ฮิโรชิมา ในวันซากุระบาน ความสวยงาม สีสัน บนความเศร้า

ตอนที่ 3 : ฮิโรชิมา ความทรงจำ ความเจ็บปวดที่ยังคงฝังใจ มิรู้ลืม
บันทึกนักเดินทาง

ออกจากคุราชิกิ เมืองโบราณยุคเอโดะ เราย้อนกลับเข้าตัวเมืองฮิโรชิมา ครึ่งวันหลังของวันแรกที่ฮิโรชิมา เราใช้เวลาทั้งหมดที่สวนสันติภาพฮิโรชิมา

"สวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงคราม" (Hiroshima Peace Memorial Park) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญของฮิโรชิมา ตั้งอยู่ที่เมืองนาคาจิม่า จังหวัดฮิโรชิม่า บนพื้นที่เขียวขจีกินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ใจกลางเมืองฮิโรชิมา และอยู่ตรงกลางระหว่างแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำโมโตยะสึ และแม่น้ำโอตะ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การถูกโจมตีจากสหรัฐอเมริกาด้วยระเบิดปรมาณู ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเตือนใจผู้คนถึงความร้ายแรงของระเบิดปรมาณูและความร้ายแรงของสงคราม แม้แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้มากมาย แต่ที่นี่ยังคงเงียบสงบสมกับเป็นสถานพำนักสุดท้ายของดวงวิญญาณนับแสนดวง บรรยากาศภายในสวนสันติภาพ แม้จะมิใช่เป็นสุสาน แต่เราอดนำมาเปรียบเทียบกับสุสานทหารนิรนามที่เมืองกาญจนบุรีไม่ได้ มันดูสงบ เศร้า เหงาๆวังเวงใจ

ภายในสวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงคราม ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลายอย่าง ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงความโหดร้ายของสงครามในครั้งนั้น คือพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพ ซึ่งมีทั้งหมด 2 ตึก กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเมืองฮิโรชิมา และเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดระเบิดนิวเคลียร์ ในวันที่ 6 สิงหาคม อนุสาวรีย์หนูน้อยซาดาโกะ : ตำนานนกกะเรียน 1,000 ตัว อนุสาวรีย์เหยื่อระเบิดปรมาณูรูปตัวยู (U) กลับหัว พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพ รวมไปถึงซากสิ่งก่อสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่หลังจากที่โดนระเบิด คืออาคารที่เรียกกันว่า อะตอมมิค บอมบ์ โดม (Atomic Bomb Dome) หรือรู้จักกันในชื่อ เอบอมบ์โดม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ภายในสวนสันติภาพ

เราเริ่มต้นการชมสวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงครามจาก อะตอมมิค บอมบ์ โดม (Atomic Bomb Dome)สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด ณ ที่นี้ A-Bomb Dome เป็นหอส่งเสริมอุตสาหกรรมในฮิโรชิม่า เป็นอาคารที่ก่อสร้างแข็งแรง และทันสมัยที่สุดในยุคก่อนโน้น ในสมัยที่เมืองฮิโรชิมากำลังจะเติบโต ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทันสมัยที่สุดในเมือง สร้างเมื่อปี 1915 มีโดมสีเขียวดูสง่าและนับว่าเป็นแลนด์มาร์คของเมืองนี้เลยทีเดียว เพราะนอกจากแสดงสินค้าแล้วยังจัดงานนิทรรศการอื่นๆตลอดทั้งปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้กลายมาเป็นที่ทำการของราชการ และในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ระเบิดปรมาณูลูกแรกได้ถูกทิ้งในเมืองฮิโรชิมา ระเบิดได้ตกใกล้ๆกับอาคาร แรงระเบิดไม่ได้ทำลายอาคารทั้งหมด เนื่องจากแรงระเบิดกระจายออกไป ทำให้โครงสร้างอาคารยังคงสภาพไว้ได้ แม้ยอดโดมจะเหลือเพียงแค่โครงเหล็กที่ยังทนความร้อนของระเบิดเท่านั้น ต่างจากอาคารอื่นๆที่ราบเป็นหน้ากลอง ต่อมาในปี 1996 องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนอาคารนี้ไว้เป็นมรดกโลก เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนจิตใจถึงความน่ากลัวของระเบิดปรมาณู และรำลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม นับเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลังจากวันที่ 6 สิงหาคม เมืองฮิโรชิม่าโดนถล่มเละ ย่านทุกย่านทุกแถบราบ ชาวเมืองบางคนที่มีความทรงจำอันเลวร้ายกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น อยากให้ทุบทิ้งเพื่อลบภาพความทรงจำเลวร้ายออกไป บางคนก็อยากให้เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ สุดท้ายเลือกเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อให้คนทั้งโลกได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์ในครั้งนั้น

เราได้แต่ยืนชมซากอาคาร "อะตอมมิค บอมบ์ โดม" สิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือจากความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้อนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมเท่าที่เหลือรอดจากการทำล้ายล้างของระเบิดปรมาณูชื่อ Little Boy จากฝั่งของสวนสันติภาพ เนื่องจากซากอาคารอะตอมมิค บอมบ์ โดม อยู่อีกฝั่งหนึ่งของ แม่น้ำโอตะ

จากนั้น เป็น อนุสาวรีย์ซาดาโกะ ตำนานพับนกกระเรียนพันตัวที่โลกร่ำไห้ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับหนูน้อยซาดาโกะ ซาซากิ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อระเบิดปรมาณู ในขณะที่เธออายุได้เพียง 2 ขวบทำให้เธอได้รับกัมมันตรังสีสะสมในร่างกาย จนต่อมาได้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการทรุดลงเรื่อยๆ เพื่อนคนหนึ่งเริ่มให้ซาดาโกะหัดพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียน และบอกว่านกกระเรียนเป็นสัตว์มงคลที่มีความเชื่อว่ามีอายุยืนถึงพันปี ดังนั้น ถ้าสามารถพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียนได้ถึงพันตัว และอธิษฐานแล้ว จะทำให้หายป่วย ชีวิตจะยืนยาวได้ดั่งเช่นนกกระเรียน ด้วยความหวังซาดาโกะจึงเริ่มพับนกตัวที่หนึ่ง แต่ด้วยเนื่องจากเป็นยุคหลังสงครามกระดาษที่จะมาพับเป็นนกกระเรียนนั้นหายาก ดังนั้น ซาดาโกะ จึงหากระดาษเท่าที่จะหาได้มาพับไม่ว่าจะเป็นกระดาษที่ใช้แล้ว หรือกระดาษที่ได้รับบริจาคมา รวมทั้งเธอก็ให้ความหวังเด็กคนอื่นด้วยว่าให้อธิษฐานและเริ่มพับนกแล้วจะทำให้มีความหวังรอดจากโรคร้ายได้ ซาดาโกะพับนกจากตัวใหญ่ ค่อยๆตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ เล็กลงไปเรื่อยๆ จนต้องใช้เข็มช่วยในการพับ ไม่สามารถใช้นิ้วพับได้ สิ่งนี้ทำให้เราเห็นค่าของชีวิตมากมาย ซาดาโกะทำทุกอย่าง อะไรก็ได้ที่เธอมีความหวัง เพื่อให้ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ซาดาโกะมีความหวังที่จะอธิษฐานให้ตัวเองหายจากโรคร้ายด้วยการพับนกกระเรียน 1,000 ตัว แต่แล้วในวันที่ 25 ตุลาคม 1955 เธอก็จากโลกนี้ไป พร้อมกับการพับนกกระเรียนได้เพียง 654 ตัว เพื่อนๆของเธอจึงร่วมกับพับนกให้ครบ 1,000 ตัว แล้วใส่ในหีบศพพร้อมร่างของซาดาโกะ เพื่อเป็นการสานปิดภาระกิจสุดท้ายตามความตั้งใจของเธอ อาจจะด้วยสิ่งที่เพื่อนๆช่วยกันทำนั่นเองจึงช่วยให้คำอธิษฐานของเธอเป็นจริงได้ เพราะ จนถึงวันนี้ซาดาโกะก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกเสมอมา หลังจากการตายของซาดาโกะ เด็กๆจากทั่วประเทศญี่ปุ่นจึงมีการเรียกร้องและสนับสนุนให้สร้าง Children's Peace Monument หรืออนุสาวรีย์เพื่อไว้อาลัยเด็กๆผู้สูญเสียในครั้งนั้น และในปี 2501 อนุสาวรีย์ของซาดาโกะสร้างสำเร็จ และนำไปตั้งไว้ที่สวนสันติภาพของเมืองฮิโรชิมา รูปปั้นที่สร้างจากหินแกรนิตเป็นรูปของเด็กหญิงซาดาโกะยืนอยู่บนสวรรค์ สองมือชูนกกระเรียนกระดาษไว้เหนือศีรษะ เหมือนจะเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในโลกนี้อย่างแท้จริง อนุสาวรีย์ของซาดาโกะนี้ไม่เพียงเพื่อซาดาโกะ แต่เพื่อเธอเป็นอนุสรณ์ให้ชาวโลกตระหนักถึงพิษภัยของสงคราม และทำให้การพับนกกระเรียนกระดาษ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วย รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ แห่งการเรียกร้องหาสันติภาพอีกนัยหนึ่งด้วย

ด้านหลังของอนุสาวรีย์ซาดาโกะ มีตู้กระจกตั้งเรียงรายอยู่ ภายในตู้ทุกใบมีนกกระดาษอยู่มากมาย ซึ่งบรรดานักเรียนจากโรงเรียนต่างๆช่วยกันพับ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการจากไปของซาดาโกะ รอบๆอนุสาวรีย์มีนกกระดาษหลากสีที่ผู้คนจากหลายชาติ หลายเมืองร่วมพับเพื่อเป็นอนุสรณ์

แต่ เรายังไม่วายสงสัยว่า...มนุษย์โลก จะต้องพับนกกระเรียนกระดาษอีกกี่ล้านกี่แสนตัว สันติภาพจึงจะเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างแท้จริง

เดินถัดมา เราพบกับอนุสาวรีย์เหยื่อระเบิดปรมาณูรูปตัวยู (U) กลับหัว

อนุสาวรีย์ของเหยื่อระเบิดปรมาณู อนุสาวรีย์สร้างเป็นรูปทรงโค้งเหมือนกับต้องการจะปกป้องวิญญาณของเหยื่อเหล่านั้นให้อยู่อย่างสงบสุข เป็นสถานที่บรรจุรายชื่อเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณู แท่นหินภายในอนุสาวรีย์จารึกชื่อของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดในครั้งนี้ รวมทั้งมีคำจารึกไว้ว่า "Let all the souls here rest in peace, for we shall not repeat the evil." ...ขอจงหลับอย่างสงบ ความผิดพลาดนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก...เมื่อมองลอดออกไป จะเห็นเปลวไฟลุกโชนอยู่ไม่มีวันดับ ดุจไว้อาลัยผู้จากไปชั่วนิรันดร

หลังจากนั้น จะไม่เห็นญี่ปุ่นทำสงครามอีกเลย คำจารึกนั้น...เสมือนเป็นคำมั่นสัญญาว่า ความเลวร้ายเยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นกับชาวญี่ปุ่นอีก และหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงเป็นต้นมา ชาติญี่ปุ่นดูเหมือนจะไม่สนใจทำสงครามหรือคิดรุกรานใครอีกเลย ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมที่สงบ ยอมรับความผิดพลาด รู้จักการให้อภัยและอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นที่สุด

สถานที่แห่งสุดท้ายที่เราเข้าชม คือพิพิธภัณฑ์รำลึกสันติภาพฮิโรชิมา (Hiroshima Peace Memorial Museum) ค่าเข้าชมถูกแสนถูกมาก เมื่อเทียบราคากับสถานที่เที่ยวแห่งอื่นแล้วแทบจะเรียกว่าฟรี เพียง 50 เยน เท่านั้น คุณจะได้รับรู้ทุกอย่างในเหตุการณ์วันเลวร้าย ตึกพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพแห่งฮิโรชิมา เป็นอาคารสี่เหลี่ยมทรงยาว อยู่ส่วนท้ายสุดของของสวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์สงคราม สร้างขึ้นเมื่อปี 1955 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงภาพของผลของการทิ้งระเบิดปรมาณู รวมทั้งภาพอันน่าสยดสยองและน่าเวทนาของเหยื่อที่ต้องทนทุกข์และทรมานกับกัมมันตภาพรังสีอย่างน่าสะพรึงกลัวสุดสุด มีเครื่อง Audio Guide ให้เช่าในราคา 300 เยน มีคำบรรยายเป็นภาษาไทยด้วย บอกเล่าทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ตั้งแต่ก่อนที่เมืองฮิโรชิมาจะโดนระเบิด มีการจัดแสดง เครื่องใช้ สิ่งของที่เหลืออยู่และทำหน้าที่บันทึกเวลาแห่งความสูญเสียและโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญ นั่นคือนาฬิกาพกของผู้เสียชีวิตที่หยุดเดินอยู่ที่เวลา 08.15 น. เวลาที่ระเบิดถล่มฮิโรชิมา อีกห้องหนึ่ง...ชื่อและภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตในฮิโรชิมาปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์ ใกล้ๆกันมีคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลของเหยื่อ ผู้เยี่ยมชมที่ต้องการศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติมสามารถอ่านบันทึกความทรงจำของผู้รอดชีวิตที่ในห้องสมุด จากนั้นเป็น ห้องแห่งความทรงจำ ซึ่งเป็นห้องรูปวงกลม ประดับด้วยน้ำพุเล็กๆกำแพงทำจากกระเบื้อง 140,000 ชิ้น แต่ละชิ้นแทนเหยื่อที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูเมื่อปลายปี 1945

69 ปี ฮิโรชิมา ความทรงจำมิเคยเลือน...มิควรลืม

ในวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกๆปี ที่นี่จะมีการจัดงานเพื่อรำลึกถึงเหยื่อสงครามในครั้งนั้น มีแขกทรงเกียรติจากทั่วโลกมาร่วมงาน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และบุคคลสำคัญจะมาร่วมกันยืนไว้อาลัยผู้เสียชีวิตพร้อมๆกับชาวฮิโรชิมา ในตอนกลางคืนพวกเขาจะพร้อมใจกันลอยโคมลงสู่แม่น้ำทั้งสองสายที่ขนาบข้างสวนสันติภาพไว้ เป็นสัญลักษณ์ถึงการขอสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกใบนี้

สันติภาพมีจริงหรือไม่ เราไม่เคยรู้จริงๆใครรู้บ้าง รู้แต่เพียงว่า สงครามไม่เคยให้ผลดีอะไรกับใคร

ไม่ว่า...ผู้แพ้ หรือ ผู้ชนะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า