ตะลอนทัวร์นครพนมและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

3. เก็บตกเมืองนครพนม
เที่ยวบ้านพี่เมืองน้อง

จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดกลาง ริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลเท่าใดนัก

วัดกลาง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ริมแม่น้ำโขง จัดตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2200 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2255 เชื่อกันว่าเมื่อได้มากราบนมัสการหลวงพ่อองค์ตื้อ ที่วัดกลางแล้วจะได้รับความเป็นกลางเป็นธรรม ทำให้ชีวิตครอบครัวตลอดจนการทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง

วัดโพธิ์ศรี ตั้งอยู่ริมถนนสุนทรวิจิตร เลียบริมแม่น้ำโขง ภายในกุฏิเจ้าอาวาสเป็นที่ประดิษฐาน พระทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัยและเป็นพระพุทธรูปโบราณสกุลช่างล้านช้าง ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น ในอดีตเคยทำพิธีสรงน้ำพระทองในวันสงกรานต์ แต่มักจะเกิดพายุและฝนตกหนักทุกครั้ง ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปองค์อื่นแทน ปัจจุบันทุกวันเพ็ญเดือน 6 จะนิมนต์มาตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์ให้ชาวบ้านมาสรงน้ำ และในวันออกพรรษาชาวบ้านจะมาทอดปราสาทผึ้งที่วัดนี้ทุกปี แดดเริ่มจัดแล้วเรามุ่งหน้าต่อไปยังวัดโอกาส (ศรีบัวบาน)

วัดโอกาสหรือวัดโอกาสศรีบัวบาน เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองนครพนมและเป็นที่ประดิษฐานพระติ้วและพระเทียม พระพุทธรูปแฝดอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมมาแต่โบราณ นอกจากนี้ ภายในโบสถ์ยังมีภาพจิตรกรรมที่สวยงามน่าชมด้วย

พระติ้วและพระเทียม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสององค์ที่มีพุทธลักษณะเหมือนกันทุกประการ แกะสลักจากไม้ตะเคียน ขนาดหน้าตักกว้าง 39 ซม. สูง 60 ซม. ประดิษฐานในบุษบกทรงปราสาทที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานในโบสถ์ พระเทียมอยู่ทางขวามือของพระประธาน ส่วนพระติ้วอยู่ทางซ้าย

พระติ้วและพระเทียมมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีมาแต่ครั้งอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวง พระองค์ทรงให้ขุดเรือโกลนเพื่อใช้เป็นเรือพระที่นั่ง เมื่อขุดเรือสำเร็จแล้ว จึงเคลื่อนเรือลงสู่แม่น้ำโขง โดยใช้เครื่องทุ่นแรงที่เป็นไม้หมอนกลมเล็กจำนวนหลายท่อนวางเป็นแนวใต้ท้องเรือเพื่อช่วยชักลากเรือให้เคลื่อนไปสะดวกยิ่งขึ้น แต่ขณะเรือเคลื่อนมาถึงไม้หมอนท่อนหนึ่งซึ่งเป็นไม้ติ้วก็ไม่สามารถเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งไม้หมอนนั้นก็กระเด็นออกไป

การชักลากเรือต้องใช้ความพยายามอยู่นานจึงนำเรือลงสู่แม่น้ำได้สำเร็จ เชื่อกันว่า หมอนไม้ติ้วนั้นเป็นพญาไม้ซึ่งมีเทวดาสิงสถิตอยู่ พระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงจึงโปรดให้นำไปแกะสลักเป็นพระติ้ว เมื่อวันอังคาร เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีกุน ตรงกับ พ.ศ. 1327 แล้วจัดพิธีสมโภชเป็นพระมิ่งเมืองนครศรีโคตรบูร ต่อมาในสมัยพระเจ้าขัติยวงศาบุตรามหาราชกษัตริย์องค์ต่อมา ได้เกิดไฟไหม้ในหอพระติ้ว ชาวบ้านไม่สามารถนำพระติ้วออกมาได้จึงคิดกันว่าพระติ้วคงจะไหม้ไปในกองเพลิง

พระเจ้าขัติยวงศาฯ จึงโปรดให้นำไม้มงคลมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขึ้นแทนพระติ้ว พระพุทธรูปองค์ใหม่นี้เหมือนพระติ้วองค์เดิมไม่ผิดเพี้ยน ในเวลาต่อมาได้พบพระติ้วองค์เดิมในลำน้ำโขง พระเจ้าขัติยวงศาฯ ทรงอัญเชิญมาประดิษฐานคู่กับพระติ้วองค์ใหม่ซึ่งมีพระนามใหม่ว่า พระเทียม นับแต่นั้นมา ไม่ไกลจากที่นี่เป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่า ได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ที่ตัวอาคารถูกบูรณะทาด้วยสีเหลืองสดตัดกับสีเขียวอ่อนของสนามอย่างโดดเด่น โดยมีกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล อายุของตัวอาคารยืนนานมากว่า 94 ปี นับว่าเกือบศตวรรษหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น หลังจากการบูรณะแล้ว ทางจังหวัดนครพนมจึงแปรเปลี่ยนจากตึกที่พักอาศัย กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ใช้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ในด้านศิลปวัฒธรรม และประวัติศาสตร์เมืองนครพนม มีของใช้ของผู้ว่าราชการจังหวัดคนก่อนๆ หลายชิ้น เช่น หมวกของรุ่นพี่ พงษ์ศิริ กุสุมภ์ เป็นต้น

จวบจนปี 2551 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม บุญสนอง บุญมี ได้ประกาศให้จวนหลังเก่าแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวนครพนม และใช้นิทรรศการ "ภาพเล่าเรื่อง" เป็นใบเบิกเปิดตัวอาคารที่แสนงดงามด้วยศิลปะแบบฝรั่งเศสสไตล์โคโลเนียล (Colonail) ที่อิทธิพลของอาณานิคมในยุคสงครามอินโดจีนผสานตะวันตกให้ผสมกับตะวันออกอย่างลงตัว ทั้งประตูโค้งครึ่งวงกลม หน้าต่างโค้ง เหนือประตูหน้าต่างเป็นลายปูนปั้นหรือแกะสลัก หลังคาไม่ลาดชันนัก อาคารเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทั้งสิ้น แม้จะมีอายุเก่าแก่แต่ตัวอาคารยังรักษาสภาพความสวยงามต่างๆไว้อย่างดีจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นฝีมือการสร้างของ กูบา เจริญ ช่างชาวญวน

ที่มาของนิทรรศการภาพเล่าเรื่องว่าทางจังหวัดต้องการให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ จึงเกิดไอเดียให้ประชาชนส่งภาพอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ จังหวัดนครพนม ทั้งภาพถ่ายใหม่ ภาพเก่า ภาพที่ประดับข้างฝาบ้าน ฯลฯ มาร่วมประกวดและจัดแสดง ฉะนั้น คนที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในช่วงนี้ก็จะได้เห็นกิจกรรมภาพถ่ายเล่าเรื่องความเป็นมาของนครพนม ซึ่งแบ่งเป็น 5 โซน อยู่ชั้นล่าง 3 โซน และชั้นบนอีก 2 โซน โดยโซนแรกจะเป็นการเล่าเรื่องอาคารแห่งความทรงจำผ่านภาพ เป็นการเล่าที่มาของบุคคลที่เคยอาศัยอยู่ และประวัติของผู้ว่าราชการจังหวัดที่สร้างอาคารแห่งนี้ โซนที่ 2 จะเป็นภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับย่านเก่านครพนม ที่ผู้ชมจะได้เห็นบรรยากาศเก่าๆ ของชุมชนริมโขง และบางส่วนที่เป็นUnseen จังหวัดนครพนม และโซนที่ 3 คือ ม่วนซื่นนครพนม ที่โซนนี้จะมีภาพที่เล่าเรื่องราวความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรม รวมถึงวิถีการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนไทย ลาว และเวียดนาม

ส่วนชั้นสองก่อนจะแยกเข้าโซน ทุกคนจะได้เห็นภาพไฮไลท์ ยายตุ้ม จันทนิต ถวายดอกบัวแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสเยือนถิ่นอีสาน ในปี 2498 และประทับที่แห่งนี้ 1 ราตรี โดยขณะนั้น ยายตุ้ม อายุได้ 102 ปี ด้วยความจงรักภักดี ยายเดินทางมารอรับเสด็จแต่เช้า จนดอกบัวที่รอถวายให้เหี่ยวลงเพราะแสงแดดที่แรงจัดในช่วงบ่าย อีก 3 ปีต่อมา ยายตุ้มก็สิ้นชีวิต อย่างไรก็ตาม สำหรับชั้นบนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 โซน โซนแรกเป็นนิทรรศการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงระหว่างที่ ในหลวงและพระราชินี เสด็จฯมาประทับแรม และโซนสุดท้ายจะเป็นการจัดแสดงห้องนอนใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์ประทับแรม แต่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เนื่องจากทางสำนักพระราชวังเป็นคนขนมาและขนกลับ

นอกจากนี้อาคารด้านหลังได้ปรับปรุงให้เป็น "เฮือนเฮือไฟ" (เรือนเรือไฟ) เพื่อจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและการสร้างเรือไฟของ จังหวัดนครพนม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ชมเรือไฟโบราณที่มีขนาดแค่ 4-5 ศอก และทำด้วยวัสดุธรรมชาติ ซึ่งประเพณีแห่เรือไฟไม่ระบุว่าเกิดในยุคสมัยใด แต่ลักษณะคล้ายๆกับการลอยกระทงของสุโขทัย เพียงแต่ที่นครพนมจะลอยเป็นหมู่คณะต่อเรือ 1 ลำ ต่อมาประเพณีดังกล่าวถูกลืม แต่ถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ในปี 2526 และพัฒนามาจนเป็นเรือไฟลำใหญ่อันสวยงามตระการตาในปัจจุบัน

ถ้ามาเที่ยวอีสานแล้ว ก็อยากให้แวะมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แวะมาชมเสน่ห์ของนครพนมในแง่ที่อีกหลายๆ คนยังไม่รู้จัก ด้วยความเงียบสงบ และมีหมู่อาคารบ้านเรือนที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกประสานตะวันออก อีกทั้งยังมีเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่น่าค้นหาผ่านภาพถ่ายที่รับรองว่าจะตรึงตราใจ ทุกคนแน่นอน

จวนผู้ว่าราชการจังหวัด (หลังเก่า) เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ (อุ้ย นาครทรรพ) เทศาภิบาลมณฑลอุดรธานี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม คนแรก ก่อสร้างระหว่าง พ.ศ.2455-2457 ต่อมาพระยาอดุลยเดชฯ ได้ขายอาคารหลังนี้ให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้เป็นที่พักของผู้ว่าฯ เมื่อ พ.ศ.2470 ในราคา 2 หมื่นบาท และในระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2498 ในหลวง และพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางจังหวัดจึงจัดให้จวนแห่งนี้เป็นที่ประทับแรม ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

เราเดินทางต่อไปแถบถนนสุนทรวิจิตร ริมฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อยัง วัดนักบุญอันนา หรือโบสถ์หนองแสง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในเขตอำเภอเมืองนครพนม มีโบสถ์ที่สร้างแบบสถาปัตยกรรม โกธิกที่สมบูรณ์และสวยงามที่สุดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในช่วงก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในเมืองนครพนมจะประดิษฐ์ดาวกระดาษรูปแบบสีสันต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่นี่

จากนี้ไม่ไกลเราเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมือง จังหวัดนครพนม

ศาลหลักเมือง ที่ตั้งบริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดหนึ่งที่ยังไม่มีศาลหลักเมือง อันเป็นสถานที่สำหรับการเคารพสักการะและเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนในจังหวัด ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้กำหนดไว้ว่า สำหรับจังหวัดที่ยังไม่มีศาลหลักเมืองหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ก็ควรที่จะได้มีการจัดสร้างศาลหลักเมืองขึ้นทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นศูนย์รวมของขวัญและกำลังใจของประชาชนให้เกิดความสามัคคี รักใคร่ ปรองดองระหว่างพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น

หลักฐานเสาหลักเมืองได้กำหนดให้ใช้ไม้กันเกรา (ไม้มันปลา) ซึ่งเป็นไม้มงคลนำมาจัดทำ ในการจัดหาไม้กันเกรานั้นได้มีการเสาะหาในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอนาแก อำเภอท่าอุเทน และที่วัดกกต้อง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม แต่ก็ปรากฏว่ายังมีขนาดและความสวยงามไม่เหมาะสม จนกระทั่งได้พบไม้ลักษณะรูปทรงดีที่สุด ณ บริเวณริมถนนท่าดอกแก้ว ศรีสงคราม บ้านปฏิรูป ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม จึงได้จัดประกอบพิธีบวงสรวงและตัดไม้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2538 เวลา 11.39 น. โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (ท่านเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) และรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (นายวิทย์ ลิมา-นนท์วราไชย) พร้อมบรรดาข้าราชการไปร่วมพิธีบวงสรวงและตัดไม้ในครั้งนี้ สำหรับไม้กันเกราดังกล่าวได้นำไปจัดทำเป็นเสาหลักเมือง โดยมีความยาวทั้งสิ้น 4.675 เมตร โดยเป็นส่วนที่ฝังลงไปในพื้นดิน 1.975 เมตร และเป็นส่วนที่พ้นจากพื้นขึ้นมา 2.70 เมตร หรือ 108 นิ้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นมงคล 108 ประการ

สำหรับยอดเสาหลักเมืองได้ใช้ไม้ชัยพฤกษ์มาทำการจัดทำ ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็นยอดเสาหลักเมืองได้นำไปเก็บรักษาไว้ในเรือนจำจังหวัดนครพนม โดยเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ที่เหมาะสม ห้ามผู้ต้องขังเข้าใกล้บริเวณนั้นโดยเด็ดขาด การนำเอาไม้ดังกล่าวมาทำเป็นยอดเสาหลักเมืองนั้น ได้ให้ผู้ต้องขังทำการตัดไม้ให้ได้ขนาดยอดเสาหลักเมืองไว้ 0.775 เมตร

ตอนนี้เปลวแดดร้อนระอุเลยค่ะ ขอพักรับประทานอาหารประจำถิ่นก่อนนะคะเป็นอาหารจานเดียว

ก๋วยเตี๋ยวญวนจะเลือกแบบหมูหรือเนื้อก็ได้ ส่วนที่แปลกคือน้ำจิ้ม นับเป็นอะไรที่แปลกมากสำหรับเราชาวกรุง คือ กะปิ น้ำจิ้ม ซอสพริก คนที่นี่ทานก๋วยเตี๋ยวกับกะปิ ซอสพริกต้องยี่ห้อเรือหางยาวคู่เท่านั้น แถมเวลาทานก๋วยเตี๋ยวจะต้องเทซอสพริกใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยวด้วย นับเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ

อิ่มอร่อยทั่วกันแล้วสถานที่ที่เราจะไปต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 22 เส้นทางนครพนม - สกลนคร บริเวณกิโลเมตรที่ 237-238 คือ หมู่บ้านมิตรภาพไทย - เวียดนาม เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านโฮจิมินห์ ได้เคยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนาม ระหว่าง พ.ศ.2467-2474 ที่หมู่บ้านนี้จะปลูกต้นไม้รอบบ้านอย่างร่มรื่น เช่น ต้นหมาก พลู กล้วย และชา เป็นการรวบรวมสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติและเรื่องราวที่สำคัญของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ทั้งในประเทศไทย และเวียดนาม ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวในอดีตของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ในช่วงพำนักอยู่ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม บ้านท่านโฮจิมินห์ สร้างขึ้นใหม่แต่ก็เก่าแก่ จำลองเท่าแบบเดิมไว้ทุกประการ ยังมีต้นมะพร้าว ต้นมะเฟือง ซึ่งปลูกโดยท่านโฮจิมินห์ เหลืออยู่หลังบ้าน มียุ้งข้าว ตัวบ้านเป็นบ้านสวนแบบโบราณ ชั้นเดียว ร่มรื่น ในบ้านมีห้อง 2 ห้อง มีเพียงเตียงไม้ ชั้นวางของ โต๊ะ เก้าอี้ยาว มีเสื้อผ้าวางบนชั้น ห้องกลางมีโต๊ะ เก้าอี้ยาว มีประวัติท่านโฮจิมินห์ ติดไว้รอบห้อง มีรูปปั้นครึ่งตัว

สิ้นสุดการย่ำแดนนครพนม พวกเราเตรียมเดินทางไปสนามบินนครพนม ซึ่งมีระยะทางไม่ห่างจากที่นี่ พวกเราได้ความรู้ ความสุข ความสนุกสนาน คุ้มค่าเวลา ความเหน็ดเหนื่อย หยาดเหงื่อแห่ความเพียร

จนกว่าจะพบกันใหม่ค่ะ ที่เหลือไว้คือความทรงจำที่มิลืมเลือน