เยือนเวียงแหง เมืองแห่งหุบเขาชายแดน

1
ชีวิตกับการเดินทาง

เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมรู้สึกรักและผูกพัน เนื่องจากครั้งหนึ่งผมเคยแบกเป้ไต่ไปตามสันเขา ไปเป็นครูดอยเมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกวันนี้ผมยังคุ้นเคยและชอบเดินทางไปเยือนอยู่บ่อยครั้ง

'เวียงแหง' เป็นอำเภอเล็กๆของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆง่ายๆ และงดงาม ในหุบเขาติดกับชายแดนไทย-พม่า ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 134 กิโลเมตร โดยใช้การเดินทางสายหลัก คือ ถนนโชตนา หมายเลข 107 จากเชียงใหม่ - อำเภอแม่ริม - อำเภอแม่แตง - อำเภอเชียงดาว แล้วแยกไปตามถนนหมายเลข 1178 แยกเมืองงาย ผ่านบ้านเมืองงาย ก่อนถึงทางแยกแม่จา- อำเภอเวียงแหง ทางซ้ายมือ เราค่อยๆไต่ไปตามถนนหมายเลข 1322 บนระยะทาง 58 กิโลเมตร ถนนหมายเลข 1322 เป็นถนนอีกสายหนึ่งที่หลายคนเดินทางมาเยือนแล้วประทับใจ คือ ถนนสายแม่จา- เปียงหลวง หรือถนนที่แยกจากบ้านแม่จา เชียงดาว มุ่งสู่ตัวอำเภอเวียงแหงนั่นเอง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ถนนสายนี้ทุรกันดารมาก หน้าฝนถนนเละลื่นด้วยดินโคลน ปัจจุบัน ถนนสายนี้ลาดยาง เดินทางไปมาสะดวก แม้ว่าจะไต่ไปบนความคดโค้งและสูงชัน ลัดเลาะไปตามสันดอยและหุบเขา แต่สองข้างทางนั้นงดงามและแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ความเข้มของขุนเขา ความเขียวสดของป่าไม้ ผ่านดงป่าสนรกครึ้มร่มเย็น และแน่นอน เสน่ห์ของถนนสายนี้ก็คือ เราสามารถมองเห็นวิถีชุมชน ชนเผ่า ชนพื้นเมือง ตั้งอยู่กระจัดกระจายอยู่บนเชิงเขาและในหุบเขาอย่างสงบ ง่ายงาม จนนักเดินทางบางคนถึงกับบอกว่าหมู่บ้านแถบนี้เหมือนกับโพรวองซ์ของฝรั่งเศสกันเลยทีเดียว

เวียงแหง ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล โดยเฉลี่ยประมาณ 750 เมตร แต่เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาสูงที่สุด คือ ดอยปักกะลา มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,905 เมตร บนความสูงระดับนี้ จึงทำให้เรามองเห็นทิวทัศน์งดงามของเมืองในหุบเขา

ที่สำคัญ เวียงแหง หรือ เมืองแหง เคยเป็นเส้นทางเดินทัพของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยิ่งทำให้หลายคนที่มาเยือน สนใจใคร่รู้ประวัติศาสตร์และตำนานของเวียงแหงมากยิ่งขึ้น และแน่นอน เวียงแหงนั้นมีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดแก่นักท่องเที่ยวในหลายมุมด้วยกัน อาทิ เป็นเมืองชายแดน เมืองต้นน้ำแม่แตง ก่อนไหลลงไปรวมกับแม่น้ำปิง มีจุดชมวิวบนดอยดำ บนความสูง เราจึงมองเห็นความงามของทะเลหมอก และยอดดอยหลวงเชียงดาวโผล่ให้เห็นอย่างงดงามตระการตา และเมื่อเราเดินทางไปตามชุมชนต่างๆ เราจะพบกับ วัด พระธาตุเก่าแก่อยู่กระจายไปทั่ว นอกจากนั้น เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมชนพื้นเมืองหลากหลายชนเผ่า

ทำให้เรารู้ว่า เวียงแหงกำลังกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์งดงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่หลายคนสนใจอยากจะไปเยือน

ผมชอบเดินทางไปเวียงแหงในหน้าหนาวของทุกปี เพราะทำให้ได้สัมผัสกับสายหมอกกับดอกไม้ป่านานาพันธุ์ขึ้นตามป่า โดยเฉพาะดอกบัวตองหรือทานตะวันป่าเบ่งบานในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ครั้นเข้าสู่ช่วงปีใหม่ เราจะมองเห็นดอกเครือออน กำลังห่มคลุมป่าเป็นสีชมพูอ่อนหวาน และสองข้างทาง เรายังพบกับความงามของดอกท้อสีขาวบริสุทธิ์เบ่งบานสะพรั่งให้เห็นในสวนริมทางของพี่น้องชนเผ่า นอกจากนั้น เราจะพบกับไฮไลท์ของถนนสายนี้ นั่นคือได้สัมผัสกับดอกพญาเสือโคร่ง หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ดอกซากุระเมืองไทย แข่งกันเบ่งบานสีชมพูอ่อนหวานให้ทุกคนตะลึงในความงามอยู่รายรอบสองข้างทาง ซึ่งในเดือนมกราคมของทุกปี ทางอำเภอเวียงแหง ได้จัดงาน "เทศกาลดอกพญาเสือโคร่งบานที่เวียงแหง" เพื่อให้นักท่องเที่ยว นักเดินทางได้มาเยือน มาชมกันได้อย่างเต็มอิ่มและเบิกบานใจ

เวียงแหง เมืองเล็กๆในหุบเขาชายแดน ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้คุณได้เรียนรู้และค้นหา

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า

(ข้อมูลประกอบ : นิตยสารเสน่ห์เวียงแหง , ฉบับพิเศษ ปี 2557 , ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอเวียงแหง)