พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ วัดข่อย

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ท่านที่เดินทางไปจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่คงแวะเวียนไปเที่ยวที่เขาวัง พระนครคีรี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าบริเวณใกล้เขาวังแห่งนี้ ยังมีสถาปัตยกรรมที่นำศิลปะชั้นสูงของช่างเมืองเพชร หรือเรียกว่าช่างสิบหมู่ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนบูชาพระพุทธศาสนาให้เกิดความงดงามตามศรัทธาของพุทธศาสนิกชน นั่นคือ พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ วัดข่อย ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บนถนนคีรีรัถยา ติดกับเขาวังด้านทิศตะวันออก ถ้ามาจากเส้นถนนเพชรเกษมเข้าตัวเมืองเพชรบุรี พบแยกไฟแดง ให้วิ่งไปทางเขาวัง วัดข่อยอยู่ทางด้านซ้ายมือค่ะ

พระสุเมธ จันธสุเมธ พระผู้ดูแลวัด พาสำรวจสถานที่แห่งนี้พร้อมเล่าความเป็นมาให้ฟังว่า...แนวคิดก่อสร้าง พระธาตุฯ เริ่มจากปี 2548 โดย พระวัชรวิชญ์ สิริปัญโญ สมัยเป็นฆราวาสดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ มีโอกาสเห็นผ้ายันต์ฉิมพลี ของวัดท่าไชยศิริ อำเภอบ้านลาด จึงจินตนาการต่อว่า ภาพบนผืนผ้ายันต์เสมือนวิมานบนสวรรค์ หากมีโอกาสสร้างให้เป็นจริง คงเป็นดั่งวิมานแห่งสรวงสวรรค์บนแผ่นดิน ต่อมาในปี 2554 จึงได้เริ่มแนวคิดจัดสร้างถาวรวัตถุแห่งนี้ขึ้น เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา โดยมีผู้ร่วมบุญวางปัจจัยก่อสร้างก้อนแรก5ล้านบาท จนเมื่อแล้วเสร็จมูลค่าการก่อสร้างรวมไปถึงกว่า 24 ล้านบาท โดยมี ช่างศิริ พรพระ เขียนแบบแปลน ช่างประจักษ์ อินทไพร เป็นช่างเพชรบุรีที่มีความสามารถด้านแบบแปลนตามหลักศิลปะไทยผสม และมี ช่างธานินทร์ ชื่นใจ ช่างลายรดน้ำมือหนึ่งของเมืองเพชร ช่วยตกแต่งประดับประดา นอกจากนี้ยังมีช่างปูนปั้น ช่างแกะสลัก ช่างเขียน อีกหลายท่านที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศนี้ขึ้นมา

สถาปัตยกรรมของพระธาตุฉิมพลีฯ มีเอกลักษณ์ตรงที่อาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีลักษณะคล้ายภาพในผ้ายันต์ ที่ผนังอาคารเต็มไปด้วยอักขระพิเศษ มีพระพุทธรูปประจำอยู่ 4 ทิศ ขนาดฐานยาวด้านละ 18 เมตร ความสูงจากฐานถึงยอดพระธาตุ 27 เมตร มีจำนวน 3 ชั้น ชั้นแรกด้านล่างรอบๆพระธาตุฯ ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมลวดลายปูนปั้นสีขาวอมเหลือง รูปลักษณะนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว ประดับตกแต่งหน้าบันซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ฝาผนัง ทุกทิศของฐานพระธาตุมีรูปปั้นเป็นหน้ายักษ์ ลิง พราหมณ์ และรูปล้อนักการเมือง และนักกีฬา แบกฐานขององค์พระธาตุเอาไว้ สื่อถึงพระพุทธศาสนา ต้องการให้ทุกๆคนมีส่วนร่วมอุปถัมภ์

ชั้นที่สอง ประดิษฐานพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ และยังคงลวดลายยันต์โภคทรัพย์ที่ผนังทั้ง 4 ด้าน มีบันไดทางขึ้นริมด้านขวาหลังพระธาตุ แต่ชั้นสองนี้อนุญาตเฉพาะเพศชายขึ้นไปได้เท่านั้น ชั้นที่สาม ซึ่งอยู่บนสุดเป็นซุ้มเรือนยอด ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ในบุษบก 5 ยอด ลงรักปิดทอง ชั้นนี้ไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไป และฆราวาสขึ้น

จากนั้นเราเข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในพระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ อันได้แก่ พระประธาน 3 องค์ คือ พระพุทธมิ่งมงคล ด้านซ้าย พระพุทธเศรษฐีนวโกฏิ ตรงกลาง และพระสิวลีมหาลาภร่มเย็น ทางด้านขวา เราได้เงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน เห็นผนังทั้งสี่ด้านแกะสลักเป็นตัวอักขระขอมบท พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เหนือบริเวณพระประธาน ซึ่งพระสุเมธกล่าวว่า อักขระขอมที่เกะสลักนั้น เป็นยันต์ของหลวงพ่อทองศุข แห่งวัดโตนดหลวง ยันต์พรหมสี่หน้า และยันต์หงส์มหาเสน่ห์ หรือหงส์เรียกทรัพย์ มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก หากผู้ใดมาสักการะบูชา จะได้พบแต่ความเจริญ สมหวังในหน้าที่การงาน และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ตัวผู้สักการะ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความดีด้วยเช่นกัน

ในวิกิพีเดียกล่าวถึงประวัติ พระเศรษฐีนวโกฏิ ว่าเป็นรูปเคารพแทนมหาเศรษฐีทั้ง 9 ท่านผู้สร้างคุณประโยชน์อเนกอนันต์ให้แก่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ท่านเหล่านี้มีความมั่งคั่งในโภคทรัพย์ระดับเดียวกับกษัตริย์ ทั้งยังเป็นสัมมาทิฐิ และยังเป็นพุทธอุปฐากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงยกย่องว่า ท่านเหล่านี้เป็นผู้เลิศในการทำทาน และเป็นยอดของมหาเศรษฐีทั้งปวง เศรษฐีทั้ง 9 นี้ ได้แก่ 1. ธนัญชัยเศรษฐี 2. ท่านสุมะนะเศรษฐี 3. ท่านชะฏิละเศรษฐี 4. ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี 5. ท่านเมณฑะกะเศรษฐี 6. ท่านโชติกะเศรษฐี 7. ท่านสุมังคะละเศรษฐี 8. ท่านวิสาขามหาอุบาสิกา 9. พระเจ้ามันธาตุราช ผู้รู้ได้ถือเอาคตินี้มาสร้างเป็นพระนวโกฏิให้มีพระพักตร์ทั้งหมด 9 พระพักตร์ แทนใบหน้าของเศรษฐีทั้งเก้าในสมัยพุทธกาลที่ล้วนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ทั้งยังเป็นฆราวาส ดังที่มีตำนานเล่าว่า...สมัยหนึ่งเกิดทุกข์เข็ญ ทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อน บังเกิดความอดยากขึ้น จึงมีพระภิกษุผู้เป็นอริยะรูปหนึ่ง ได้แนะนำให้สร้างพระเศรษฐีนวโกฏิขึ้น เพื่อทำการสักการบูชาแก้เคล็ดในความทุกข์ยากทั้งหลาย และเมื่อสร้างและทำการฉลองสำเร็จ ก็ปรากฏมีเหตุการณ์ปรากฏขึ้นเป็นอัศจรรย์ คือความทุกข์ยากอดยากทั้งหลายได้บรรเทาลง และสงบระงับในที่สุด จึงเป็นคติที่เชื่อถือของชาวล้านนาว่า ถ้าผู้ใดได้บูชาพระเศรษฐีนวโกฏิแล้ว จะมีสิริมงคลทำมาค้าขึ้น ประสบแต่โชคลาภ อยู่เย็นเป็นสุข

แต่ยังมีข้อคิดเห็นในเรื่องราวของพระเศรษฐีนวโกฏิ ที่นิตยสารอุณมิลิตประมวลไว้แตกต่างออกไป คือ สำหรับพระเจ้านวโกฏิมีมา เมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดทราบแต่ว่าหลังกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.2103โดย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์องค์ที่ 39แห่งราชวงศ์ล้านช้างร่มขาว (คำเรียก ล้านช้าง แปลได้สองนัยะ กล่าวคืออาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า ลานช้าง เนื่องจากสมัยก่อนบริเวณนี้ คือที่พักอาศัยของช้าง หรือมาจากคำแปลของคำว่า "ศรีสัตนาคนหุต" ซึ่งเป็นคำผูกที่ปราชญ์โบราณของลาวตั้งขึ้น คือ "สัตตะ" แปลว่า 100 ส่วน "นาคะ" แปลว่า ช้าง "นหุต" แปลว่า หมื่น รวมเป็น ช้างร้อยหมื่น หรือช้างสิบแสนตัว เท่ากับ 1ล้าน เลยเรียกชื่อว่า "ล้านช้าง") ต่อมาอาณาจักรล้านช้างแตกออกเป็นล้านช้างจำปาศักดิ์ ล้านช้างเวียงจันทร์ ล้านช้างหลวงพระบาง ซึ่งเป็นยุคหลังจากที่ สิ้นรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช บ้านเมืองระส่ำระสายอย่างหนัก การสร้างพระเจ้านวโกฏิจึงน่าจะเป็นคติในช่วงนี้

อย่างไรก็ตามในรัชกาลก่อนหน้านี้ ก็อาจมีการสร้างพระพุทธรูปสำคัญขึ้น ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าในรัชสมัยของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชผู้ทรงปรีชาสามารถ โปรดที่จะสร้างพระพุทธรูปสำคัญเพื่อบำรุงขวัญพลเมืองจนเป็นประเพณีสืบมา จากเอกสารเกี่ยวกับพระนวโกฏิ ที่มีเพียงฉบับเดียวคือ "ลานก้อม" วิธีสร้างพระนวโกฏิที่มีอายุนับร้อยปี มีการจารึกรูปพระนวโกฏิบนปกก้อม ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่หนังสือก้อมมักไม่มีรูป และก้อมเล่มนี้ ห่อในผ้าไหมลายดอก ซึ่งถือว่าเป็นของสำคัญ ได้บันทึกอย่างชัดเจนว่า พระเจ้านวโกฏินี้สร้างมาแต่ครั้งเมือง "ศรีศัตนาค" ที่หมายถึงนครเวียงจันทน์ จึงได้มีการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงในนครเวียงจันทน์ โดยสืบหา "พระพุทธรูปที่มีเก้าหน้า" ว่าจะยังปรากฏหลงเหลือเป็นหลักฐานอยู่หรือไม่ เพื่อยืนยันถึง พระเศรษฐีนวโกฏิ ว่ามาจากแหล่งนี้จริง แต่ก็หาไม่พบ ทั้งๆที่ตามธรรมเนียมของชาวล้านช้าง และชาวอีสาน มักนิยมสร้าง "หอพระ" เพื่อเก็บรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญประจำเมือง แต่ที่วัดสำคัญหลายแห่งก็ไม่มีพระเศรษฐีนวโกฏิประดิษฐานอยู่เลย

จึงพอสรุปได้ว่า การสร้างพระเศรษฐีนวโกฏิ ไม่ใช่สร้างเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยดังที่มีความเชื่อต่อๆกันมาเท่านั้น แต่ยังสร้างขึ้นเพื่อเหนี่ยวรั้งจิตใจของประชาชนให้เข้ามายึดมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ดังเช่นมหาเศรษฐีทั้ง 9 ถึงแม้จะร่ำรวยมหาศาล แต่ท่านก็ไม่ได้หลงใหลในโภคทรัพย์หรือทรัพย์ภายนอกเหล่านั้น ฆราวาสทั้ง9ท่านต่างมุ่งมั่นแสวงหาทรัพย์ภายใน พากันชำระกิเลสในจิตใจ จนได้อริยทรัพย์สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล พ้นจากวัฏสงสารโดยสิ้นเชิง