ชมอุโบสถศิลาแลง วัดเนรมิตวิปัสสนา

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประจำปี 2557 จะจัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน บริเวณวัดโพนชัย และหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยค่ะ ถือเป็นประเพณีสิบสองเดือนสี่ งานบุญผะเหวด (พระเวส) แม้มีเล่นในอีสานถิ่นอื่นบ้าง แต่ขบวนแห่ผีตาโขนที่อยู่คู่กับ "พระธาตุศรีสองรัก" อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากวัดโพนชัยแล้ว ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งใครเดินทางมาถึงด่านซ้าย ควรแวะไปนมัสการและเที่ยวชม ด้วยมีพระอุโบสถทำจากศิลาแลงสวยงาม ภายในประดิษฐานพระพุทธราชชินราชจำลอง และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างเขียน ชาวด่านซ้าย สร้างด้วยทุนทรัพย์มหาศาล และบุญบารมีของ พระครูภาวนาวิสุทธิญาน (หลวงพ่อมหาพันธ์) ที่มรณภาพไปแล้ว จากตลาดอำเภอด่านซ้ายผ่านวัดโพนชัย ผ่านพระธาตุศรีสองรัก ขับรถเลยมาอีกหน่อย จะเห็นแยกซึ่งมีป้ายชื่อ วัดเนรมิตวิปัสสนา ให้เลี้ยวขวาขึ้นไปบนเนินเขาอีก 500 เมตรก็จะถึงบริเวณวัดค่ะ

วัดเนรมิตวิปัสสนา ตั้งสูงเด่นอยู่บนเนินเขา ห่างจากพระธาตุศรีสองรักเพียงเล็กน้อย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 โดย พระครูภาวนาวิสุทธิญาน หรือ หลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ เจ้าอาวาสรูปแรก แต่เดิม วัดมีชื่อว่า "วัดหัวนายูง" ในปี 2521 ขณะหลวงพ่อมหาพันธ์ สิลวิสุทโธ พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดจำปา จังหวัดสุรินทร์ (บ้านเกิด) ท่านได้ปรารภในที่ ประชุมสงฆ์ว่า ท่านจะออกธุดงค์เดินทางไปเรื่อยๆ ไม่พำนักเป็นหลักแหล่งถาวร แต่ที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่า หลวงพ่อมีอายุมากเกรงว่าจะได้รับความลำบาก อยากให้ท่านมีที่พำนักถาวร จะได้เป็นที่อาศัยเป็นเนื้อนา บุญแก่ญาติโยมทั้งหลาย ซึ่งหลวงพ่อเองก็เห็นชอบด้วย ดังนั้น ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2522 พระครูภาวนาวิสุทธิญาณ (หลวงพ่อพระมหาพันธ์ สิลวิสุทโธ) ธุดงค์พร้อมคณะสงฆ์ สามเณร และแม่ชี มาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น เข้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ พักที่วังทรายทอง ตำบลวังโป่ง ประมาณ 30 วัน จากนั้นธุดงค์ผ่านหล่มสัก หล่มเก่า เข้าอำเภอด่านซ้าย ปักกลดอยู่บริเวณพระธาตุศรีสองรัก วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือนเมษายน พ.ศ. 2522 หลวงพ่อตัดสินใจที่จะหาสถานที่เป็นหลักแหล่งมั่นคงถาวร มีญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา บริจาคที่ดินให้หลายแปลง หลวงพ่อได้เลือกบริเวณภูเปือย เป็นสถานที่ตั้งวัด (มาจนถึงปัจจุบัน) ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2525 ชื่อว่า วัดหัวนายูง

ในอดีตบนพื้นที่ภูเปือยเป็นเพียงเขาหัวโล้นเท่านั้น หลวงพ่อได้ปรับปรุงปรับสภาพปลูกต้นไม้ขึ้นจนมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยแรงศรัทธาของผู้มาปฏิบัติธรรมและผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก เมื่อตั้งวัดขึ้นจึงได้ปลูกป่าอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2522 หลวงพ่อและคณะได้ปักกลดอยู่ ณ ที่ตั้งวัด พร้อมกับเร่งดำเนินการปลูกสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวขึ้น จากนั้นจึงทำการปรับพื้นที่ปลูกสร้างถาวรวัตถุ และใน พ.ศ.2529 ได้ร่วมกันสร้างอุโบสถ ภายในวัด ขึ้นมีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2540 หลวงพ่อท่านมรณภาพ แต่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย ปัจจุบันสังขารท่านถูกเก็บอยู่ในมณฑปด้านหลังอุโบสถ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพลง พระครูภาวนาวิสุทธาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้รับเป็นประธานดำเนินการก่อสร้างต่อ พร้อมด้วยบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ พระภิกษุ สามเณร ข้าราชการ ทหารตำรวจ พ่อค้า และประชาชนชาวอำเภอด่านซ้าย ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 197 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี จึงแล้วเสร็จต่อมาใน พ.ศ.2549 และ เปลี่ยนชื่อจากวัดหัวนายูง เป็น "วัดเนรมิตวิปัสสนา"

พระอุโบสถงดงามหลังนั้น ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประกอบด้วยคานคอดิน อุโบสถเป็นลักษณะแบบทรงไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องเซรามิค ฝาผนังเป็นศิลาแลงที่นำมาจากจังหวัดลำพูน และจังหวัดปราจีนบุรี พื้นของอุโบสถปูด้วยหินแกรนิตสีชมพูจากแหล่งหินแกรนิตในจังหวัดเลย ประตูหน้าต่างเป็นไม้มะค่าแผ่นเดียวเมื่อเข้ามาในโบสถ์จะพบ กับความงดงามของพระประธานปางมารวิชัย ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราช จำลองแบบมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ทั้งยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังลวดลายอ่อนช้อยด้วยศิลปะ ของช่างเขียนชาวด่านซ้าย ซึ่งใช้เวลาวาดนานถึง 8 ปี เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ภาพพระเวสสันดรชาดก และภาพทศชาติ รวมทั้งมี พระพุทธรูปปางนาคปรก พระแก้วมรกต รูปเหมือนหลวงพ่อโต และมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ ประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้บริเวณพื้นที่โดยรอบมีการจัดแต่งสวนต้นไม้ที่ร่มรื่นสวยงาม และมีต้นไม้ที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือ "ต้นสาละ" เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประสูติ

มณฑปพระครูภาวนาวิสุทธิญาณสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ ออกแบบโดยพระและเณร เช่นกัน น่าประหลาดใจว่ายังมีวัดที่สร้างจากหินศิลาแลงในยุคสมัยหลังจาก พ.ศ.2520 มณฑปแห่งนี้ตั้งของหุ่นขี้ผึ้งของ หลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ (พระครูภาวนาวิสุทธิญาณ) รวมทั้งพวงมาลาพระราชทานอยู่ด้านใน ใกล้สังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อในโลงทอง ยามพุทธศาสกนิกชนเข้ามากราบไหว้ จะได้ระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มองดูในร่างกายของมนุษย์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์และไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดติดอยู่กับตัวบุคคล กับสังขาร อันต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา

เมื่อเดินออกมานอกมณฑป เราก็พบสวนหย่อมภายในบริเวณวัดจัดไว้สวยงาม กลมกลืนกับอาคารที่สร้างด้วยศิลาแลงสีแดงหลายๆหลัง โทนสีเขียวของสวนหย่อมทำให้รู้สึกสบายตาและปลอดโปร่ง การสร้างอุโบสถและมณฑปด้วยหินศิลาแลงเกิดความงดงามแปลกตาแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น ประกอบกับบานหน้าต่างที่ลงรักปิดทองวิจิตรตระการตา กลายเป็นความสวยงามโดดเด่น ดึงดูดช่างภาพทุกระดับฝีมือที่มาทำบุญไหว้พระแล้วยังเก็บภาพสวยๆ ของวัดกลับไปด้วยความประทับใจ