึงรับประทานอาหารที่มีน้ำ เช่น แตงโม เซลารี่ ผัก และผลไม้สด

2. ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาวและน้ำส้มคั้น

กรดซิเตรทในน้ำผลไม้รสเปรี้ยวจะช่วยป้องกันการจับตัวของก้อนนิ่ว ยกเว้นเกรปฟรุต ซึ่งจะมีผลตรงข้าม คือเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

3. อย่ากินอาหารที่มีออกซาเลตเยอะเกินไป

อาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น งา ผักโขม ขึ้นฉ่าย ดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ ชา ช็อกโกเลต ถั่วต่างๆ ควรหลีกเลี่ยง หรือกินแต่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีนิ่วชนิดจากแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นนิ่วชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดานิ่วในไต

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ก็ยังมีข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ได้ว่า กรดออกซาเลตในอาหารคือสาเหตุของการเกิดนิ่วในไต

4. ลดอาหารเค็ม

คนที่มีประวัติของโรคนิ่วในไต มักจะได้รับคำแนะนำให้กินอาหารที่มีเกลือน้อยๆ ซึ่งยังดีกับความดันเลือดและหัวใจอีกด้วย

5. กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง

มีการศึกษาที่แสดงว่า โปรตีนในเนื้อสัตว์มีผลทำให้ความสามารถในการยับยั้งการก่อตัวของผลึกแคลเซียมออกซาเลตในปัสสาวะลดน้อยลง

Center in Mineral Metabolism and Clinical Research ศูนย์วิจัยในดัลลัส รัฐเท็กซัส พบว่าอาหารโปรตีนสูงในเนื้อสัตว์มีความเกี่ยวโยงกับการขับกรดยูริก ชนิด undissociated มากที่สุด อันเนื่องมาจากการลดลงของค่าพีเอชในปัสสาวะ แต่การขับสารออกซาเลตจะต่ำกว่าในช่วงที่กินอาหารพวกผักผลไม้

ความคิดที่ว่า เราต้องกินเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีนมากพอนั้น จึงเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะยังมีอาหารอื่นที่เป็นแหล่งโปรตีนอีกมาก โดยเฉพาะถั่วชนิดต่างๆ

6. กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง แต่ควรระวังการกินแคลเซียมเสริม

เมื่อร่างกายของเราได้รับปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับออกซาเลตจะสูงขึ้นและเป็นสาเหตุให้เกิดนิ่วในไต ดังนั้น อย่าให้ขาดอาหารพวกธัญพืชและเมล็ดถั่วต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็อย่ากินมากจนเกินไปนะคะ เพราะอาจจะให้ผลในทางตรงกันข้ามได้ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การกินแคลเซียมเสริมก็ทำให้เกิดนิ่วในไตได้เช่นกัน

7. จำกัดปริมาณกาแฟในแต่ละวัน

กาแฟ ดื่มวันละแก้วสองแก้วไม่เป็นไร แต่ถ้ามากไปก็ทำให้เกิดความเสี่ยงค่ะ การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องประชากรแสดงว่าการได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากจะไปเพิ่มปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะด้วย

8. ดื่มน้ำหวานแต่น้อย

มีงานวิจัยใหม่ที่ระบุว่า ผู้ใหญ่ที่ดื่มน้ำหวานอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นนิ่วในไตมากกว่าคนที่ดื่มนานๆครั้ง หรือแทบจะไม่ดื่มเลย

9. กินอาหารที่มีความเป็นกรดและด่างให้สมดุลกัน

อาหารที่มีความเป็นกรดสูงจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดนิ่วในไต ส่วนอาหารที่มีความเป็นด่างมากกว่าจะช่วยป้องกันไม่แต่เฉพาะนิ่วในไตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพอื่นๆด้วย

สรุปก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการป้องกันนิ่วในไต เพราะไม่เห็นผลทันใจเหมือนกับการลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม อะไรประมาณนั้น แต่อยากให้คนที่ยังไม่เห็นความจำเป็นได้ตระหนักไว้เสมอว่า นิ่วในไต เวลาเป็นขึ้นมาแล้ว สุดแสนจะเจ็บปวดทรมานมากจริงๆค่ะ ถึงยังไงมันก็คุ้มค่ากว่าที่จะป้องกันไว้ก่อน และสร้างนิสัยการกินที่ตัดความเสี่ยงออกไปให้มากที่สุด อีกทั้งยังมีผลพลอยได้ต่อสุขภาพโดยรวมของเราอีกด้วย