"หลวงพ่อทรัพย์ - หลวงพ่อสิน"

วัดประโชติการาม
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

​ แม้ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 311 สิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) กันแล้วเพราะเป็นถนนใช้ไปกลับข้างละเลน แต่เมื่อใดที่เราต้องการกราบไหว้พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีเส้นทางสายนี้จะนำพาเราไปยังจุดหมายตามที่ต้องการเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นกันเราเดินทางไปยัง วัดประโชติการาม ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ 5 กิโลเมตรหลังจากทำบุญซื้อดอกไม้หน้าวิหารแล้ว คุณยายคนขายจัดดอกไม้ธูปเทียนให้เราคนละ2ชุด เราก็แปลกใจ จนเมื่อเข้าไปภายใน ได้เห็นองค์พระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติขนาดใหญ่ สูง 3 วา 3 ศอก 5 นิ้ว พุทธลักษณะงดงาม ศิลปะแบบสุโขทัย นาม "หลวงพ่อสิน" เมื่อกราบไหว้แล้ว เดินเลยไปทางด้านหลังได้เห็นพระพุทธรูปก่ออิฐปูนขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่ง สูง 6 วา 7 นิ้ว นามหลวงพ่อทรัพย์ เราก้มลงกราบและหายแปลกใจนับแต่นั้น

พระพุทธรูปทั้งสององค์สร้างสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย ชาวบ้านละแวกนั้นเคารพศรัทธาในหลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสินเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ช่วยปัดเป่าดับทุกข์ภัยต่างๆ ด้วยการอาราธนาศีลจากหลวงพ่อสินองค์หน้า และไปขอพรจากหลวงพ่อทรัพย์องค์หลัง ส่วนใหญ่มักได้สมความปรารถนา ใครค้าขายก็ขอให้ค้าง่ายขายคล่อง ขอให้พระท่านอำนวยโชคลาภ ช่วยปัดเป่าภยันอันตรายต่างๆ แม้ในเรื่องการเจ็บป่วยก็ขอให้ท่านช่วย จนคนไข้เกิดกำลังใจฮึดสู้โรคภัย จนหายได้ในที่สุด กรมศิลปากรขุดเจอเขตโบราณสถานในบริเวณวัดประโชติการาม ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองสิงห์บุรี แต่วัดนี้น้ำท่วมเป็นประจำทุกปี จนชาวบ้านกลัวว่าองค์หลวงพ่อจะทลายลงมา ขณะนี้จึงเร่งบูรณะซ้อมแซมให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่า

หลวงพ่อสินองค์หน้านั้นซุ้มวิหารและกำแพงพังเหลือแต่องค์พระที่โอนเอนจวนจะล้ม ขณะนั้นมีสามเณรที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ใต้วัดประชด (ชื่อเดิมของวัดประโชติการาม) ไป จำพรรษาและเรียนภาษาบาลีที่วัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมาเยี่ยมญาติโยมเห็นว่าองค์หลวงพ่อจะล้ม จึงได้ชักชวนญาติโยม เอาไม้เสามาค้ำองค์หลวงพ่อไว้ แล้วตั้งสัตย์อธิษฐานว่าถ้าต่อไปข้าพเจ้าประกอบอาชีพอะไร ร่ำรวยแล้วจะกลับมาสร้างวิหารให้หลวงพ่อ ต่อมาสามเณรองค์นั้นคือ มหาสม พ่วงภักดี ได้ทำการค้าหนังสือเกี่ยวกับ พระธรรมวินัย และพระไตรปิฎก (ปัจจุบันกิจการร้านผลิตและขายตำราของท่านก็ยังดำเนินการอยู่หลังวัดราชบพิตร) จนมีเงินพอจะปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อได้ จึงมาสร้างวิหารครอบองค์หลวงพ่อสิน ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ประวัติความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทรัพย์-สินจึงเลื่องลือไปไกลนับแต่นั้นมา

ตามประวัติวัดประโชติการาม กล่าวไว้ว่า วัดนี้เดิมชื่อวัดประชด ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีสัตว์หนึ่งมีลักษณะคล้ายสิงห์ อาศัยในถ้ำคูหา อยู่ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งวิหารพระพุทธไสยาสน์ สิงห์ตัวนี้ได้ไปหากินแขวงเมืองชัยนาท ไปพบบุตรีของเศรษฐีผู้หนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อ) มีความปฏิพัทธ์รักใคร่ในนางนั้น จึงรวบรัดนางนั้นขึ้นหลังพามายังคูหาแห่งตน และได้สมสู่เป็นสามีภรรยาด้วยกันจนนางมีครรภ์ และคลอดบุตรชายเป็นมนุษย์ จึงขนานนามบุตรว่า สิงหนพาหุ เมื่อเจริญวัยขึ้นสิงห์ผู้เป็นบิดาไปเที่ยวหาอาหารในป่า สิงหนพาหุก็ไปเที่ยวด้วยเสมอ แต่ไม่ทราบว่าสิงห์นั้นเป็นบิดา วันหนึ่งสิงหนพาหุอ้อนวอนถามมารดาว่าบิดาของข้าพเจ้าคือใคร มารดาจึงตอบเป็นนัยๆว่า วันนี้เจ้าไปเที่ยวกับใครคนนั้นแหละคือบิดาของเจ้า สิงหนพาหุเมื่อทราบชัดว่า สิงห์นั้นเป็นบิดาของตนตามคำมารดาบอก ก็เกิดความโทมนัสน้อยใจ คิดละอายแก่เพื่อนมนุษย์ ด้วยว่าบิดาของตนเป็นสัตว์เดรัจฉาน เหตุนี้เองจึงทำให้สิงหนพาหุคิดเห็นผิดเป็นชอบ คอยหาโอกาสที่จะประหารชีวิตบิดา

ครั้นวันหนึ่งคิดอุบายได้ ก่อนไปป่าขอให้มารดาห่ออาหารให้ห่อหนึ่งแล้วเดินทางเข้าสู่ป่า พร้อมกับสิงห์ผู้เป็นบิดา พบสัตว์ฝูงหนึ่งที่ใกล้บริเวณต้นโพธิ์ สิงห์จึงให้บุตรคอยอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ตอนออกเที่ยวจับสัตว์ในป่าเพลินอยู่ ฝ่ายสิงหนพาหุคอยบิดาอยู่ เมื่อไม่เห็นบิดากลับมาจึงขึ้นต้นโพธิ์ตะโกนร้องเรียก เมื่อบิดากลับมาถึงแล้ว จึงจัดอาหารให้รับประทานภายใต้ต้นโพธิ์ สิงหนพาหุถืออาวุธแอบหลังคอยทีอยู่ พอได้ทีก็ฟันคอบิดาขาดตาย แล้วตัดกิ่งโพธิ์คลุมศพบิดาไว้ ต่อมาสถานที่นั้น จึงถูกเรียกว่าโพธิ์ตะโกนมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อทำลายชีวิตบิดาแล้ว จึงกลับมาเล่าเรื่องให้มารดาฟังทุกประการ นางมีความเศร้าโศกร่ำไห้ถึงสามีมิวายวัน ครั้นหายโศกแล้ว จึงปรึกษากับสิงหนพาหุ จะปลงศพบิดาเจ้าที่โคกจันทร์ซึ่งเป็นบริเวณใกล้คูหาที่พัก ปลงศพบิดาแล้ว สิงหนพาหุอาราธนาพระเถรานุเถระแล้วกราบเรียนถามว่า จะกระทำอย่างไรดีจึงจะพ้นโทษที่ทำผิดต่อบิดาได้

พระสงฆ์ทั้งหลายจึงบอกว่าควรสร้างพระพุทธรูปและกุฏิวิหารถวายเป็น สังมิการาม แด่พระสงฆ์ทั้งหลาย ผู้มาแต่จตุรทิศนั่นแหละเห็นว่าจะเป็นบุญกุศลช่วยบรรเทาบาปกรรมอันหนักยิ่งของท่านได้บ้าง สิงหนพาหุจึงได้เริ่มก่อสร้าง พระพุทธไสยาสน์ขึ้นองค์หนึ่ง เอาทองคำยาว 1 เส้น ทำเป็นแกนพระพุทธรูปได้สร้างทับคูหาไว้ และสร้างกุฏิวิหารเป็น พระอารามสำเร็จบริบูรณ์ จึงได้มีการประชุมพระสงฆ์ ฉลองถวายปัจจัยไทยธรรม แล้วเรียนถามพระสงฆ์ว่า ด้วยกุศลที่ข้าพเจ้าได้ก่อสร้างพระพุทธรูปและพระอารามนี้ จะพ้นโทษได้หรือยัง พระสงฆ์จึงบอกว่า อาจเป็นอานิสงส์ช่วยได้บ้างแล้ว ต่อมาสิงหนพาหุ จึงได้จัดสร้างพระอารามขึ้นที่ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำลายชีวิตบิดาถึงแก่กรรมอีกแห่งหนึ่ง จึงได้นามว่า วัดสะบาป และสร้างวัดกึ่งโยชน์ ปัจจุบันเรียกว่า วัดยวด อยู่บนถนนสายสิงห์บุรี- บางระจัน ประดิษฐานพระนั่งอยู่สององค์ สิงหนพาหุกลัวว่าบาปยังไม่สิ้นไปจึงสร้างอีกวัดหนึ่งชื่อ วัดประชด (วัดประโชติการามในปัจจุบัน) เพื่อเป็นการชดเชยหรือประชดให้พ้นบาปไป แล้วสร้างพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติขึ้น2 องค์ ขนานนามว่าหลวงพ่อสิน และหลวงพ่อทรัพย์ ด้านหลังมณฑปได้สร้างพระมหาเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่ง แต่บัดนี้ได้ทรุดโทรมหักพังเหลือแต่ซาก เมื่อทางคณะกรรมการวัดได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน ก็ได้ช่วยกันนำดินและเศษอิฐซากปรักหักพังของเจดีย์มาถมพื้นอุโบสถให้สูงเสมอกับวิหารหลวงพ่อทั้งสององค์ แต่น่าอัศจรรย์ตรงกลางพระเจดีย์ไม่มีใครสามารถทำลายได้ คงปล่อยให้เป็นโคกสูงอย่างนั้นเอง จนกระทั่งวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน7

ปี พ.ศ. 2496 พระอธิการปั้น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่วัดยาว ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี เดินทางมาเที่ยววัดประชดเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก จนพระอธิการปั้นไม่สามารถกลับวัดได้ จนเวลาหกโมงเย็นจึงหาย พระอธิการปั้นจึงได้เข้าไปนมัสการหลวงพ่อสิน และหลวงพ่อทรัพย์ แล้วก็ออกเดินไปด้านหลังหลวงพ่อทรัพย์ ทางด้านพระเจดีย์ ซึ่งตอนนั้นเป็นดินอยู่ แลเห็นพระพุทธรูปยืนอยู่บนโคกดิน ท่านจึงเดินเข้าไปตั้งใจจะไปเอาพระพุทธรูป แต่พระพุทธรูปก็จางหายไป เห็นแต่ไหใบใหญ่มีฝาปิดโผล่อยู่บนผิวดิน จึงเข้าไปเอาปลายร่มกระทุ้งดู เห็นฝาเปิดไหอยู่จึงเข้าใจว่าคงจะเป็นกรุพระหรือของมีค่าแน่นอน จึงรีบไปบอกพระภายในวัดประชดนี้ให้มาดู แล้วช่วยกันลอกขุดดู ในขณะที่ขุดนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ เสียงดัง แต่ก็ไม่พบอะไร เมื่อตั้งสติดีแล้ว ก็ช่วยกันยกไหซึ่งมี 4หูแบบโบราณ เมื่อเปิดฝาออกดูก็พบพระเครื่องปางต่างๆ มากมายและตอนกลางๆ ไหก็มีพระบูชาปางต่างๆ หลายสิบชนิด กำไลข้อแบบทองคำ ทองเหลือง แหวนแบบหนวดกุ้งอย่างเก่ามากมาย พระจึงให้มรรคนายกไปแจ้งเรื่องให้ท่านเจ้าคุณสิหราชมุนี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี วัดสังฆราชาวาสทราบ ท่านได้ตั้งคณะกรรมการตรวจดูพระและจำนวน ต่อมานำออกให้ประชาชนเช่าเพื่อนำรายได้ไปสมทบในการสร้างพระอุโบสถ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เทพื้น ทำช่อฟ้าหน้าบัน ทำฝาผนัง และแท่นพระประธาน ปัจจุบันนี้ไห4 หู เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำพระพุทธมนต์ประจำวัด มีความศักดิ์สิทธิ์ ตามความปรารถนาของผู้ขอ มีผู้เล่าเรื่องราวของฝาไหนั้นไว้ว่าขณะที่ได้กรุใหม่ๆ มีประชาชนมาชมกันมากก็เอาฝาเปิดวางไว้ ได้มีเด็กชายเบี้ยว ชัยศิลป์จะเข้าไปดูในไห แต่ดูไม่ถึง เท้าเหยียบไปบนฝาไห แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ล้มลงเดินไม่ได้

หลวงพ่อฟุ้ง อุตตโม ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดสะเดา ขณะได้กรุพระท่านมาช่วยบัญชางานที่วัดประชดด้วย ท่านได้บอกบิดามารดาของเด็กชายเบี้ยวให้มาขอขมา และอาราธนาน้ำมนต์ที่โอ่งนั้นไปให้เด็กดื่ม และอาบ เด็กชายเบี้ยวก็หายเป็นปกติเดินได้ในวันนั้นเอง