หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

พระอรหันต์ผู้เป็นที่รักของทวยเทพ
ประสบการณ์ลี้ลับ

เทวดาอยากรู้

ครั้งที่หลวงปู่ชอบจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำนายม จ.เพชรบูรณ์ หลวงปู่เล่าว่า วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ภายในถ้ำนายม มีเทวดาตนหนึ่งมานั่งอยู่บนโขดหิน มองดูท่านเดินจงกรม หลวงปู่เห็นท่านจึงกำหนดจิตแผ่เมตตาให้เทวดาองค์นั้น เวลาหลวงปู่แผ่เมตตาเทวดาก็เปล่งเสียงสาธุอนุโมทนา แต่ก็ยังนั่งดูท่านเดินจงกรมอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน หลวงปู่รู้สึกแปลกใจในกิริยาของเทวดาตนนี้มีเมื่อแผ่เมตตาให้แล้วก็ยังนั่งนิ่งไม่ไปไหนผิดกับเทวดาตนอื่นที่เมื่อท่านแผ่เมตตาให้เขาก็จะกล่าวอนุโมทนาแล้วจึงลาจากไปหรือไม่ก็จะเข้ามาสนทนาธรรมกับท่าน หลวงปู่จึงกำหนดจิตถามเขาว่า "เพราะอะไรโยมจึงมาดูอาตมาเดินจงกรม โยมมีอะไรจะถามอาตมาหรือไม่" เทวดาไม่ตอบแต่ได้ไปหาตาผ้าขาวสง่า แล้วแสดงกิริยาชี้มือมาทางที่หลวงปู่ท่านเดินจงกรมอยู่ จากนั้นเขาก็ลาตาผ้าขาวสง่าเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อเดินจงกรมเสร็จแล้วหลวงปู่ชอบเดินมาหาตาผ้าขาวสง่าเพื่อฉันน้ำร้อน ระหว่างที่ฉันน้ำร้อนท่านได้ถามตาผ้าขาวว่า "เทวดาที่ดูอาตมาเดินจงกรมนั้นเขาพูดอะไรกับตาผ้าขาวหรือ" ตาผ้าขาวเรียนท่านว่า "เทวดาผู้นี้เขาสงสัยในภูมิธรรมของท่านอาจารย์ เขาจึงมาถามข้าน้อยว่าพระองค์นี้ท่านภาวนาได้ภูมิธรรมขั้นไหนแล้ว ข้าน้อยบอกว่าเขาว่าเรื่องแบบนี้ข้าเจ้าไม่สามารถตอบคำถามของท่านได้ ถ้าท่านอยากรู้ก็ให้ไปถามกับท่านเอง เทวดาเขาไม่กล้าไปถามท่านอาจารย์ด้วยตนเองเพราะเขาเกรงในบารมีธรรมของท่าน" หลวงปู่ชอบกล่าวว่า "พ่อออกตาผ้าขาวตอนนั้นเขาก็รู้ว่าเราได้ภูมิธรรมขั้นไหน แต่เขาไม่บอกให้เทวดาผู้สงสัยทราบเท่านั้นเอง เพราะมันเป็นการผิดมารยาทในทางธรรม เทวดาเขาก็มาจากคน บางสิ่งบางอย่างก็มีความสงสัยเหมือนกับคนเรานี่แหละ ตอนอยู่กับท่านอาจารย์มั่นก็เหมือนกัน เทวดามักพากันมาถามองค์ท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ บางครั้งก็มาถามองค์ท่านถึงเรื่องการปฏิบัติของพระเณรองค์นั้นองค์นี้ว่าเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์มั่นจะไม่ค่อยตอบข้อสงสัยในเรื่องแบบนี้กับมนุษย์หรือเทวดา ท่านว่าถ้าตอบไปแล้วจะทำให้มนุษย์หรือเทวดาผู้นั้นถือเป็นมานะทิฐิได้ ต่อไปเขาจะไปประมาทในการปฏิบัติของพระสงฆ์องค์เณรรูปนั้นๆ จะทำให้เขาเป็นบาปกรรมเพราะไปประมาทท่านผู้ทรงศีล เรื่องหลงในทิฐินี้อย่าว่าแต่มนุษย์เราเลย ถึงจะจึงดูอาตมาเดินจงกรม โยมมีอะไรจะถามอาตมาหรือไม่" เทวดาไม่ตอบแต่ได้ไปหาตาผ้าขาวสง่า แล้วแสดงกิริยาชี้มือมาทางที่หลวงปู่ท่านเดินจงกรมอยู่ จากนั้นเขาก็ลาตาผ้าขาวสง่าเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อเดินจงกรมเสร็จแล้วหลวงปู่ชอบเดินมาหาตาผ้าขาวสง่าเพื่อฉันน้ำร้อน ระหว่างที่ฉันน้ำร้อนท่านได้ถามตาผ้าขาวว่า "เทวดาที่ดูอาตมาเดินจงกรมนั้นเขาพูดอะไรกับตาผ้าขาวหรือ" ตาผ้าขาวเรียนท่านว่า "เทวดาผู้นี้เขาสงสัยในภูมิธรรมของท่านอาจารย์ เขาจึงมาถามข้าน้อยว่าพระองค์นี้ท่านภาวนาได้ภูมิธรรมขั้นไหนแล้ว ข้าน้อยบอกเขาว่าเรื่องแบบนี้ข้าเจ้าไม่สามารถตอบคำถามของท่านได้ ถ้าท่านอยากรู้ก็ให้ไปถามกับท่านเอง เทวดาเขาไม่กล้าไปถามท่านอาจรย์ด้วยตนเอง เพราะเขาเกรงในบารมีธรรมของท่าน" หลวงปู่ชอบกล่าวว่า "พ่อออกตาผ้าขาวตอนนั้นเขาก็รู้ว่าเราได้ภูมิธรรมขั้นไหนแต่เขาไม่บอกให้เทวดาผู้สงสัยทราบเท่านั้นเอง เพราะมันเป็นการผิดมารยาทในทางธรรม เทวดาเขาก็มาจากคน บางสิ่งบางอย่างก็มีความสงสัยเหมือนกับคนเรานี่แหละ ตอนอยู่กับท่านอาจารย์มั่นก็เหมือนกัน เทวดามักพากันมาถามองค์ท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ บางครั้งก็มาถามองค์ท่านถึงเรื่องการปฏิบัติของพระเณรองค์นั้นองค์นี้ว่าเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์มั่นจะไม่ค่อยตอบข้อสงสัยในเรื่องแบบนี้กับมนุษย์หรือเทวดา ท่านว่าถ้าตอบไปแล้วจะทำให้มนุษย์หรือเทวดาผู้นั้นถือเป็นมานะทิฐิได้ ต่อไปเขาจะไปประมาทในการปฏิบัติของพระสงฆ์องค์เณรรูปนั้นๆ จะทำให้เขาเป็นบาปกรรมเพราะไปประมาทท่านผู้ทรงศีล เรื่องหลงในทิฐินี้อย่าว่าแต่มนุษย์เราเลย ถึงจะเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าก็ตามถ้าได้หลงในทิฐิแล้วก็สามารถทำผิดได้ทุกเมื่อเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ครูบาอาจารย์ท่านมักจะไม่ค่อยพูดให้ใครฟังมากนักนอกจากท่านจะพิจารณาเห็นในทิฐิของผู้นั้นแล้ว ท่านจึงจะเมตตาบอกเล่าให้รู้เพื่อเป็นธรรมทาน"

โอสถทิพย์จากเทวดา

ด้วยความที่หลวงปู่ชอบปรารถนาที่จะรู้เห็นธรรมให้ได้ในชาตินี้ท่านจึงเร่งความเพียรอย่างหนักชนิดเอาเป็นเอาตาย ท่านเดินจงกรม ภาวนา อดทนอดอาหารต่อเนื่องกันหลายวันทำให้ร่างกายของท่านอ่อนล้าอ่อนแรงเป็นเหตุให้ท่านป่วย โดยที่ท่านเข้าใจว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาฉันยาต้มสมุนไพรก็คงจะหาย แต่เมื่อฉันไปหลายหม้อก็ยังไม่ดีขึ้น ท่านถึงกับนอนจับสั่น หนาวมาก เวลาหนาวท่านว่าหัวใจแทบจะหยุดต้นต้องอาศัยนอนตากแดดบนก้อนหินหน้าถ้ำเพื่อบรรเทาความหนาวสั่น แต่หากตากแดดนานๆ ก็จะมีเหงื่อซึมมากอย่างผิดปกติ แถมยังปวดหัวรุนแรงถึงขนาดที่ท่านต้องเอาสายรัดประคดมามัดรอบหัวตนเองไว้เพื่อบรรเทาอาการเวทนา ตาผ้าขาวมาเห็นรู้ว่าอาการแบบนี้คือไข้ป่ามาลาเรีย จึงไปหายาสมุนไพรแก้พิษไข้ป่ามาต้มถวายให้ท่านเพื่อบรรเทาพิษ แต่เมื่อท่านฉันยาไปแล้วหลายหม้ออาการก็ยังไม่ลดลงจนท่านถึงกับรำพึงในใจว่า ถ้าจะตายเพราะป่วยครั้งนี้เราก็ไม่อาลัยในชีวิตของตนเอง เสียดายแต่ที่ยังไม่พ้นทุกข์เท่านั้น ในที่สุดท่านจึงตัดสินใจไม่ฉันยาอะไรทั้งสิ้น จะใช้จิตรักษาถ้าจะหายก็ให้หายถ้าไม่หายก็ให้ตายไปเลย ท่านจังตั้งสัจจะอธิษฐานว่า "ถ้าข้าพเจ้ามีวาสนาที่จะรู้เห็นธรรมในชาติปัจจุบันก็ขอให้ข้าพเจ้าหายจากป่วยไข้ในครั้งนี้ หากข้าพเจ้าเป็นผู้ไร้วาสนาที่จะรู้ธรรมในชาตินี้แล้วก็ขอให้ข้าพเจ้าสิ้นอายุขัยจากการป่วยครั้งนี้ไปเลย" เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้วท่านก็นั่งภาวนาจิตของตนเอง พอเวทนากับจิตของท่านขาดออกจากกัน จิตของท่านเกิดความสว่างไสวขึ้นมาอย่างประมาณไม่ได้ พอจิตพักอยู่ในความสงบจนอิ่มตัวแล้วท่านก็ถอนจิตออกมาดูข้างนอก ท่านเห็นเทวดาตนหนึ่งนั่งอยู่นอกระเบียงชานที่พักของท่าน เทวดาตนนี้แสดงความเคารพท่านด้วยการยกมือพนมไหว้ เขาบอกกับท่านว่า "ข้าน้อยทราบว่าท่านไม่สบาย ข้าน้อยจึงเอาโอสถทิพย์ถวายเพื่อรักษาท่าน" หลวงปู่ถามว่า "โยมจะรักษาอาตมาอย่างไร" เขาบอกว่า "เอายานี้ทาตามตัวของท่านแล้วอาการไข้ของท่านจะหายไปเอง ขอให้ท่านทรงจิตของท่านเอาไว้เท่านั้น ทุกอย่างเขาจะเป็นผู้รักษาท่านเอง" จากนั้นเทวดาก้ได้เอายาทาที่หลังของท่าน พอเทวดาเอายาทาให้ที่หลังเท่านั้น ท่านว่า "น่าประหลาดอย่างยิ่งธาตุขันธ์ที่มันหนักเพราะพิษไข้ป่าที่รุนเร้าอย่างหนักมาหลายวันก็หายเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายมีกำลังวังชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จิตใจมีความเอิบอิ่มอย่างอัศจรรย์" นั่นเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ได้เห็นปาฏิหาริย์จากโอสถเทวดาตอนจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำนายมหัวใจตกหล่มรัก

เคยมีศิษย์ถามหลวงปู่ว่า ในชีวิตบวชของหลวงปู่มีบ้างไหมที่หลวงปู่คิดอยากจะสึก ท่านบอกว่ามีหลายครั้งที่คิดอยากจะสึกจนนับไม่ได้ว่ามีกี่ครั้ง เพราะนับไม่หวาดไม่ไหว ที่คิดอยากสึกนั้นมาจากเรื่องของ "กามคุณ" ทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งของหลวงปู่คิดอยากสึกเพราะไปชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอำเภอหล่มเก่า เพชรบูรณ์ ตอนนั้นหลวงปู่ท่านเป็นพระหนุ่มอายุประมาณ ๒๘-๒๙ ปี ท่านพบผู้หญิงคนนี้ที่บ้านหินฮาว อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ผู้หญิงคนนี้ไปทำบุญที่วัดบ้านหินฮาว ขณะที่หลวงปู่เตรียมจะให้พรโยมท่านหันไปมองคนที่มาวัดในวันนั้นสายตาของท่านไปสบกับเขาพอดี เท่านั้นแหละท่านว่าเหมือนกับมีอะไรพุ่งเข้ามาชนหัวใจของตัวเอง ท่านรู้สึกสนใจผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาทันที หลังจากจ้องหน้าจ้องตากันสักพักท่านก็ต้องวางสายตาจากผู้หญิงคนนั้น ท่านเองเวลานั้นไม่เข้าใจตนเองว่าเป็นอะไร ทำไมจึงมีอาการประหม่า ใจหวิวๆ พอรู้แน่ว่าใจเริ่มเอนเอียงชอบพอเขาแน่แล้ว จึงต้องเร่งความเพียรเพื่อต่อสู้กับจิตใจของท่าน เอชนะความรู้สึกเสน่หาในตัวหญิงสาวผู้นั้นให้ได้ แต่ทว่าทีแรกดูเหมือนท่านจะเอาชนะจิตใจของตัวเองได้ แต่ต่อมากลับใจอ่อนลงเรื่อยๆ จากแต่ก่อนท่านขยันทำความเพียร เดินจงกรมภาวนา แต่พอเจอกับเรื่องนี้เข้า ใจจึงขยันคิดปรุงแต่งขึ้นมาแทน คำบริกรรม "พุทโธ" ที่เคยฝึกฝนเวลานั้นไม่รู้ว่ามันเลือนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะพอสติเผลอเมื่อไหร่ใจมันก็เปลี่ยนเป็นคิดถึงเขาขึ้นมาแทนที่ทุกครั้งไป จากเคยตั้งสัจจะคิดจะบวชประพฤติพรหมจรรย์จนวันตายกลับถูกมารมายั่วยวนให้สึกสิกขาลาเพศออกไปครองเรือน ทั้งที่การครองเรือนนั้นท่านก็รู้ว่าทุกข์มาก ความคิดในใจเวลานั้นแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน

เวลานั้นท่านได้ปักหลักสู้กับจิตใจของตนเองอย่างเต็มที่โดยอาศัยความเพียรที่เคยฝึกฝนมาตั้งแต่ต้นเป็นเครื่องมือในการประหัตประหารกิเลสตัวนี้ ท่านเร่งความเพียรอดทนจงกรมภาวนาสู้กับจิตใจของตนเองตั้งแต่วันยันรุ่ง พอร่างกายอ่อนล้าต่อการอดนอน จิตใจที่เคยปรุงแต่งในกามคุณก็พลอยระโหยโรยแรงตามลงไปด้วยจนถึงกับป่วยไข้ ในคืนหนึ่งท่านได้อธิษฐานจิตว่า "หากว่าข้าพเจ้ามีบุญวาสนาที่จะรู้เห็นธรรมในชาตินี้ขอให้ข้าพเจ้าพบอุบายธรรมที่จะมาแก้ไขจิตใจของข้าพเจ้าให้พ้นจากเรื่องนี้ไปได้ แต่หากข้าพเจ้าไม่มีบุญวาสนาที่จะรู้เห็นธรรมในชาตินี้แล้ว ขอให้ข้าพเจ้าหมดสิ้นหนทางที่จะมาแก้ไขปัญหาในใจนี้ของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าก็จะขอลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสครองเรือน" พออธิษฐานเสร็จท่านก็นั่งภาวนาเพื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของท่าน เหตุเกิดที่ใจต้องแก้ที่ใจ เมื่อท่านพิจารณาเห็นต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ในเบื้องต้นแล้วท่านจึงตัดสินใจออกจากสถานที่แห่งนี้ภายในคืนนั้น ซึ่งพอท่านออกจากบ้านหินฮาวไปได้ ไม่ถึงสองเดือนท่านก็สามารถตัดใจจากเรื่องนี้ได้ หลวงปู่บอกว่า "ตอนนั้นเราตัดสินใจถูกแล้วที่หนีไปจากที่นั่น ถ้าเราขืนยังอยู่ที่นั่นอีกต่อไปป่านนี้เราจะได้เป็นทิดชอบหรือได้เป็นลูกเขยเขาไปแล้ว

หลวงปู่ชอบเล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนลูกศิษย์ "พวกท่านให้จำกันเอาไว้ถ้าไปอยู่ที่ไหนก็ตามถ้ามีใจไปหลงรักผู้หญิงขึ้นมาแล้วเมื่อมีสติระลึกได้ในเวลาใดก็ให้รีบออกจากที่นั่นโดยทันทีอย่าให้รีรอ"

หลวงปู่ชอบท่านพบวิมุตติบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเมื่อปี 2487 พรรษาที่ 20 อายุ 43 ปี ที่ถ้ำบ้านหนองยาน ประเทศพม่าและในปี 2489 ขณะที่ท่องเที่ยวธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือสหธรรมิกคือหลวงปู่ขาว อนาลโย ชวนท่านกลับมาอีสาน ท่านจึงได้มาจำพรรษาที่ป่าช้าหินโง้น ปัจจุบันคือวัดป่าโคกมน พ.ศ.2501 มีชาวบ้านถวายที่ดินสร้างวัดกว่าร้อยไร่ ท่านได้รับสร้างเป็นวัดขึ้นมาปัจจุบันคือวัดป่าสัมมานุสรณ์ ท่านอยู่จำพรรษาที่นี่เรื่อยมาจวบจนวาระสุดท้ายของท่าน พ.ศ.2514 อายุ 70 ปี ท่านป่วยเป็นอัมพาต และต่อมาท่านได้ละสังขาร ณ วัดป่าสัมมานุสรณ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2538 รวมอายุได้ 93 ปี 11 เดือน 27 วัน 70พรรษา