ตะลอนทัวร์นครพนมและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เที่ยวบ้านพี่เมืองน้อง

​2. ถ้ำแห่งศรัทธา - กำแพงยักษ์

จากนั้นเราเดินทางต่อไป ถ้ำนางแอ่น ความอัศจรรย์ของธรรมชาติในการสร้างหินงอกหินย้อยที่งดงามและยังคงงอกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงความดิบไว้อย่างดี

ข้อมูลที่ได้รับว่าเป็นถ้ำที่สวยงามเป็นธรรมชาติมาก เดิมเป็นที่อยู่ของนกนางแอ่น ภายในมีความงามของถ้ำสวยงามเป็นธรรมชาติ การเข้าชมทำได้ 2 อย่างคือ เดินเท้า และนั่งเรือ ก็คิดว่าการนั่งเรือคงไม่ยุ่งยากมีอุปกรณ์เสื้อชูชีพ ไฟฉายดวงเล็กๆไว้ส่อง ถึงเวลาเราเตรียมอุปกรณ์มุ่งสู่ถ้ำต่อไปด้วยหัวใจเต็มเปี่ยมของพลังกาย และพลังใจไม่ท้อถอย

เริ่มต้นจากการเดินเท้าก่อนมีปีนป่ายบ้าง ช่วงลงเรือลำบากเล็กน้อย ไก๊ด์อ้อนตาช่วยเหลืออย่างดีสำหรับคนอายุ 60 ปี ทั้งดึงทั้งดัน แต่ละช่วงตอนมีความท้อถอยหลายครั้ง อยากจะหยุดอยู่กับที่เพื่อปล่อยลมหายใจดังๆ ตลอดเวลาการเดินทางได้ยินเสียงหายใจลั่นถ้ำเพื่อประกาศศักยภาพความเป็นหนุ่มสาว อยากบอกว่าเนื้อตัวฉันขะมุกขะมอมอย่างไร บางช่วงบางตอนลื่นล้มบ้างด้วยเหตุของการก้าวเดินหรือจับก้อนหินผิดก้อน

จากที่ค้นคว้า สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต้องใช้กำลังมากสักหน่อยจึงเหมาะกับคนหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรงพอควร ถ้ำนางแอ่น ถือเป็นอีกไฮไลท์ไม่ควรพลาดเพราะจะเห็นถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติในการสร้างหินงอกหินย้อยที่งดงามและยังคงงอกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงความดิบไว้อย่างดี

ทางเข้าถ้ำนางแอ่นช่วงแรกเป็นทางป่าให้สูดอากาศหายใจได้เต็มปอดเพราะเป็นเขตป่าอุทยานแห่งชาติของลาว เมื่อถึงปากถ้ำเราจะเห็นผนังด้านนอกตระหง่านปนเสียงน้ำไหลเชี่ยวแรงจนก้องทิวป่าแถวนั้น เจ้าหน้าที่เตรียมไฟฉายแบบสวมศีรษะให้เราคนละอันเพราะด้านในค่อนข้างมืดในหลายช่วง

ช่วงแรกของถ้ำยังเป็นที่โล่งโปร่งและมีหินงอกหินย้อยให้ชมกัน แวะไปไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ผู้ดูแลถ้ำด้านปีกซ้ายของทางแยกเข้าถ้ำชั้นในก่อนเดินต่อ ตรงทางแยกนั้นมีหินงอกคล้ายอวัยวะเพศชายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหินตาขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว เดินไปต่อยังถ้ำชั้นใน ช่วงนี้เราจะพบกับหินงอกหินย้อยที่สลับซับซ้อนและให้จินตนาการมากขึ้น โดยมีไฟตามผนังถ้ำส่องสว่างสะท้อนผนังระยิบระยับบางช่วงให้ได้เก็บภาพถ่ายกันอย่างสนุกสนาน ช่วงนี้หินที่น่าสนใจจะเป็นหินงอกขนาดใหญ่ที่เหมือน ตุ๊กตาล้มลุก ซึ่งไม่ว่าใครมาก็ต้องทึ่งในความอัศจรรย์ของธรรมชาติ

เราเดินทางจนสุดเฟสที่หนึ่งซึ่งผู้ดูแลถ้ำที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวเปิดให้เข้าชมเฉพาะนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เฟสต่อไปที่จะเดินทางต่อถือเป็นของจริงและท้าทายความเป็นหนุ่มสาวอย่างยิ่ง เราลงเรือขนาดเล็กกันที่ท่าแล้วพายไปตามลำธารกลางความมืดของถ้ำ น้ำด้านในนี้ลึกไม่ต่ำกว่าสองเมตร ผนังถ้ำด้านบนค่อนข้างสูงและกว้าง เราต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการพายเพราะด้านในนี้มืดจนมองไม่เห็นถ้าไม่มีไฟฉายติดมาด้วย

เราพายเรือไปได้พักใหญ่ก็เริ่มเจอทางแคบที่คนซึ่งนั่งมาเต็มลำเรือทั้งสี่คนต้องช่วยกันฉุดให้เรือผ่านซอกเล็กของโขดหิน ไม่นานเราก็ผ่านได้จนถึงเกาะกลางถ้ำขนาดพอสมควร เราลงเรือแล้วช่วยกันยกเรือเข้ามายังธารน้ำอีกฝั่ง งานนี้เล่นเอาเหงื่อชุ่มปนกับความกลัวลึกๆที่แฝงอยู่ภายในซึ่งซ่อนแอบมากับความมืดในฐานะที่เราเป็นเพียงคนแปลกหน้าผู้ไม่รู้ทาง เราพายเรือต่อช่วงนี้ได้พอควรแล้วก็ถึงฝั่งลงเดินต่อไปยังในถ้ำลึก

เพื่อนชาวลาวชี้ให้เราดูก้อนหินขนาดยักษ์ที่ต้องแสงจากปากถ้ำ ขณะที่เรายังยืนอยู่ในเงามืดของถ้ำ ก้อนหินยักษ์นั้นทำมุมได้อย่างพอดีคล้ายพระพุทธรูปนั่งสมาธิ ด้านบนศีรษะมีน้ำจากผนังถ้ำด้านบนไหลรดตลอดเวลา พาลให้เราคิดไปถึงภาพยนตร์ของ "จา พนม" ที่เข้าไปสู้กันในถ้ำแล้วเจอพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขนาดมหึมา

ชาวลาวของเราพาเดินลึกเข้าไปต่อ ช่วงทางนี้เป็นก้อนหินขนาดใหญ่และดินลื่นเล่นเอาตัวฉันต้องไถลลื่นไม่เป็นท่าหลายครั้ง ช่วงนี้มีการขุดค้นพบหม้อหินโบราณซึ่งยังวางไว้ที่เดิมเป็นลวดลายง่ายๆ ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอของเก่าอย่างใกล้ชิด ตามจริงก่อนหน้านี้มีหม้อหินอีกใบถูกค้นพบแต่ผู้รับสัมปทานวางไว้ที่เดิม และถือเป็นเคราะห์ร้ายเมื่อก้อนหินขนาดใหญ่ล้มทับจนแตกละเอียด

เดินกันไปต่อช่วงนี้ถือว่าสร้างความอึดอัดในการหายใจพอควร เพราะฝุ่นผงจากก้อนหินที่เราเดินเหยียบฟุ้งกระจายและด้านในเริ่มแคบ แต่ยังมีหินมากมายที่มีลักษณะเหมือนทั้งมังกรรวมทั้งสัตว์ต่างๆตามความเชื่อแบบจีน จนเจอแสงสว่างที่ปลายถ้ำ ปีนขึ้นไปสูดกลิ่นป่าเพื่อนชาวลาวเล่าว่า ป่าตรงนี้สมัยก่อนไม่มีใครกล้าเดินเพราะเดินแล้วหลงจนทำให้ชาวบ้านละแวกนี้กลัวเกรง

พอพักให้หายเหนื่อยแล้วเราก็เดินทางกลับในเส้นทางเดิมที่เรามา ถึงจะเหนื่อยเอาเรื่องแต่งานนี้ถือว่าคุ้มสุดสุด อย่างน้อยการมาถ้ำนางแอ่นแห่งนี้ก็ทำให้เราได้ทึ่งกับการรังสรรค์ของธรรมชาติ โดยผู้ที่ต้องการมาเข้าชมต้องเสียค่าเข้าประมาณสองหมื่นกีบเพื่อเป็นค่าบำรุง

สิ่งที่ทำให้ปีนไปสู่ปากถ้ำสำเร็จคือ...ศรัทธา...(ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ...) ความสุขในการพิชิตปากถ้ำได้ช่างสุขอะไร จนต้องปล่อยยิ้มปล่อยอารมณ์อย่างมีความสุขดูอากัปกิริยาก็แล้วกัน

เราออกจากปากถ้ำด้วยความสุขและหิวโหยอย่างหนัก มื้อนี้ส้มตำบักหุ่งใส่ปลาร้า ต้มยำไก่ ข้าวเหนียวแถมหมูแดดเดียวที่เตรียมมา น้ำอัดลมเป๊ปซี่ ซึ่งมาเปิดโรงงานที่นี่ด้วย

หายเหนื่อยแล้วเราเดินทางต่อไป เที่ยวตลาดขายส่งเมืองลาวมีทุกอย่างจริงๆ แม้กระทั่งทองรูปพรรณลวดลายไม่นำสมัยเท่าของไทยและทองออกสีแดงๆ มีเครื่องถ้วยชามจากเมืองจีนมาขายด้วยเอามากองข้างทางเป็นเข่งๆ ดูเหมือนไม่มีราคา แต่ก็มีรูปแบบทันสมัยเหมือนกัน จากนั้นเดินทางต่อไปยังถ้ำพระหรือถ้ำปาผา

ถ้ำปาฝา หรือ ถ้ำพระ สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน การเดินทางไปถ้ำเป็นถนนดินลูกรังคดเคี้ยวไม่ราบเรียบ ถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบโดยลุงบุญนง เป็นคนแรก การเดินทางไปต้องนั่งเรือในช่วงน้ำท่วม หรือเดินทางเท้าในช่วงไม่มีน้ำ

การเดินทางเข้าไปในถ้ำถ้าหากเป็นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงหรือผ้าซิ่น ถ้าไม่ได้นำมาด้านหน้าถ้ำมีเปลี่ยน รวมถึงบริการดอกไม้ เทียน ภายในถ้ำมีความกว้าง 137 เมตร เกิดจากหินงอกหินย้อยสวยงามมาก เป็นชั้นๆ เหมือนว่าเมื่อก่อนในถ้ำปาฝามีน้ำไหลหมุนเวียน แต่ปัจจุบันไม่มีน้ำ แต่มีการนำพระพุทธรูปโบราณมาเก็บไว้ จำนวน 229 องค์ จำนวน 16 องค์ มีทองคำ บางองค์มีลูกแก้วด้านในเศียรพระ ด้านในไม่มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป แต่มีเพียงนำบาตรพระ และหีบไม้มาไว้ 2 อย่างเท่านั้น ในถ้ำลึกลงไปข้างล่างเห็นน้ำในถ้ำเป็นสีฟ้าใสมีปลาแหวกว่ายไปมา เราไปไหว้พระและรับศีลพรจากผู้เฒ่าผูกข้อมือตามธรรมเนียม น่าเสียดายไม่อาจบันทึกความงดงามได้เพราะห้ามถ่ายรูปภายในค่ะ

จากนั้นเดินทางต่อไปดูสถานที่น่าอัศจรรย์อีกที่ก็คือ กำแพงยักษ์ ซึ่งเป็นกำแพงหินสูงใหญ่ ยาวเหยียด น่าอัศจรรย์ว่าเป็นฝีมือคนสร้างมาแต่โบราณ หรือเป็นกำแพงธรรมชาติกันแน่ จึงสูงใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 30 กิโลเมตร กำแพงยักษ์ ซึ่งเป็นก้อนหินขนาดใหญ่เรียงทับซ้อนเท่าตึก 4-5 ชั้น ถือเป็นกำแพงโบราณที่แฝงด้วยเรื่องเล่าและความเชื่อมากมาย ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่ากำแพงที่กระจายอยู่รอบเมืองถูกทำขึ้นด้วยยักษ์แปดศอกซึ่งไม่น่าใช่ฝีมือของคน กำแพงแห่งนี้ตอนนี้บางส่วนได้ถูกสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านทับไปบ้าง แต่บางส่วนที่สมบูรณ์ยังมีให้เห็น เราเลยถือโอกาสปีนขึ้นไปดูบนกำแพงแบบใกล้ ๆ พบว่าตามซอกหินเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ารกชัฎและมีหนามแหลมแซมบางส่วน ถ้ามองไกลๆ อาจไม่เห็นขนาดที่แท้จริงแต่ถ้าลองปีนขึ้นไปถึงบนยอดกำแพงแล้วมองลงมาถือว่าสูงเอาการ

ตอนนี้ได้เวลากลับบ้านเฮานครพนมกันแล้ว เวลาความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราจะต้องเดินทางไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแขวงคำม่วน เพื่อข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 เพื่อข้ามสะพานไปยังนครพนม ก่อนกลับไม่ลืมที่จะซื้อเบียร์ลาวกลับไปเป็นของฝาก

ตอนนี้คิดถึงน้ำเย็นๆ แอร์เย็นฉ่ำ ที่นอนนุ่มๆจังเลยค่ะ แต่แล้วปัญหาก็เกิดจนได้ว่าเราจะข้ามฝั่งอย่างไรเพราะเป็นช่วงที่ไม่มีรถรับจ้างแล้วคงต้องรอรถมารับหรือเดินข้ามหรือโบกรถผู้ใจดีกลับ

และแล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริงคือมีหนุ่มใหญ่ชาวลาวใจดีให้เราอาศัยรถกลับมาฝั่งไทยโดยส่งถึงสำนักงานคุณหนึ่งเลยทีเดียว และโชคดีอีกอย่างคือได้ถ่ายรูปกลางสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ปรารถนา สุดท้ายวันนี้เราไปแวะเอาสัมภาระกระเป๋าเดินทางเพื่อไปผ่อนคลายเส้นก่อนเข้าที่พัก เพราะความเมื่อยล้าเราจึงไปนวดคลายเส้นกันก่อนเข้าที่พัก มีทั้งนวดแผนไทย นวดสปาอโรมากันก่อน บรรยากาศชวนนอนเคลิบเคลิ้มมาก

วันนี้ตัดสินใจทานอาหารที่โรงแรม I Hotel มีเพลงเบาๆฟัง อาหารอิ่มท้องมาก นอนหลับฝันดีค่ะ วันนี้เป็นวันแห่งความทรงจำที่ไม่ลืมเลือนเลยค่ะ

เช้าสดใสของวันที่สาม พวกเราเก็บสัมภาระกันเสร็จเรียบร้อย เราทานอาหารเช้าของโรงแรม I Hotel และออกจากที่พักเพื่อซื้อของฝากกะละแม หมูยอที่ลือชื่อ จากนั้นนั่งรถเลียบแม่น้ำโขง อีกครั้งเพื่อไปสักการะหลวงพ่อวัดพระอินทร์แปลง

วัดพระอินทร์แปลง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2393 เดิมชื่อว่า "วัดอุโมงค์" กระทั่งใน พ.ศ.1637 สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัด เห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้ว จนสร้างเป็นสิม (อุโบสถ) จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ ว่า "อินแปง" ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย จนมาถึงใน พ.ศ.2470 กรมการศาสนา มีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด โดยให้ใช้ชื่อว่า "วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2485 โดยมี พระครูอินทรกัลยาณคุณ เป็นเจ้าอาวาส ในอุโบสถวัดมีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์ มีนามเรียกขานว่า "หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม และมีประวัติการสร้างเป็นตำนานเล่าขาน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่ามีพวกมารศาสนาและมิจฉาชีพจำนวนมาก พยายามจะลักลอบเข้ามาขโมยองค์พระพุทธรูป จนเป็นเหตุให้เมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ภายในวัดแล้ว ประตูอุโบสถจะถูกปิดลงในทันที ทำให้ชาวบ้านที่จะเข้ามาสักการะหรือบนบานเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้คนรุ่นหลังแทบไม่ทราบเลยว่ามีพระพุทธรูปคู่เมืองนครพนมมานับพันปีประดิษฐานอยู่ ณ ที่วัดแห่งนี้

"หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ตามตำนานเล่าว่า ใน พ.ศ.1390-1393 พระหน่อหลักคำ อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 1 มีความประสงค์จะจัดสร้างพระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง 59 นิ้วขึ้นมาองค์หนึ่ง เพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถ แต่ปรากฏว่าสร้างไม่สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะหล่อกี่ครั้งก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเศียรเป็นรูปอัปลักษณ์ จนช่างหล่อพระและเจ้าอาวาส ตลอดจนญาติโยมพากันหมดกำลังใจ จึงเลิกล้มและปล่อยให้เป็นพระเศียรขาดอยู่อย่างนั้น ส่วนทองที่เหลือได้นำไปหล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆแทน

อย่างไรก็ตาม การที่เอาพระพุทธรูปเศียรขาดตั้งประดิษฐานไว้ สร้างความกระทบกระเทือนใจของชาวพุทธที่พบเห็นเป็นยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าวพระหน่อหลักคำ จึงได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันก่ออุโมงค์ดินครอบองค์พระเอาไว้ จนเป็นที่มาขอชื่อวัดอุโมงค์ในอดีตนั่นเอง

ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อวัดว่า วัดพระอินทร์แปลง ตามตำนานเล่าอีกว่าเจ้าอาวาสรูปเดิมได้นิมิตฝันว่า มีพระอินทราธิราชพร้อมด้วยเทพยดาเหาะเสพมโหรีแห่เศียรพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงามลงมาจากสรวงสวรรค์ แล้วแปลงกายเป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยหล่อและลงมือแกะบล็อกเอง โดยให้พระและญาติโยมช่วยกันสูบทองต้มทอง ส่วนท่านเป็นผู้เทเศียร แล้วนำไปต่อกับพระศอ ก่อนที่พระอินทราธิราชจะเสด็จหายไป

หลังจากที่พระหน่อหลักคำตื่นจากฝันจึงเล่าให้ญาติโยมฟัง ทุกคนจึงลงความเห็นทันทีว่าพระอินทร์เสด็จลงมาช่วย ตามตำนานยังมีเรื่องเล่าขานถึงความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง โดยย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 70 ปี ทุกวันพระ 15 ค่ำ จะพบลูกไฟขนาดผลส้มโอ สีนวลสว่าง ลอยข้ามไปยังพระธาตุศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก ประเทศลาว กระทั่งจวนรุ่ง จึงลอยกลับคืนมา และเมื่อสมัยสงครามไทย-ฝรั่งเศส ลูกปืนที่ยิงข้ามแม่น้ำโขงมาจากฝั่งลาว ไม่สามารถกล้ำกรายที่วัดได้เลย แต่ที่อื่นโดนลูกปืนพรุนไปหมด พอสงครามสงบลง ชาวบ้านลงไปงมหอย กลับพบว่าลูกปืนจมเกลื่อนใต้แม่น้ำเต็มไปหมด

ด้วยพุทธลักษณะของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง หากมองเวลากลางวันสีพระพักตร์จะเหลืองอร่ามเป็นเงาวับสดใสไม่มีหมองมานานนับพันปี ผิดกับพระพุทธรูปอื่นๆ ที่ต้องคอยขัดถูพระพักตร์เป็นประจำ ส่วนในเวลาใกล้ค่ำหรือกลางคืน สีพระพักตร์ของหลวงพ่อจะเปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามีสีทองอมเขียวทึบคล้ายมรกต อิ่มเอิบมีอำนาจ น่าเคารพเลื่อมใส

ผู้ที่ได้มากราบไหว้รวมทั้งได้บนบานศาลกล่าวจากหลวงพ่อพระอินทร์แปลง จะประสบความสัมฤทธิผล โดยเฉพาะด้านหน้าที่การงาน การสอบแข่งขัน ของหายได้คืน และขอให้หายเจ็บไข้ ที่สำคัญ ตัวผู้เขียนได้เสี่ยงโชคซื้อล็อตเตอรี่เลขครบรอบอายุ 60 และเลขท้ายรถ 69 เผื่อจะโชคดีได้ทำบุญในครั้งต่อไป

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า