บูรณะ "พระธาตุเชิงชุม" สกลนคร

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ผู้เขียนมีโอกาสไปกราบไหว้พระธาตุเชิงชุม ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร ก่อนเกิดเหตุพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำช่วงเดือนมีนาคมจนบ้านเรือนราษฎรในเขตเทศบาลนครสกลนครและอำเภอรอบนอกถูกพายุพัดบ้านพังได้รับความเสียหายกว่า 127 หลัง ถือเป็นพายุรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี แรงพายุถล่มยังผลให้ยอดพระธาตุเชิงชุมหักเสียหาย บริเวณเรือนยอดชั้นที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการบูรณะปิดทอง มีนั่งร้าน และตาข่ายพรางแสงปิดกั้นโดยรอบ แต่ได้นั่งร้านช่วยพยุงตัวยอดพระธาตุเอาไว้ จึงไม่ตกถึงพื้นดิน พระมหาธนวิชช์ จิตฺตทนฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ชี้แจงว่า ทางวัดโดยดำริของ พระเทพสิทธิโสภณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณวัด ให้มีความร่มรื่น สวยงาม และดำเนินการเรียบร้อยไปแล้ว จึงได้ทำการบูรณะปิดทององค์พระธาตุ โดยได้มีการทำหนังสือขออนุญาตไปยังสำนักศิลปากรที่ 10 ร้อยเอ็ด อย่างถูกต้อง พร้อมกับมีการประกาศประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการปิดทององค์พระธาตุ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการบวงสรวงก่อนที่จะมีการก่อสร้างนั่งร้านบริเวณโดยรอบองค์พระธาตุเพื่อดำเนินการบูรณะ แต่ก็ต้องมาเจอลมพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ จนส่งผลให้ยอดพระธาตุหักเสียหายดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ยอดพระธาตุหักเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเมื่อนานแล้ว ราว พ.ศ.2490 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเข้าตรวจสอบเพื่อเร่งบูรณะซ่อมแซมต่อไป

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารตั้งอยู่ริมหนองหารในเขต เทศบาลสกลนคร มีพื้นที่ 18 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา อยู่ปลายสุดของถนนเจริญเมือง องค์พระธาตุเชิงชุมมีประวัติการก่อสร้างมานานนับพันปี มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับกำเนิดเมืองสกลนคร ดังปรากฏอยู่ในบางตอนของตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่ไม่ปรากฏวัน เวลา สถานที่ และชื่อผู้แต่ง แต่ก็เป็นที่ยอมรับนับถือของพุทธศาสนิกชนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง โดยผู้แต่งได้เขียนให้ผูกพันกับส่วนหนึ่งของพุทธประวัติที่พระพุทธองค์ได้โปรดเวไนยสัตว์แถบสองฝั่งริมแม่น้ำโขงอย่างน่าเลื่อมใส

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จมายังภูกำพร้า เมืองศรีโคตรบอง เมืองสุวรรณเขต และตรัสกับพระอานนท์ว่าพระองค์จะเสด็จยังเมืองหนองหารหลวง ที่สร้างขึ้นโดย "ขุนขอม" จากนครอินทรปัท ขุนขอมมีบุตรชายชื่อ "พระยาสุระอุทก" ได้ครองเมืองหนองหารหลวงต่อจากบิดา พระยาสุระอุทกเดินทางไปตรวจราชการตามชายแดนที่บริเวณแม่น้ำมูล ได้พบกับพญานาคชื่อ "ธนมูล" และเกิดการต่อสู้กัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะเพราะต่างก็มีฤทธิ์เดชพอๆกัน พญานาคธนมูลผูกใจเจ็บจึงพาพรรคพวกแอบตามมาที่เมืองหนองหารหลวงโดยแปลงกายเป็นเก้งเผือก พระยาสุระอุทกได้ข่าวมามีเก้งเผือกมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่ชานเมืองก็สั่งให้นายพรานออกไปล่าจนในที่สุดเก้งเผือกก็ถูกยิงตาย ชาวเมืองต่างพากันเอาเนื้อเก้งไปแบ่งกันกิน นาคธนมูลจึงถอนร่างตนเองออกจากเก้งเผือกที่ตาย และสั่งให้พรรคพวกโจมตีเมืองหนองหารหลวงในค่ำคืนนั้น เมืองหนองหารหลวงและพระยาสุระอุทกถูกพญานาคโจมตีแบบไม่รู้ตัว และถูกรัดด้วยบ่วงนาคราชจนเสียชีวิตลากเอาศพไปทิ้งลงแม่น้ำโขง ทางที่ลากศพไปกลายเป็นร่องน้ำชื่อว่า "น้ำกรรม" ต่อมาเพี้ยนเป็น "น้ำก่ำ" เมืองหนองหารหลวงล่มจมธรณีกลายเป็นบึงขนาดใหญ่ (ปัจจุบันหนองหารมีเนื้อที่ 123 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำดิบของการประปาภูมิภาคหล่อเลี้ยงเทศบาลนครสกลนคร)

เมื่อพระศาสดาเสด็จไปถึงแม่น้ำกลางทาง พบนาคธนมูล พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุจึงตัดว่า "ท่านอย่าได้ถือหาบอันหนักซ้ำเติมหาบเก่าให้หนักขึ้น" เมื่อนาคตัวนั้นได้ยินจึงรำพึงว่า บุคคลผู้ใดมารู้จักเชื้อชาติและตักเตือนกูเช่นนี้หนอ คำนึงดังนั้นแล้วก็เข้าไปใกล้ พระศาสดาจึงตรัสว่า "เข้ามาหาเราเพื่อจะปลงเสียยังหาบอันหนัก เราก็จักปลดเสียยังทุกข์ให้ท่านได้ถึงความสุข" นาคตนนั้นเมื่อได้ยินก็มีจิตใจเบิกบานชื่นชมยิ่งนัก จึงเข้าไปกราบแทบฝ่าพระบาทของพระศาสดา แล้วก็ได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ครั้นจุติจากชาติอันเป็นนาค ก็ไปยังชั้นดาวดึงส์ มีนามว่า "โทธนนาคเทวบุตร" ตามวงศ์แห่งตน แม่น้ำที่นาคอยู่แต่ก่อนนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าน้ำพุงสามาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ จึงเสด็จตามลำแม่น้ำโขง มีพระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทโพนเพล พระพุทธบาทเวินปลา พระพุทธบาทที่ภูน้ำลอดเชิงชุม และภูกำพร้าอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนมนั้น เป็นที่บรรจุรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ต้องไปประทับรอยพระบาทไว้ที่นั่นทุกพระองค์ นับว่าพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศรี อาริยเมตตรัย องค์ที่ 5 ในภัทรกัปป์นี้ ก็จะประทับรอยพระบาทไว้เช่นกัน เมื่อพระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงทราบข่าว จึงได้เสด็จออกต้อนรับ พร้อมทั้งพระนางนารายณ์เจงเวงราชเทวี พระพุทธเจ้ามีพุทธประสงค์ให้พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์บันดาลให้มีดวงมณีรัตน์มีรัศมีพวยพุ่งออกจากพระโอษฐ์พร้อมกันสามดวง พระเจ้าสุวรรณภิงคาระทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ก็บังเกิดศรัทธา เปล่งวาจาสาธุการด้วยความปีติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ณ ที่นี้เป็นสถานที่อันอุดมประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ จะได้มาประชุมรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อเป็นที่สักการะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ บังเกิดความปีติโสมนัส จึงได้ถอดพระมงกุฎทองคำของพระองค์สวมบูชารอยพระพุทธบาท แล้วทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้ จึงได้ชื่อว่า พระธาตุเชิงชุม ตามพงศาวดารลาว ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ล้านช้าง เรียกพระธาตุเชิงชุมว่า พระธาตุหนองหาร ด้วยเหตุนี้จึงถือกันว่าวัดพระธาตุเชิงชุม จึงเป็นวัดแรกที่พระยาสุวรรณภิงคาระ และพระนางนารายณ์เจงเวง และเจ้าคำแดงอนุชาพระยาสุวรรณภิงคาระ มาสร้างวัดขึ้นเมื่อย้ายราชธานี จากบริเวณซ่งน้ำพุและท่านางอายฝั่งตรงข้ามหนองหาร เมื่อครั้งหนองหารล่มเพราะการกระทำของพญานาค

จากหลักฐานเสมาหินที่พบอยู่รอบๆวัดพระธาตุเชิงชุม และหลักฐานแท่นบูชารูปเคารพ ตลอดจนศิลาจารึกตัว อักษรขอมในพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ซึ่งอยู่ ติดผนังทางเข้าภายในอุโมงค์พระธาตุเชิงชุม (ชั้นใน) ซึ่งก่อเป็นพระธานุ (สถูปขนาดเล็ก) หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกว่า บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมได้มีชุมชนเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมา โดยเฉพาะศิลาจารึกที่กรอบประตู ทางเข้าปรางค์ขอมหรือสถูป ซึ่งมีความกว้าง 49 ซม. ยาว 52 ซม. เขียน เป็นตัวอักษรขอมโบราณ กล่าวโดยสรุปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมคงถูกปกครองโดยคนกลุ่มขอมที่พากันสร้างวัด โดยอุทิศที่ดิน บริวาร ข้าทาส ให้ดูแลวัด หรือศาสนสถานแห่งนี้ ซึ่งอาจเป็นศาสนสถานตามคติพราหมณ์หรือพุทธมหายานก็ได้

หลักฐานการตั้งชุมชนบริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมในสมัยรัตนโกสินทร์ค่อนข้างเด่นชัด โดยเฉพาะพงศาวดาร ฉบับพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) กล่าวว่าในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้อุปฮาด (อุปราช) เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมไพร่พลตัวเลก มาตั้งเมืองรักษาพระธาตุเชิงชุม เมื่อมีผู้ คนมากขึ้นก็โปรดเกล้าฯให้ยกบ้านธาตุเชิงชุม ขึ้นเป็นเมืองสกลทวาปี เมื่อ พ .ศ.2329 อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดศึก เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏใน พ.ศ.2370 เมืองสกลนครต้องโทษเป็นกบฏขัดขืนอาญาศึก เจ้าเมืองฝักใฝ่กับเจ้าอนุวงศ์ไม่ได้เตรียมกำลังไพร่พล กระสุนดินดำไว้ให้ทัพหลวงตามคำสั่ง พระธานีเจ้าเมืองสกลทวาปีถูกประหารชีวิต ญาติพี่น้องเจ้าเมืองถูกกวาดต้อนไปอยู่ เมืองกบิลประจันตคาม จึงทำให้บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองถูกทิ้งร้างชั่วคราวปล่อยให้หมู่บ้านรอบๆ 10 หมู่บ้าน เป็นข้าพระธาตุดูแลวัดแห่งนี้ หลังการกบฏของเจ้าอนุวงศ์ ราชวงศ์ (คำ) แห่งเมืองมหาชัยกองแก้วได้เข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภาร โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นพระประเทศธานี (คำ) เจ้าเมืองและให้ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์มาดำรงตำแหน่ง อุปฮาด ให้ท้าวอินน้องชายราชวงศ์ (คำ )เป็นราชวงศ์ให้ท้าวบุตรเมืองกาฬสินธุ์เป็นราชวงศ์ มีการสร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญตั้งแต่นั้นมาวัดพระธาตุเชิงชุมก็เจริญขึ้นตามลำดับ จึงถือว่าวัดพระธาตุเชิงชุมเป็นศูนย์กลางของเมืองสกลนคร มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พระธาตุเชิงชุม ตั้งหันหน้าไปทางหนองหารที่อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนสี่เหลี่ยม สูง 24 เมตรเศษ มีซุ้มประตู 4 ด้าน คือ ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ลักษณะประตูเป็นประตู ปิด-เปิด ได้แต่เปิดไม่ได้มากเพราะติดองค์สถูปภายใน ซึ่งเจดีย์องค์ใหม่สร้างครอบไว้ ส่วนด้านตะวันออกเป็นประตูทางเข้าสถูปภายในวิหาร ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท ข้างในทึบสร้างด้วยศิลาแลง และหินทรายแดง มีซุ้มประตูหลอกแบบขอม ด้านทิศ เหนือ ใต้ และตะวันตก ซุ้มประตูทางเข้าจริงด้านทิศตะวันออก แต่แรกเริ่มพระธาตุเชิงชุมคงเป็นปราสาทหินทรายศิลปะสมัยขอม ภายในกรอบประตูทางเข้าอุโมงค์ด้านขวามือ มีจารึกพระธาตุเชิงชุมอักษรขอมโบราณราวพุทธศตวรรษที่ 16องค์พระธาตุในปัจจุบันเป็นศิลปะล้านช้าง เนื่องจากช่วงที่อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างแผ่เข้ามาบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 และได้มีการบูรณะองค์พระธาตุขึ้นมาใหม่ ทรวดทรงของพระธาตุเชิงชุม เป็นทรงเจดีย์สี่เหลี่ยมลดชั้นจากฐานขึ้นไปสู่ยอดเป็นช่วงๆ 3 ช่วง จึงถึงเต้าระฆัง และรับด้วยดวงปลีที่ทำเป็นทรงบัวเหลี่ยมปักยอดฉัตรทองคำ ลักษณะการลดชั้นเจดีย์รับด้วยดวงปลี ทรงบัวเหลี่ยม ทำให้องค์พระธาตุเชิงชุมมีความสวยงามกะทัดรัดไม่เทอะทะ เช่น เจดีย์ทรง ฐานกว้างเตี้ย นอกจากนี้สถาปนิกยังสร้างให้ซุ้มประตู 3 ด้าน เพื่อให้ประชาชนเห็นองค์พระธาตุ (สถูป) เดิมภายใน ต่อมาได้มีการนำพระพุทธรูปปางห้ามญาติ อิทธิพลล้านช้าง มาติดไว้ในซุ้มทั้ง 3 ด้าน นับว่าเป็น ส่วนประกอบองค์สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ และเป็นประติมากรรม แบบล้านช้างที่แท้จริง

องค์ประกอบสำคัญขององค์พระธาตุเชิงชุม คือ ซุ้มประตูโขงทรงหอแก้วดอ เป็นลักษณะหอแก้วเฟื่อง มีขนาดพองาม ในส่วนรายละเอียดของซุ้มประตูนั้นเป็นงานสถาปัตยกรรมฝีมือช่างชั้นครู โดยเฉพาะลายของก้นหอยซึ่งทำขนาดใหญ่น้อยเรียงกันไป เพียงแต่มีปูนขาวทาทับหนาปิดบังความคมชัดของลายก้นหอย อันวิจิตรบรรจงนั้น ภายในพระวิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร พ.ศ.2370 สร้างพระอุโบสถหลังเดิมหรือสิมเก่า มีลักษณะเป็นสิมแบบโถง โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นกระเบื้องไม้แบบเดิม หันหน้าไปทางทิศใต้ ครั้งพระธานีเป็นเจ้าเมือง ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร หน้าบันมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา ดาวประจำยาม มังกร และเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ ทั้งที่สร้างด้วยไม้และเป็นปูนปั้น?หากท่านใดมีโอกาสไปเยือนจังหวัดสกลนคร ขอเชิญร่วมบุญบริจาคบูรณะซ่อมแซมพระธาตุเชิงชุมกันนะคะ