ลีลาเทียนนานาชาติอุบลราชธานี

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

2. ข้อกำหนดตามกฎกติกา กฎกติกาการเข้าร่วมงานประติมากรรมเทียนนานาชาติจังหวัดอุบลราชธานี หรืองานแกะสลักเทียนนานาชาตินั้น ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยกับกฎกติกาของการเข้าร่วมงานแกะสลักหิมะนานาชาติแห่งเมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น คือผู้ประสงค์เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องยื่นโมเดลที่แสดงให้เห็นโครงร่างของชิ้นงานที่จะแกะสลัก เพื่อนำเสนอคณะกรรมการให้เห็นว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ เพราะมันมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขอยู่ว่า งานทุกชิ้นจะต้องไม่ส่อเสียดไปในทางลามกอนาจาร ขัดต่อศีลธรรมอันดี กับจะต้องไม่โน้มนำไปในเรื่องเสียดสีทางการเมืองให้เกิดความขัดแย้ง และที่สำคัญคือจะต้องไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

งานประติมากรรมเทียนนานาชาติจังหวัดอุบลราชธานี จึงถือได้ว่าเป็นการเปิดเวทีให้กับเหล่าศิลปินผู้ชำนาญงานประติกรรม ได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความคิดด้านสร้างสรรค์ ในงานศิลปะที่ "บริสุทธิ์" โดยแท้จริง และไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่เปรียบประดุจยาพิษข้าไปเจือปนในงานศิลปะนั้นๆ

ถึงบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมชอบงานนี้เอามากๆ และเลือกที่จะเดินทางไปสัมผัสเป็นประจำทุกปี เพราะดูแล้วมันช่างมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อีกอย่างการนำสกุลช่างต่างประเทศ ที่ต่างกันซึ่งภาษาวัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ มาถ่ายทอดแนวความคิดผ่านแท่งเทียนสู่ผู้บริโภคงานศิลปะนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่จะหาดูหาชมกันได้ง่ายๆ

ผมจำได้ว่าศิลปินต่างชาติที่เคยมาร่วมงานในแต่ละปี เคยมีทั้งอิตาลี เมืองซึ่งมีเอกลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะมานาน แม้กระทั่งวันนี้ศิลปินทุกชาติก็ยังเอ่ยปากยอมรับ นอกจากนั้นก็มีเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ ที่มากหน่อยก็เป็นชาวเอเชียด้วยกัน อันได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม อินเดีย เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและมาร่วมงานอย่างสม่ำเสมอทุกปีก็คือมาเลเซีย

ปีนี้จัดกันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เรื่อยมาจนถึงวันที่ 14 ในเดือนเดียวกัน ณ บริเวณลานสวนหย่อมหลังอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีศิลปินต่างประเทศเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้ 7 ประเทศ ประกอบด้วย มาเลเซียเจ้าเก่า เม็กซิโกเจ้าใหม่ บัลแกเรีย สเปน ยูเครนประเทศที่กำลังคุกรุ่นด้วยกลิ่นไอสงคราม อิตาลีแหล่งผลิตศิลปินด้านงานศิลปะ อินเดียเพื่อนร่วมทวีปที่มีงานศิลปะมากมายให้ชาวโลกเห็น แล้วก็ศิลปินที่เป็นช่างแกะสลักเลือดเนื้อเชื้อไขไทย รวมเบ็ดเสร็จ 13 คน

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า งานประติมากรรมเทียนนานาชาติจังหวัดอุบลราชธานี ที่แม่งานคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ได้ทำการปรับเปลี่ยนชื่องานใหม่ให้เปรอะไปหมด จากที่เห็นบนเอกสารเผยแพร่ภายในงาน บางทีก็เรียกชื่อ "เทศกาลศิลปะเทียนนานาชาติเมืองอุบล" แต่พออ่านดูเนื้อใน อ้าว! กลายเป็นงาน "ประติมากรรมเทียนศิลปะร่วมสมัย" ทั้งๆ ที่มันก็งานๆ เดียวกันนั่นแหละ - เฮ้อ!

งานหลายชื่อที่ว่านี้เริ่มต้นกันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ก่อนเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาไม่กี่วัน โดยคณะกรรมการได้มีการจัดเตรียมแท่งเทียนขี้ผึ้งสีส้มอมแดง หล่อขึ้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดความกว้างความสูงเท่ากันหมดทุกแท่ง คือ 3 คูณ 3 เมตรไว้ให้ โดยไม่ต่างจากการจัดงานแกะสลักหิมะนานาชาติแห่งเมืองซัปโปโร ที่เขาแจกแท่งหิมะซึ่งประกอบขึ้นคล้ายก้อนน้ำแข็งเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนกัน แล้วมอบให้ช่างแกะสลักจากแต่ละประเทศไปลงมือแกะสลักผลิตงานออกมาตามโมเดลที่ได้เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาไว้ก่อนหน้า และผมทราบมาว่าการแกะสลักแท่งหิมะที่เมืองซัปโปโร กับแท่งเทียนขี้ผึ้งจังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีข้อแตกต่างเห็นได้ชัดกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือก้อนหรือแท่งหิมะสำหรับใช้แกะสลักจะต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดการสร้างงาน วันใดเกิดโชคร้ายมีแสงแดดแผดเผาลงมา ช่างแกะสลักแต่ละรายจะต้องระมัดระวังในการรักษาอุณหภูมิของหิมะไม่ให้ละลายกันเป็นพิเศษ โดยการหาวัสดุที่เป็นผืนผ้าใบหรือหลังคามาคลุมปกปิดป้องกันตลอดเวลาในช่วงนั้น

เคยมีอยู่ปีหนึ่งช่างแกะสลักน้ำแข็งของไทยเรานี่แหละ นำเอางานภาพการต่อสู้คู่มวยไทยแบบแกะลอยตัวไปสลักหิมะเพื่อเผยแพร่ศิลปะมวยไทย ในภาพดังกล่าวเป็นอาการของนักมวยคนหนึ่งกำลังยกข้อศอกขึ้นหมายจะแทงใส่คู่ต่อสู้ เมื่อแกะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากคนดูได้ เพราะมันสวยและดูแล้วน่าตื่นเต้นสุดสุด

แต่...พอถึงช่วงเวลากรรมการเข้ามาตรวจให้คะแนนงานประติมากรรมชิ้นนี้ อภิโถ! อภิถัง! เวรกรรมซ้ำซัดรึไงก็ไม่รู้ เกิดมีเปลวแดดโผล่ผ่านม่านเมฆลงมาแผดเผาภาพแกะสลักลอยตัวอย่างไม่ทันได้ป้องกัน ผลคือเรียวแขนที่แสดงถึงข้อศอก ซึ่งกำลังจะตอกใส่คู่ต่อสู้เกิดละลายขึ้นจนกลายเป็นนักมวยแขนกุดลงไปเล็กน้อย

ปีนั้นตามสายตาคนทั้งงานมั่นใจว่า งานแกะสลักหิมะของไทยน่าจะได้รับรางวัลแชมป์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลเหนือสุดในทุกรางวัล กลับหลุดร่วงลงไปอยู่อันดับสามอย่างน่าเสียดาย!

ทว่า การสร้างงานแกะสลักแท่งเทียนขี้ผึ้งของบ้านเรา ศิลปินแต่ละคนไม่ต้องกังวลทนต่อสู้กับความกดดันของอุณหภูมิอากาศในข้อนี้ เพราะให้ร้อนแสนร้อนหรืออากาศรอบด้านจะร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อยสักปานใด แท่งเทียนขี้ผึ้งของไทยก็ไม่มีวันหลอมละลายเหมือนแท่งหิมะในเมืองซัปโปโรไปได้อย่างแน่นอน

นี่คือความได้เปรียบของประเทศไทย!

บรรยากาศของงานประติมากรรมเทียนนานาชาติ หรือจะเรียกว่างานประติมากรรมเทียนศิลปะร่วมสมัยอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ สำหรับปีนี้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าตรงลานสวนหย่อมหลังอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี ท่ามกลางไออุ่นกลางร่มเงาของแมกไม้ที่ปกคลุมอยู่ทั่วสวน และโชคดีหน่อยตรงที่วันนี้ไม่มีเปลวแดดสาดแสงลงมาแผดเผา ทว่าความร้อนอบอ้าวนั้นก็มีอยู่บ้างพอสมควร เนื่องจากท้องฟ้ายามนั้นยังครื้มคลุมไปทั่วแผ่นฟ้า เหมือนตั้งท่าว่าจะตกลงมาไม่นาทีนี้ก็นาทีหน้าค่อนข้างแน่นอน

ศิลปินช่างแกะสลักแต่ละคนต่างเข้าไปยืนประจำอยู่ที่แท่งเทียนของตนเอง โดยไม่มีใครคิดจะเข้าไปข้องแวะกับใครให้เป็นการทำลายสมาธิซึ่งกันและกัน ทุกคนต่างดูตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือในการสลักแท่งเทียนขี้ผึ้งกันอย่างพร้อมสรรพ และในการทำงานศิลปะประติมากรรมของศิลปินทั้ง 13 คน คณะกรรมการจัดงานได้มีการจัดนำเอานักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในสาขาประติมากรรม จากรั้วมหาวิทยาลัย มาเป็นลูกมือให้กับเหล่าศิลปินแต่ละทีมตามความเหมาะสม ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้บรรดานักศึกษาเหล่านี้ได้เก็บเกี่ยวเอาความรู้และประสบการณ์อันมหาศาล ที่จะได้รับจากศิลปินมืออาชีพชาวต่างชาติ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน กระทั่งการดำรงชีพต่อไปในอนาคตในฐานะศิลปินประติมากรที่จะเป็นคลื่นลูกใหม่ต่อไป

ครับ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนั้น มันมิใช่จะหากันได้ง่ายๆ กับคนที่กำลังเรียนรู้อยู่ในสาขาวิชาชีพนี้

วิธีนี้ดูจะแตกต่างกับกฎกติกาของการแกะสลักหิมะนานาชาติแห่งเมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น อยู่ด้วยเหมือนกัน คือที่นั่นศิลปินช่างแกะสลักทุกคนจากแต่ละประเทศ จะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการจ้างแรงงานที่เป็นคนญี่ปุ่นเข้ามาร่วมสร้างสรรค์งาน หรือคอยเป็นลูกมือช่วยงานอยู่ข้างๆ เหมือนกับบ้านเรา ศิลปินแต่ละคนจะต้องคัดเอาทีมงานกันมาเอง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่อีกคือต้องมีจำนวนไม่เกินทีมละ 3 คนเท่านั้น

ยกเว้นเสียแต่จะหาที่ปรึกษาซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น มาคอยให้คำปรึกษาในความจำเป็นบางอย่าง เช่น ความแข็ง ความนุ่มของก้อนหิมะ สภาพแวดล้อมของอุณหภูมิอากาศที่จะมีผลต่อการละลายหรือแข็งตัวของก้อนหิมะ เพราะมันมีผลกระทบต่อการแกะสลักอย่างหลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ในบางเวลา

แต่การแกะสลักแท่งเทียนขี้ผึ้งที่เมืองไทย ศิลปินแต่ละคนจะมีอิสระเสรีในการทำงาน กระนั้น ก็ต้องอยู่ในขอบเขตการทำงานร่วมกันของคนเพียง 3 คนต่อทีม และที่สำคัญคือจะต้องให้เป็นไปตามโครงสร้างโมเดลต้นแบบที่นำเสนอให้พิจารณากันตั้งแต่ตอนแรก

ขณะที่ศิลปินแต่ละคนจะเริ่มลงมือบรรเลงแท่งเทียนขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า พบว่าศิลปินแต่ละคนแต่ละชาติจะมีมุมมองที่เป็นตัวของตัวเองในการทำงาน บางคนเลือกหยิบแบบขึ้นมากางไว้ตรงหน้าแท่งเทียน แล้วถึงเปิดฉากทำความเข้าใจในอะไรบางอย่าง กับผู้ช่วยหรือก็คือนักศึกษาที่สมัครเข้ามาเป็นลูกมือทั้งสองคนก่อนปฏิบัติการณ์

บางคนไม่รอช้ารีบกางแบบออก แล้วจัดแจงเขียนโครงร่างขึ้นบนแห่งเทียนก้อนใหญ่ เสร็จแล้วถึงจะหันมาอธิบายให้ลูกมือทั้งสองคนเข้าอกเข้าใจ ก่อนหยิบเครื่องมือขึ้นมาบรรจงสลักลวดลายลงไปตามเนื้อเทียน ท่ามกลางสายตาผู้ให้ความสนใจที่พากันยืนรอดูอยู่รอบๆ บริเวณสวนหย่อมกับทุกๆ ทีม

ไม่ช้าไม่นานศิลปินและลูกมือแต่ละคน ต่างดูขมีขมันอยู่กับชิ้นงานโดยไม่มีใครคิดจะเหลียวมองใครกันในยามนี้ และจะต้องใช้เวลาง่วนอยู่กับงานชิ้นนี้เรื่อยไปในเวลา 8 วันเต็มๆ ทั้งนี้ เพราะทุกทีมจะต้องสร้างสรรค์งานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามเวลาที่กำหนด

ส่วนใครจะสามารถทำได้แล้วเสร็จก่อนกำหนดเวลา ก็ไม่มีข้อจำกัดกันในเรื่องนี้!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า