ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน ความสวยงาม สีสัน บนความเศร้า

ตอนที่ 2 : คุราชิกิ เมืองโบราณยุคเอโดะ
บันทึกนักเดินทาง

​เมืองเก่าคุราชิกิ เป็นสถานที่แห่งแรกที่เราไปชมในวันแรกที่ฮิโรชิมา โชคดีที่ฝนหยุดตกเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่ก่อนเข้าเขตเมืองคุราชิกิ ใจเราฟูเปี่ยมสุขทันที "ซากุระ" น่ะสิ ชมพูพร่างพราวไปทั้งเมือง กลิ่นซากุระหอมหวาน กล่าวกันว่า มีดอกซากุระในหลายถิ่น ทั้งในเกาหลี สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นมีกลิ่นหอม น่าจะจริง เราสัมผัสถึงกลิ่นหอมหวาน เย็น สดชื่น อานุภาพความหอมของดอกซากุระที่กำลังเบ่งบานเต็มที่ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง โล่งสบาย

คุราชิกิ เป็น เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของโอกายามะ เป็น เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะในยุคโชกุนโตคุกา เนื่องจากว่าในอดีตนั้นเมืองคุราชิกิเคยอยู่ใต้การปกครองของโชกุน จึงทำให้เมืองเล็กๆแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าที่มั่งคั่งมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อก่อนเมืองนี้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าว และขนส่งกันทางน้ำ ในสมัยเอโดะ มีการจัดเก็บภาษีและส่วยต่างๆ โดยการจ่ายเป็นข้าวเปลือก เมืองคุราชิกิซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บภาษีจากเมืองน้อยใหญ่ในแถบฮอนชูตะวันตก เมืองแถบทะเลในเซโตะ บางเมืองบนเกาะชิโกกุในขณะนั้น จึงมีการสร้างโกดังหรือฉางข้าวขึ้นตลอดแนวลำคลอง น่าจะเป็นที่มาของชื่อเมืองคุราชิกิแห่งนี้ (คุระ แปลว่า ฉางข้าว) ลักษณะของฉางข้าวสร้างด้วยกำแพงหินมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ตั้งอยู่สลับกับอาคารที่ใช้เป็นที่พักอาศัย ส่วนใหญ่ฉาบด้วยปูนขาว โชคดีที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองคุราชิกิรอดพ้นจากการถูกทิ้งระเบิด เราจึงได้ชื่นชมอาคารเก่าแก่เหล่านี้ตามแบบดั้งเดิมซึ่งได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดี ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ได้มีการตกแต่งกำแพงรอบคลองคุราชิกิ ด้วยการปูกระเบื้องสีขาวและสีดำ ซึ่งตัดกับสีเขียวของทิวไม้ตลอดแนวคลอง ทำให้ทัศนียภาพของคลองมีความสวยงาม บรรยากาศ ทั้งคลอง บ้านเรือน และต้นหลิว

สำหรับเสน่ห์ของเมืองคุราชิกินั้นอยู่ที่ลักษณะสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ยังคงลักษณะแบบเดิมในแบบสมัยเอโดะ หรือเมื่อราว 350 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนึ่งในชุมชนริมคลองโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบันนี้ บ้านไม้โบราณ ได้ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเขตที่เรียกว่า "Bikan Chiku" สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวภายในเมืองนั้น ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คงจะเป็นการล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมือง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรายได้ให้กับชาวเมืองและชุมชนแห่งนี้

พวกเราเดินเกาะกลุ่มกันไปตามถนนสายแคบๆ ริมคลองทั้งสองฝั่ง สองฝั่งคลองมีต้นหลิวแผ่กิ่งก้านห้อยระย้า สลับกับสะพานหินทอดข้ามคลองอีก 2-3 แห่ง ชมอาคารบ้านเรือนแบบโบราณของญี่ปุ่น ที่มีอาคารมุงกระเบื้องสลับกับฉางข้าวอายุเก่าแก่นับ 300 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และพิพิธภัณฑ์น่าชมอีกหลายแห่ง เมืองก็ดูเงียบๆ ไม่พลุกพล่าน เดินเล่นสบายๆ ย่านเขตเมืองเก่าที่ถูกอนุรักษ์ไว้ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคูคลองน่ารักๆ บางจุดมีปลาคาร์พแหวกว่ายโดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานจะมีปลาคาร์พมาชุมนุมกันหนาแน่นเป็นพิเศษ

เล่ากันว่า น้ำในคลองแห่งนี้ไม่เคยเหือดแห้งหรือเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน และดูเหมือนจะคงระดับความลึกของน้ำอยู่ระดับเดิมตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะมีการควบคุมระดับน้ำ ถ้าระดับน้ำลดจะปล่อยน้ำเข้า แต่ถ้าวันไหนฝนตกน้ำเยอะน้ำส่วนเกินก็จะถูกระบายออกไป จึงทำให้คลองแห่งนี้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามตลอดเวลา คลองสายสั้นๆ ช่วงที่ได้อนุรักษ์ไว้นี้มีสะพานหินทอดข้าม 3 สะพาน มีลักษณะเป็นสะพานโค้งยกสูงขึ้นเพื่อให้เรือบรรทุกข้าวแล่นผ่านไปมาได้ สะพานแรก ตั้งอยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์โอฮาร่า คือ สะพานทาคาซาโงะบาชิ (Takasagobashi) ของเดิมเป็นสะพานไม้ ภายหลังจึงสร้างด้วยหิน สะพานที่สอง คือ สะพานทาคาบาชิ (Takabashi) ฐานสะพานสร้างด้วยหินแผ่นใหญ่แผ่นเดียว และ สะพานอิมาบาชิ (Imabashi) ซึ่งสลักหินเป็นรูปมังกร

เราเดินเกาะกลุ่มกันไปจนถึงหมู่บ้านเก่าแก่ที่สร้างมาแต่ในสมัยเอโดะ ซึ่งยังคงอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน บรรยากาศตึกเก่าๆโบราณๆย้อนยุค เหมือนหลุดเข้าไปยุคเอโดะที่ยังมีโชกุน มีซามูไร มีเหล่าสาวงามในชุดกิโมโน ลวดลายสวยงาม จากนั้นเดินไปตามถนนคนเดิน ที่มีอาคารเรียงรายคู่ขนานไปกับลำคลอง อาคารเหล่านี้เป็นเหมือน Shop House คือ ด้านบนเป็นบ้านพักอาศัย ส่วนชั้นล่างเป็นร้านค้า เมืองโดยรอบ บรรยากาศดีมากๆ ถนนเลียบคลองจะมีบรรดาร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย บนบาทวิถีริมคลองมีพ่อค้าแม่ขายนำสินค้าพวกของที่ระลึก กระเป๋า เข็มขัด กำไล สายสร้อย ภาพเขียนมาวางขายแบกะดิน คล้ายริมคลองหลอดของเรา บางช่วงที่ทิวทัศน์สวยงามจากซากุระและดอกบ๊วยสีชมพูสดใสที่แข่งกันบานสะพรั่ง หรือช่วงที่ต้นหลิวแผ่กิ่งก้านห้อยระย้า จะมีศิลปินอิสระมานั่งระบายสีสันความงามแห่งธรรมชาติสะท้อนลงบนผืนผ้าใบอย่างสุขใจ เราเดินช้าๆไม่รีบร้อน เหมือนบรรยากาศแสนเรียบง่ายของเมืองโบราณแห่งนี้ จนขบวนของเราเคลื่อนไปไกล จึงจำต้องอำลาความงามสงบแห่งคลองคุราชิกิ

ตอนแรกมีโปรแกรมเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาร่า (Ohara Museum of Art ) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของเอกชนที่จัดแสดงงานศิลป์ตะวันตกอันหลากหลาย โดยตระกูลโอฮาระผู้มั่งคั่งในแถบคุราชิกิ ต้องการคืนกำไรให้กับสังคมและชุมชน ด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนศิลปะที่มีพรสวรรค์ แล้วเด็กคนหนึ่งก็ได้กลายมาเป็นศิลปินชื่อดัง โคจิมา โทราจิโร (Kojima Torajiro) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีภาพเขียนของศิลปินชั้นครูอย่าง Claude Monet , Jean-Francois Millet และอีกมากมาย น่าเสียดายที่วันนั้นเราโชคไม่ดี เป็นวันจันทร์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาร่าปิด เราจึงได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ของเล่นพื้นบ้านญี่ปุ่น (Japanese Rural Toy Museum) ที่ตั้งอยู่ใกล้กันแทน

พิพิธภัณฑ์ของเล่นพื้นบ้าน ตัวอาคารดัดแปลงจากโกดังเก่าเช่นกัน ชั้นแรกจัดแสดงตุ๊กตาญี่ปุ่น ของเล่นโบราณและว่าว ชั้นสองเป็นของเล่นจากทั่วโลก ทั้งสองชั้นมีของเล่นแปลกๆ จัดแสดงมากกว่า 5,000 ชิ้น ร้านขายของที่ระลึกมีของเล่นน่ารัก น่าสะสมให้เลือกซื้อหลายแบบ เดินดูไป อดคิดหวนคำนึงถึงอดีตครั้งเยาว์วัยอันแสนสุขไม่ได้

จากนั้น ได้เวลาช็อปกระจาย คุราชิกิ เป็นเมืองแห่งสินค้าโอว็อป หรือโอท็อป (ลืมบอกไป ที่เมืองไทยเรียก โอท็อป หรือ OTOP : One Tumbon One Product ส่วนที่ญี่ปุ่นเขาเรียก โอว็อป หรือ OVOP : One Village One Product) หลากหลายชนิดสินค้า ร้านแรกเริ่มตั้งแต่ต้นคลอง ขายผ้าพิมพ์ลายเมืองคุราชิกิ มีเฉพาะที่นี่ หลากหลายสี หลายลายให้เลือกซื้อเลือกชม ถัดไปเป็นงานแฮนด์เมดจากกระดาษ มีทั้งตุ๊กตาแบบญี่ปุ่น และของที่ระลึกอื่นๆ ถัดไปเป็นร้านขายร่มญี่ปุ่น ร้านขายหน้ากากยักษ์ สำหรับใช้แต่งบ้าน ร้านขายสินค้าย้อนยุค มีมากมายให้เลือกชมและช็อป ส่วนขนมท้องถิ่นคือ ขนมแป้งชาเขียวไส้ถั่วแดง เป็นสินค้าโอว็อปของคุราชิกิ แต่เนื่องจากเป็นวันแรกของทริป จึงยังไม่มีใครสนใจของฝากพวกขนมสักเท่าไหร่ หัวหน้าทัวร์แนะนำว่าชอบของชนิดใดให้ซื้อกันไปเลย เพราะแต่ละเมืองสินค้าอาจไม่เหมือนกัน หรืออาจหาได้ยากที่เมืองอื่น

ที่คุราชิกิ เราได้ผ้าเช็ดหน้าเนื้อนุ่ม ลวดลายญี่ปุ่น ทั้งลายกิโมโน ลายดอกซากุระ เป็นของฝากหลายผืน จริงๆแล้ว เราควรจะมีเวลาที่นี่อย่างน้อยหนึ่งวันสำหรับเมืองนี้ แต่เรามีเวลาที่...คุราชิกิแค่ครึ่งวัน

ครึ่งวัน...ไม่เพียงพอจริงๆ สำหรับเมืองมากล้นเสน่ห์ เช่น คุราชิกิ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า