กราบหลวงปู่ วัดภูกุ้มข้าว

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตอนที่1 คำสอนของหลวงปู่

ด้วยได้ แอดมินเพจ "หลวงปู่ไดโนเสาร์" วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จากเฟซบุ๊คเป็นสะพานบุญ คอยอัพเดทข้อมูลถ้อยธรรมต่างๆจากหลวงปู่ ซึ่งเป็นคำสอนตรงๆ เข้าใจง่าย และหลวงปู่มักจบท้ายคำสอนว่า "เข้าใจนะ" เสมอ อย่างเช่นเรื่อง พญานาค มีโยมคนหนึ่งมาถามหลวงปู่ว่า "หลวงปู่เจ้าขา บนยอดภูกุ้มข้าว เขาเขียนไว้ว่า รูพญานาค โยมเลยสงสัยว่าพญานาคมีจริงหรือไม่เจ้าค่ะ อยากมากราบขอโชคขอลาภกับพญานาค" หลวงปู่ ตอบว่า "มีสิคุณ พญานาคมีจริงๆนะ" "หลวงปู่ทราบได้ยังไงว่ามีเจ้าคะ" หลวงปู่ยกขวดนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งขึ้นแล้วถามว่า "ในนี้มีอะไรคุณ" "แล็คโตบาซิลลัส เจ้าค่ะ" "ไอ้ ลัดๆ นี่มันคืออะไร" "ภาษาเค้าเจ้าค่ะ คือแบคทีเรีย เป็นสัตว์ตัวเล็กๆเจ้าค่ะ" "ทำไมคุณรู้ว่ามีล่ะ" "นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องส่องดูเจ้าค่ะ ดูด้วยตาเปล่าๆ ไม่เห็น" หลวงปู่ จึงบอกว่า "เออ การดูของแบบนี้ต้องใช้อุปกรณ์ดู ดูพญานาคก็ต้องใช้อุปกรณ์ดู นาคเป็นสัตว์ในโลกทิพย์ ก็ต้องใช้ตาทิพย์ดู ไม่มีตาทิพย์ก็ไม่เห็นของทิพย์ ไม่มีหูทิพย์ก็ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ ไม่มีกายทิพย์ก็ไม่ได้ไปโลกทิพย์ เราไม่เห็นก็ไม่ได้แสดงว่าไม่มี" "อย่างนั้นโยมก็ไปกราบไหว้ ขอโชคขอลาภได้สิเจ้าคะ"

หลวงปู่สอนว่า "เหอๆ ผิดไปกันใหญ่แล้ว รอแต่ไปขอคนอื่น มัวแต่ไปขอคนอื่นไม่ทำเอง เราจะได้รึเปล่า พญานาคเขาก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมวัฏสงสาร เคารพกัน อยู่ด้วยกันตามอัตภาพ ไม่ใช่ไปกราบไปไหว้ เป็นของนอกเหนือคำสอนพระพุทธเจ้า ยิ่งกราบยิ่งไหว้ยิ่งหนีไกลจากปัญญา หนีไกลจากพระธรรม การกราบการไหว้พญานาคไม่ใช่คำสอนของพระองค์ท่าน อย่าพากันทำเกินคำสั่งคำสอน โชคก็ดี ลาภก็ดีมัวแต่ไปแบมือขอคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ คุณก็ไม่ต่างจากขอทาน ไม่ต่างจากลูกนกมัวแต่รอเหยื่อที่พ่อแม่เอามาป้อน แขนเราก็มีขาเราก็มีทำไมไม่ทำเอา มัวแต่ขอเขา ขอเขา สุดท้ายเราก็เป็นไอ้ขี้ขอ อยากได้อะไรก็ขอ ก็ขอ เป็นพวกขอทานผู้ดี ขอทานปัญญาชน เรียนมามากศึกษามาสูงกลับมาทำตัวเป็นขอทาน หมูหมาก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมวัฏฏสงสารทำไมไม่ไปขอ พวกนั้นก็สัตว์ในโลกเหมือนกัน" "ก็ต่างกันนี่คะหลวงปู่ หมูหมาบันดาลโชคลาภให้หนูไม่ได้" หลวงปู่สอนว่า "นั้นสิ แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่า พญานาคเขาดลบันดาลให้คุณได้ คนฉลาดหมูหมาก็บันดาลโชคให้ได้ บางคนเลี้ยงหมูเลี้ยงหมาแล้วขาย เขาก็มีโชคมีลาภ โชคลาภจากการทำงานไม่ใช่แบมือขอ เขาพวกนั้นไม่ใช่ขอทานปัญญาชน ไม่ใช่ขอทานที่การศึกษาสูงนะ พญานาคเรารู้ว่ามี ก็มี แต่ไม่ใช่ไปเคารพกราบไหว้ ขอโชคขอลาภ เข้าใจนะ" "แล้วบั้งไฟพญานาคมีจริงไหมเจ้าคะ" "เคยเห็นไหมล่ะ" "โยม เคยเห็นแต่ในทีวีเจ้าค่ะ" "มีหรือไม่มี จะไปถามหาทำไม ถามแล้วได้อะไร" "บางคนเขาก็ว่าหลอกลวง" หลวงปู่ตอบว่า "อย่าไปอยากรู้เลยว่าหลอกหรือไม่หลอก อย่างน้อยๆ บั้งไฟพญานาคก็ทำให้คนแถวนั้นมีรายได้วันออกพรรษา นั่นคือคนมีปัญญาขอโชคขอลาภกับพญานาค ด้วยการรู้จักทำมาหากิน ไม่ใช่แบมือขอ"

เรื่องราวคำสอนหลวงปู่ทำให้จำนวนคนกดไลค์เพจ "หลวงปู่ไดโนเสาร์" ทวีขึ้นเรื่อยๆถึงหนึ่งหมื่นกว่าไลค์ ทุกคนที่เข้ามาอ่านมีความรู้สึกตรงกันว่า ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนโดยแท้ ไม่ว่าท่านอยู่ไกลแค่ไหนก็อยากหาโอกาสไปกราบไหว้ ตามประวัติของท่านนั้น "หลวงปู่ไดโนเสาร์" มีตำแหน่งเป็น พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร) เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ นามเดิมท่านชื่อ "หา" เกิดในสกุล "ภูบุตตะ" เมื่อวันศุกร์ที่ 2 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2468 ปีฉลู ที่บ้านนาเชือก ตำบลเวอ (ปัจจุบันเป็นตำบลนาเชือก) อำเภอยางตลาด (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง) จังหวัดกาฬสินธุ์ โยมบิดาชื่อ สอ โยมมารดาชื่อ บัวลา มีพี่น้องรวมกัน 7 คน ท่านถือกำเนิดในตระกูล คหบดี ในหมู่บ้านนาเชือก ซึ่งอพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี มีฝูงวัวกว่า 200 ตัว มีที่นากว่า 300 ไร่ โยมแม่เลี้ยงหม่อนกว่า 100 กระด้ง ซึ่งถือว่ารวยที่สุดในแถบนั้น

เมื่อท่านเป็นฆราวาส ท่านช่วยพ่อแม่ทำงาน ทุกอย่างและที่สำคัญท่านเป็นนักมวย แต่ด้วยโยมพ่อท่านไม่ชอบจึงยื่นคำขาดให้ท่านเลิกเป็นนักมวย ท่านจึงบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 19 ปี ที่วัดสุวรรณชัยศรี (ปัจจุบันนี้เป็นทุ่งนาชาวบ้าน ในตำบลท่าเรือ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์) โดยมีหลวงปู่ลือ เป็นอุปัชฌาย์ ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ที่อุโบสถหลังเดิมและอุปัชฌาย์องค์เดิม แต่เนื่องด้วยสมัยนั้นคณะธรรมยุติและคณะมหานิกาย ยังไม่แยกกันอย่างเป็นทางการและคณะสงฆ์ยังทำสังฆกรรมร่วมกันอยู่ การอุปสมบทของท่านจึงเป็นการรวมสองนิกาย คือพระอุปัชฌาย์เป็นคณะมหานิกาย ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ พระอนุสาวนาจารย์เป็นธรรมยุติกนิกาย เมื่อท่านอุปสมบทแล้วจึงมีคำสั่งให้แยกคณะกันชัดเจนและแยกกันทำสังฆกรรม เป็นปัญหาที่หลวงปู่ เพราะพระอาจารย์ท่าน (พระครูประสิทธิ์สมณญาณ) เป็นคณะธรรมยุติ แต่พระอุปัชฌาย์ท่าน (หลวงปู่ลือ) เป็นคณะมหานิกาย ท่านจึงต้องญัตติเป็นคณะธรรมยุติอีกครั้งหนึ่ง ที่พัทธสีมาวัดสุวรรณชัยศรี ตำบลเว่อ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เวลา 13.00น. โดยมีพระครูประสิทธิ์สมณญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่อ่อน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่สุข เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า สุภโร แปลว่า ผู้เลี้ยงง่าย ท่านสอบไล่นักธรรมตรี โท เอกได้ และไปศึกษาต่อที่วัดนรนาถสุทริการาม มีโอกาสอุปัฏฐากท่านเจ้าประคุณสมเด็จมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต)

เมื่อเว้นว่างจากการเรียนบาลีแล้ว ท่านเดินทางด้วยเท้าเปล่า เพื่อไปเรียนกรรมฐานจาก พระครูญาณวิริยะ วัดป่าสะแก เขตพระโขนง ปัจจุบันคือ พระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินธโร) วัดธรรมมงคล และพระสุทธิธรรมรังสี (ลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม สมุทรปราการ ต่อมาท่านมีอาการโรคดีซ่านจนต้องไปนอนพักที่โรงพยาบาลสงฆ์ ถึง 3 เดือน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย ท่านจึงทอดอาลัยในชีวิต ตั้งปรารถนาขอใช้ชีวิตที่เหลือรับใช้การพระศาสนาสมเป็นผู้อุทิศตนต่อชาวโลกแล้ว จึงเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ในขณะนั้นท่านก็ได้รับการรักษาจากหมอพื้นบ้านและการอบรมทางใจ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเข้าช่วยเหลือ จึงเป็นผลให้อาการของโรคทุเลาลงจนหายขาดในที่สุด เมื่อหายเป็นปกติแล้วท่านจึงออกเที่ยวปฏิบัติรุกขมูล หาความวิเวกทางกายและใจ ออกธุดงค์ไปยังภาคต่างๆในประเทศไทย และข้ามไปยังฝั่งลาว เข้ากัมพูชา จนเห็นผลทางจิตอันแน่นอนแล้วจึงกลับมาช่วยงานการพระศาสนา

ในขณะที่ท่านออกธุดงค์กรรมฐานนั้น ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์พอประมวลได้ดังนี้ 1. หลวงปู่พระครูประสิทธิ์สมณญาณ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณชัยศรี ศิษย์อุปัฏฐาก หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สมัยท่านจำพรรษาอยู่แถบจังหวัดเชียงใหม่ 2. หลวงปู่พระสุธรรมคณาจารย์ (แดง ธมฺมรกฺขิตฺโต) ผู้ก่อตั้งวัดประชานิยม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สมัยก่อนที่ท่านจะเดินทางไปเชียงใหม่ เป็นศิษย์ร่วมสมัยหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว 3.หลวงปู่พระสุทธิธรรมรังสี (ลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม สมุทรปราการ 4. หลวงพ่อพระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินธโร) วัดธรรมมงคล กรุงเทพ 5. หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล 6. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดถ้ำขาม สกลนคร 7. หลวงปู่ทองมา ถาวโร วัดสว่างท่าสี ร้อยเอ็ด 8. พระอริยะเวที (เขียน ฐิตสีโล) วัดรังสิปาลิวัน

สำหรับประวัติการสร้างวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) นั้น เมื่อหลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านก็ได้ช่วยงาน พระครูประสิทธิ์สมณะญาณในการเผยแผ่พระศาสนาและคณะธรรมยุตินิกาย สร้างวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง โดยวัดใดเป็นวัดร้าง ชาวบ้านจะมาขอพระไปจำพรรษาให้เป็นการเผยแผ่คณะธรรมยุตินิกายโดยไม่ต้องสร้างวัดใหม่ ทำให้ท่านได้รู้จักกับพระสุธรรมคณาจารย์ (แดง ธมฺมรกฺขิโต) ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังสร้างวัดประชานิยม ในเมืองกาฬสินธุ์ หลวงปู่แดงจึงชักชวนหลวงปู่ออกธุดงค์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ผ่านสกลนคร เข้าหนองคายไปพักที่วัดหินหมากเป้ง ของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรงฺสี (พระราชนิโรธรังสี) ซึ่งปลูกต้นสักทองไว้มากมาย หลวงปู่เทสก์ สั่งให้หลวงปู่เก็บเอาลูกสักทองใส่ย่ามไว้จำนวนมากโดยให้เหตุผลว่า "เก็บไว้เถิดต่อไปจะได้ใช้ประโยชน์" จากนั้นหลวงปู่เดินทางต่อไปที่ประเทศลาวเที่ยวธุดงค์อยู่จนใกล้พรรษากาลจึงกลับจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อใกล้เข้าพรรษาไม่กี่วันได้รับการอาราธนาให้ไปสร้างวัดใหม่ที่บ้านคำคา อำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งขณะนั้นมักเรียกกันว่าอำเภอใหม่ และให้ชื่อวัดใหม่โดยถือเอานิมิตลูกสักทองที่เก็บใส่ย่ามมาตั้งแต่วัดหินหมากเป้ง มาปลูก แล้วตั้งชื่อวัดว่า "วัดป่าสักกะวัน"

ประมาณ ปี2510มีโครงการกั้นแม่น้ำลำปาวทำเขื่อน เพื่อผลิตไฟฟ้า ประชาชนในอำเภอเมืองและอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นเขตเขื่อนที่น้ำจะท่วมถึง ต้องอพยพขึ้นที่สูง วัดป่าสักกะวันอยู่ในเขตน้ำท่วมจึงต้องย้ายวัดไปตามที่ทางนิคมสร้างตนเองลำปาว จัดสรรให้ แต่ปรากฏว่าเป็นที่ใกล้ชุมชน ไม่สัปปายะ ไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณะธรรม ทางวัดจึงขอเปลี่ยนที่ใหม่ นายอำเภอสหัสขันธ์ในสมัยนั้นจึงนิมนต์ให้หลวงปู่ขึ้นรถส่วนตัวของท่านเพื่อหาเลือกสถานที่สร้างวัด เมื่อนั่งรถผ่านภูกุ้มข้าว หลวงปู่ขอลงสำรวจพื้นที่และตกลงเลือกสถานที่นี้เพื่อสร้างวัด ทั้งๆที่ภูกุ้มข้าวไม่มีสายน้ำหรือตาน้ำเพื่อใช้สอยเลย อีกทั้งเป็นสถานที่กันดารลำบาก (ในสมัยก่อนคนกาฬสินธุ์เรียกอำเภอสหัสขันธ์ ว่าอำเภอสาหัสสากัน) ไม่มีต้นไม้ใหญ่มีเพียงต้นไผ่ขนาดเล็กที่ชื่อว่า "ต้นเพ็ก" เท่านั้นเอง แต่หลวงปู่ท่านก็เลือกสถานที่แห่งนี้ นายอำเภอจึงได้อนุโมทนาที่หลวงปู่จะพัฒนาสถานที่นี้และกล่าวคำถวายสถานที่ให้หลวงปู่ดูแลทั้งลูกภูเขา หลวงปู่ก็รับไว้ด้วยความยินดี เมื่อหลวงปู่มาอยู่ภูกุ้มข้าว ท่านก็เริ่มปลูกต้นไม้ เจาะน้ำและขุดสระ สร้างเสนาสนะ มีศาลาการเปรียญและอุโบสถ ในขณะที่ท่านกำลังดำเนินการก่อสร้างวัดอยู่นั้น ท่านก็ไม่ทิ้งการปฏิบัติทำสมาธิภาวนา เมื่อมีเวลาว่างท่านจะขึ้นบนยอดภูกุ้มข้าวกางกลดนั่งสมาธิครั้งละ15 วัน โดยไม่ฉันอาหารไม่เข้าห้องน้ำ อบรมจิตใจตนเองอย่างนี้ เรียกว่าการเข้า "ปฏิสัลลีนสูตร" (อยู่ในที่สงัด) มีเพียงบางวันที่สามเณรจะเอายาต้มไปส่ง แต่ถ้าเห็นหลวงปู่ไม่เปิดกลดก็จะกลับลงมาโดยไม่ได้ถวายยาต้มนั้น ในบางปีท่านฉันภัตตาหารเพียงวันเข้าพรรษาและวันออกพรรษาเท่านั้น

ประมาณ ปี 2534ท่านได้พบนิมิตโอภาส คือพบแสงสว่างที่ใสมากเป็นแสงที่ท่านไม่เคยพบในโลกนี้ สว่างไปทั่วโลกธาตุ สว่างทั้งจักรวาล มองทะลุภูเขา มองทะลุต้นไม้มองเห็นทุกอย่าง อยากเห็นสิ่งใดก็เห็นไปหมด แล้วก็ปรากฏสัตว์ชนิดหนึ่ง คอยาว ตัวใหญ่กว่าช้างเท้าใหญ่เท่ากระบุง เดินไปเดินมาในบริเวณภูกุ้มข้าว กินยอดไม้ เล่นน้ำ และล้มลงตาย ขณะที่เห็นมีลักษณะเป็นเหมือนฟิล์มหนังกลางแปลง ในสมัยก่อนพอสัตว์นั้นตายลงก็หมดม้วนพอดี เป็นอย่างนี้อยู่ 2-3ครั้ง ในปี 2536และปี 2537ก็มีลักษณะเดียวกัน ครั้งสุดท้าย พอเห็นจบแล้วก็มีเสียงมาบอกว่า จะมาขออยู่ด้วยเตรียมตัวไว้พรุ่งนี้จะมีฝนมาจากทิศอุดรห่าใหญ่ผมจะมากับฝน ครั้งล่าสุดท่านเข้าปฏิสัลลีนสูตรได้เพียง3 วันเท่านั้น ท่านจึงเก็บบาตรและกลดลงจากยอดเขาสั่งให้พระเณรเก็บสิ่งของไปไว้บนกุฏิ เวลาประมาณเที่ยงวันฝนก็เริ่มตั้งเค้าและตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาหลวงปู่ท่านได้กางร่มเดินออกมาตรวจบริเวณวัดขณะฝนตก ร่มที่กางโดนลมพัดจนหักและปลิวไปกับลมเหลือเพียงด้ามร่มเท่านั้น บริเวณทั้งหมดมืดไปหมด มองสิ่งใดไม่เห็น านจึงนั่งลงตรงที่เห็นสัตว์นั้นตายในนิมิต ฝนตกกว่า 3ชั่วโมงจึงเริ่มซาและหายไปในที่สุด

จากฟ้าที่มืดก็ปรากฏแสงสว่างขึ้นมาแผ่นดินที่เคยสูงโดนน้ำเซาะจนเห็นเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ หลายสิบชิ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ท่านนั่ง ท่านก็สั่งให้คนเก็บกระดูกนั้นไว้และส่งข่าวไปยังนายอำเภอเพื่อมาตรวจสอบ ทางอำเภอจึงส่งข่าวไปยังศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เจ้าหน้าที่ก็ได้มาตรวจสอบปรากฏว่าเป็นไดโนเสาร์พันธุ์กินพืชที่ใหญ่โต เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมา (ภายหลังให้ชื่อว่า อีสานโนซอรัสสิรินธรเน่) ต่อมามีการขอขุดค้นเพิ่มเติมจึงกราบเรียนถามองค์หลวงปู่เพื่อชี้จุดที่เห็นในนิมิตเพิ่ม ท่านจึงได้ชี้ใต้ต้นไม้ทางทิศเหนือของวัดก็พบฟอสซิลไดโนเสาร์อีกหลายตัว (ปัจจุบันคือ "อาคารหลุมขุดค้นไดโนเสาร์พระญาณวิสาลเถร" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ค้นพบครั้งแรก) อีกทั้งยังมีการรวบรวมฟอสซิลไดโนเสาร์จากทั่วสาระทิศมารวมที่วัดสักกะวันและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปีได้รับพระราชทานนามว่า "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" คณะศิษย์ยานุศิษย์ ลูกหลาน จึงถวายฉายานามหลวงปู่ว่า "หลวงปู่ไดโนเสาร์" ...ฉบับหน้าติดตามอ่านบารมีหลวงปู่ไดโนเสาร์ อัญเชิญหลวงพ่อ "บันดาลฤทธิผล" พระพุทธรูปสมัยทราวดี อายุกว่าสองพันปี มาประดิษฐานวัดสักกะวันค่ะ